หนามในผ้าพันแผล
หนามในผ้าพันแผล
"ทายาท! หมอเขาหมายความว่าผู้การมีลูกไม่ได้ไงล่ะ!"
ป้าบ้านตะวันออกแผดเสียงแปลให้คนทั้งแถวฟัง เสียงนั้นดังยิ่งกว่าโทรโข่งของหน่วยผลิต ดังเสียจนเด็กที่ต่อแถวท้ายสุดยังต้องเหลียวมอง ก่อนที่คำพูดนั้นจะสะพัดจากปากสู่ปาก ลามไปจนสุดแถวราวกับไฟลามฟาง
‘มีลูกไม่ได้ ไร้น้ำยาจริงๆ หมอเป็นคนพูดเองกับปาก!’
เซี่ยอวี้ถิงแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนก หล่อนยกมือขึ้นแตะริมฝีปากคล้ายไม่คาดคิดว่าคำแนะนำทางการแพทย์ธรรมดาจะถูกตีความไปได้ถึงเพียงนั้น ก่อนจะเบนสายตามามองไป๋ลู่ด้วยแววตาขอโทษขอโพยอันงดงามไร้ที่ติ
ไป๋ลู่เข้าใจในทันที หล่อนไม่ได้พลั้งปาก แต่จงใจเลือกใช้ถ้อยคำที่ไม่มีช่องโหว่ให้ผิดระเบียบ แล้วปล่อยให้ปากชาวบ้านทำงานสกปรกแทน หากวันพรุ่งนี้มีใครซักไซ้ หมอเซี่ยก็อ้างได้ว่าพูดเพียงเรื่องทายาท ส่วนคนที่ป่าวประกาศว่า ‘ไร้น้ำยา’ คือป้าบ้านตะวันออก
บ่วงชนิดนี้ปู่พรานเคยเรียกว่าบ่วงสองชั้น ชั้นแรกวางล่อให้เหยื่อเห็น ส่วนชั้นที่สองซ่อนไว้ใต้ผืนหญ้า รอให้เหยื่อเหยียบลงไปเอง
"ฉันพูดเพราะเป็นห่วงนะคะ" เซี่ยอวี้ถิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานยิ่งกว่าเดิม มือนุ่มยังคงกุมมือเธอไว้แน่น "ผู้หญิงชนบทอาจไม่เข้าใจเรื่องทางการแพทย์ แต่งงานไปแล้วหากไม่มีลูกขึ้นมา จะโดนคนนินทาไปจนตาย สู้รู้ตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ยังดีกว่า"
ไป๋ลู่ไม่ได้ตอบกลับในทันที เธอกวาดสายตามองเสื้อกาวน์รีดเรียบกริบ มองมือนุ่มนิ่มที่ไม่เคยต้องจับจอบเสียม แล้วมองดวงตาเรียวยาวที่คอยลอบชำเลืองไปยังถนนทางเข้าหมู่บ้านอยู่เป็นระยะ เส้นทางที่ใครบางคนจะใช้เดินทางกลับมาจากคอมมูน... เธอเงียบงันอยู่นานเสียจนรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มแข็งค้าง
พลันไป๋ลู่ก็คลี่ยิ้มตอบกลับไป รอยยิ้มนั้นกว้างกว่าเดิมเป็นเท่าตัว "คุณหมอเซี่ยคะ ฉันเป็นผู้หญิงชนบท ไม่ค่อยรู้เรื่องการแพทย์จริงๆ นั่นแหละค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ไม่จำเป็นต้องตะโกนก็ดังแว่วไปทั่วทั้งลานนวดข้าว "แต่ฉันสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง... ผู้หญิงที่เที่ยวป่าวประกาศบอกใครต่อใครว่าผู้ชายไร้น้ำยาเนี่ย แสดงว่าเคยลองมาแล้วแต่ไม่สำเร็จหรือคะ"
ชั่วอึดใจนั้น ทั่วทั้งลานนวดข้าวพลันเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะจะระเบิดขึ้นพร้อมกัน! ลุงผู้แบกจอบหัวเราะร่าจนต้องทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้น ป้าบ้านตะวันออกตบขาตัวเองดังฉาดใหญ่ทั้งที่เพิ่งเป็นคนป่าวประกาศไปเมื่อครู่ พวกเด็กๆ ที่ไม่ประสีประสาพากันหัวเราะร่าเริงเสียงดังที่สุด แม้แต่ทหารหนุ่มในหน่วยแพทย์ยังต้องเบือนหน้าหนีไปทางกองฟาง ไหล่หนาสั่นระริกด้วยความขบขัน
ใบหน้าขาวนวลละเอียดของเซี่ยอวี้ถิงแดงซ่านลามตั้งแต่ปลายคางขึ้นไปถึงหน้าผาก ทว่าหล่อนยังคงควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว หล่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพนุ่มนวลยิ่งกว่าเดิม
"ฉันไม่เคยพูดคำนั้นเลยนะคะ สหายไป๋ ฉันเพียงพูดถึงเรื่องทายาทตามหน้าที่ของแพทย์เท่านั้นค่ะ"
"งั้นฉันก็ถามในฐานะคู่หมั้นของคนไข้เช่นกันค่ะ" ไป๋ลู่สวนกลับทันควัน น้ำเสียงแปรเปลี่ยนจากหยอกเย้าเป็นเย็นเยียบ "หมอที่เอาเรื่องทายาทของคนไข้มาพูดป่าวประกาศกลางลานนวดข้าวต่อหน้าคนร่วมสองร้อยคนเช่นนี้ ระเบียบของโรงพยาบาลทหารอนุญาตให้ทำได้หรือคะ? หรือจะให้ฉันเขียนจดหมายไปสอบถามผู้ตรวจการการเมืองของกองพลให้ดี"
รอยแดงก่ำบนใบหน้าของเซี่ยอวี้ถิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด
"ลูกชายของฉันจะมีลูกหรือไม่มี!" น้ำเสียงแหลมสูงสำเนียงคนใต้ปากแม่น้ำแผดดังขึ้นจากทางด้านหลัง หลินเพ่ยอวิ๋นก้าวเท้าออกมายืนเคียงข้างว่าที่ลูกสะใภ้ หล่อนเชิดคางขึ้นสูงสง่าดั่งเช่นยามที่อยู่ในคอกวัว "มันไม่ใช่กงการอะไรของหมอที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลฮั่ว!"
ไป๋ลู่เหลือบมองแม่สามีด้วยหางตา อีกฝ่ายไม่ได้มองตอบกลับมา แต่กลับขยับเข้ามายืนเบียดชิดจนหัวไหล่แทบจะชนกัน
เซี่ยอวี้ถิงน้อมศีรษะให้หลินเพ่ยอวิ๋นเล็กน้อยอย่างมีมารยาท "ฉันต้องขออภัยด้วยค่ะคุณป้า ที่แสดงความห่วงใยจนเกินหน้าที่" หล่อนทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะตรวจตามเดิม สีหน้าเรียบเฉยคล้ายไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น "คนต่อไปค่ะ"
ชาวบ้านสองสามคนที่ยืนอยู่แถวหน้าเริ่มส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้หมอสาวขึ้นมาบ้าง หญิงสาวผู้งดงามและมีการศึกษาสูง กลับต้องมาถูกเด็กสาวชาวบ้านนอกตอกกลับกลางลานกว้าง ทว่ายังคงก้มศีรษะเอ่ยขอโทษอย่างนอบน้อม... ไป๋ลู่มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า แม้ยกนี้เธอจะชนะและได้เสียงหัวเราะจากผู้คน แต่หมอเซี่ยกลับกวาดเอาความเห็นใจจากชาวบ้านกลับไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
คนประเภทนี้ไม่มีวันยอมพ่ายแพ้จนหมดตัว หล่อนยอมถอยร่นทีละก้าว ทว่าในทุกย่างก้าวที่ถอย หล่อนย่อมไขว่คว้าผลประโยชน์บางอย่างติดมือกลับไปด้วยเสมอ
การตรวจสุขภาพกลุ่มคนในคอกวัวเสร็จสิ้นลงในเวลาไม่ถึงสิบนาที ไป๋ลู่ถูกกันให้อยู่ห่างจากโต๊ะตรวจในฐานะคนนอก เธอจึงทำได้เพียงมองดูหมอเซี่ยแตะชีพจรของนายพลฮั่วเพียงชั่วสามลมหายใจ และฟังเสียงไอของหมอเฒ่าหยางเพียงสองครั้ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตวัดปากกาเขียนลงในแฟ้มประวัติ
ครั้นถึงเวลาที่หน่วยแพทย์จัดเก็บข้าวของ เธอจึงเข้าไปช่วยยกลังยาขึ้นรถ พยาบาลสาวคนหนึ่งซึ่งเดินรั้งท้ายทีมมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจตั้งแต่ตอนเห็นแฟ้มตรวจ เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ชิด หล่อนจึงเอ่ยกระซิบขึ้นมาเบาๆ
"คนในคอกวัวพวกนั้นเป็นญาติของเธอหรือเปล่า ระวังตัวไว้หน่อยนะ... หมอเซี่ยเขียนระบุในแฟ้มของตาแก่หลังตรงคนนั้นว่าร่างกายแข็งแรงดี เหมาะสมกับงานใช้แรงงานหนักเป็นพิเศษ ส่วนคุณปู่คนที่ไอนั่น หล่อนเขียนว่าแกล้งป่วย แถมยังขีดเส้นใต้เน้นย้ำไว้ถึงสองเส้น" พยาบาลสาวเม้มริมฝีปาก "ฉันใช้หูฟังตรวจเสียงปอดของแกเองกับมือ ยังรู้เลยว่าแกไม่ได้แกล้งทำ"
ไป๋ลู่พลันนึกถึงหัวไหล่ข้างซ้ายของนายพลฮั่วที่ไม่อาจยกขึ้นเหนือศีรษะได้ กับค่ำคืนที่หมอเฒ่าหยางไอโขลกจนตัวงอเป็นกุ้ง... ใบรับรองแพทย์สองใบนั้นไม่ต่างอะไรจากตั๋วส่งตัวนายพลไปขุดลอกคูคลองท่ามกลางแสงแดดแผดเผาในเดือนแปด และตั๋วส่งตัวหมอเฒ่าไปยืนประจานให้ผู้คนรุมประณามในที่ประชุมวิจารณ์
"ขอบคุณมากค่ะพี่" เธอยิ้มรับพลางเอ่ยถามหยั่งเชิง "พยาบาลแซ่ถานที่เป็นญาติของบ้านใหญ่ตระกูลไป๋น่ะค่ะ หล่อนอยู่แผนกเดียวกับพี่หรือเปล่าคะ คนที่ชอบเขียนจดหมายส่งกลับมาที่หมู่บ้านบ่อยๆ"
"พี่ถานน่ะหรือ อยู่แผนกเดียวกับหมอเซี่ยนั่นแหละ หมอเซี่ยเรียกใช้งานหล่อนเป็นประจำ สนิทสนมกันจะตายไป"
จดหมายฉบับแรกที่ป่าวประกาศว่าผู้การไร้น้ำยาอย่างถาวร ฉบับที่สองที่ตอกย้ำว่าตระกูลฮั่วหมดสิ้นอนาคต และฉบับที่สามที่บีบให้เหมยเหมยร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้... ข้อมูลทั้งหมดล้วนหลุดออกมาจากปากของพยาบาลเพียงคนเดียว ภายใต้แผนกของหมอเพียงคนเดียวเท่านั้น!
ข่าวลือไม่เคยอุบัติขึ้นมาลอยๆ ทุกเรื่องราวล้วนมีต้นทุน มีผู้ลงทุนลงแรง และมีผู้ที่เฝ้ารอเก็บเกี่ยวผลกำไรอยู่เบื้องหลัง
ก่อนจะก้าวขึ้นรถ เซี่ยอวี้ถิงกวักมือเรียกหม่าเสี่ยวกังให้เดินเข้าไปหา หล่อนยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งส่งให้ด้วยมือตนเอง "นี่เป็นยาผงประจำสัปดาห์ของผู้การค่ะ วันนี้ฉันเดินทางผ่านมาพอดีเลยถือติดมือมาด้วย ฝากบอกเขาด้วยนะว่าอย่าลืมโรยแผลทุกเช้าเย็น บาดแผลลึกเช่นนั้นจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด"
หล่อนเบนสายตากลับมาจับจ้องไป๋ลู่ผ่านกระจกมองหลัง ในยามที่รถยนต์แล่นจนฝุ่นตลบอบอวลออกจากหมู่บ้าน... บนใบหน้าของหล่อนไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ฮั่วเจิ้นเป่ยเดินทางกลับมาจากคอมมูนในยามที่ดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า พร้อมกับข่าวดีเรื่องใบทะเบียนสมรสที่จะออกได้ทันท่วงทีก่อนวันงาน หม่าเสี่ยวกังรีบกุลีกุจอเข้าไปเล่าเหตุการณ์ที่ลานนวดข้าวให้ฟังตั้งแต่เขายังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถจักรยาน ทหารหนุ่มดัดเสียงเลียนแบบหมอเซี่ย สลับกับเสียงของพี่สะใภ้ แถมยังทำท่าทางประกอบตอนป้าบ้านตะวันออกตบขาตัวเองฉาดใหญ่ ทว่าพอเล่าไปถึงประโยคที่ว่า "เคยลองมาแล้วแต่ไม่สำเร็จหรือคะ" มุมปากของท่านผู้การก็กระตุกขึ้นมาคราหนึ่งทันที
ทว่าเมื่อไป๋ลู่เอ่ยถึงเรื่องแฟ้มประวัติการตรวจสุขภาพของบิดา สีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นทะมึนตึงลงในบัดดล
"ผมจะไปคอกวัว" เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเดินมุ่งตรงไปยังท้ายหมู่บ้าน เงาร่างสูงใหญ่ทอดยาวไปตามแนวทางเดินดินลูกรัง
ไป๋ลู่หันหลังกลับมายังกองไฟที่ลุกโชนอยู่หน้าบ้านอิฐ หม่าเสี่ยวกังกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟ ในมือถือม้วนผ้าก๊อซสีน้ำตาลคล้ำพลางทำสีหน้าเหยเกพิกล
"ผ้าพันแผลของท่านผู้การครับ เพิ่งจะเปลี่ยนออกเมื่อเช้านี้เอง" เขาเงื้อมือเตรียมจะโยนมันเข้าไปในกองไฟ "บาดแผลที่โคนขาไม่ยอมสมานปิดเสียที หมอเซี่ยบอกว่าเป็นเพราะมีเนื้อตายเกาะอยู่รอบสะเก็ดแผล จึงจำเป็นต้องโรยยาผงนี้ทุกเช้าและเย็น..."
กลิ่นอายบางอย่างลอยมาแตะจมูกของไป๋ลู่ก่อนที่ผ้าผืนนั้นจะหลุดจากมือของทหารหนุ่ม... มันเป็นกลิ่นคาวเลือดเก่า คละคลุ้งปนเปกับกลิ่นขมปร่าคล้ายสนิมเหล็กแช่น้ำมันยาง กลิ่นที่เธอเคยสัมผัสเพียงครั้งเดียวในชีวิตนี้ บนเส้นทางลาดชันยามลงจากเขาเฮยเฟิง ข้างต้นไม้ใหญ่ที่มีลำต้นบิดเบี้ยวคดงอ ต้นที่เธอเคยเอ่ยเตือนให้เขาเดินเลี่ยงไปทางอื่น!
"หยุดก่อน!"
เธอเอื้อมมือไปคว้าผ้าพันแผลผืนนั้นมาจากมือเขาในทันที ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าข้างกองไฟ ใช้กิ่งไม้เล็กๆ สองอันค่อยๆ คลี่ผ้าออกบนแผ่นหินแบนราบทีละชั้น... ที่เนื้อผ้าชั้นในสุดซึ่งเคยแนบสนิทกับปากแผล ปรากฏคราบผงยาสีเหลืองนวลจับตัวกันเป็นแผ่นหนา และท่ามกลางคราบยานั้นกลับมีจุดสีดำเล็กๆ ฝังตัวอยู่เป็นสิบๆ จุด ดูคล้ายกับเมล็ดงาดำที่ร่วงหล่นลงบนกองแป้ง
เธอใช้ปลายเข็มเงินเขี่ยจุดสีดำจุดหนึ่งออกมาวางลงบนเล็บมือ มันมีลักษณะแข็ง ปลายแหลมคม และโค้งงอคล้ายเบ็ดตกปลาจิ๋ว เปลือกนอกเป็นสีเทาอมม่วง ส่วนที่โคนหนามมียางไม้แห้งกรังเกาะติดอยู่จนกลายเป็นสีแดงคล้ำเกือบดำ
"ยาผงที่ว่านั่น..." น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งเสียจนหม่าเสี่ยวกังรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ "...อยู่ที่ไหน"
พลทหารหนุ่มร่างผอมบางหน้าซีดเผือด รีบล้วงซองกระดาษสีน้ำตาลที่เพิ่งได้รับมาเมื่อช่วงบ่ายออกจากกระเป๋าเสื้ออย่างลนลาน บนมุมซองปรากฏตราประทับรูปสี่เหลี่ยมสีแดงชาดระบุชื่อ 'โรงพยาบาลทหาร แผนกศัลยกรรม' และถัดลงมาใต้ตราประทับมีลายมือตวัดเขียนไว้ว่า 'แพทย์เจ้าของไข้: เซี่ย'
"ทุกสัปดาห์ผมจะเป็นคนเดินทางไปรับยานี้ด้วยตัวเองที่ห้องยาของแผนกหมอเซี่ยครับ" หม่าเสี่ยวกังเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "นับตั้งแต่ท่านผู้การออกจากโรงพยาบาล ทางห้องยาก็จะห่อเตรียมไว้ให้ ผมมีหน้าที่แค่ถือกลับมา... แต่วันนี้หมอเซี่ยเป็นคนถือมาส่งให้ด้วยตัวเองครับ"
ไป๋ลู่ค่อยๆ แกะซองกระดาษออกบนแผ่นหินข้างเศษผ้าก๊อซ ผงยาสีเหลืองนวลที่ส่งกลิ่นฉุนรุนแรงของพิมเสนและโกฐเขมาไหลทะลักออกมากองรวมกัน เธอใช้ปลายเข็มเงินค่อยๆ เกลี่ยผงยาเหล่านั้นทีละน้อย... พลันมือนิ่งงันไปในทันที
มีผงละเอียดสีเทาอมม่วงปะปนอยู่ในเนื้อยาเหล่านั้น มันถูกบดจนละเอียดเสียยิ่งกว่าตัวยาหลัก หากไม่นำไปส่องดูใกล้ๆ แสงไฟย่อมไม่มีทางสังเกตเห็น และตามจุดต่างๆ ยังมีเศษหนามโค้งงอที่บดไม่ละเอียดหลุดรอดปะปนมาอีกสองสามชิ้น
มันคือหนามของต้นยางไม้เลือดดำ! พันธุ์ไม้พิษที่ปู่พรานเคยบอกเล่าว่าเติบโตอยู่เฉพาะในหุบเขาแถบนี้เท่านั้น เพียงแค่ถูกมันบาดผิวหนังก็สามารถทำให้เกิดอาการชาด้านไปนานนับเดือน หากนำมาบดจนละเอียดแล้วโรยลงบนบาดแผลเปิดวันละสองครั้ง ยางพิษของมันจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อกัดกินเส้นประสาททีละน้อย ทั้งยังส่งผลให้เนื้อเยื่อรอบปากแผลไม่อาจสมานตัวปิดลงได้... และเมื่อแผลไม่ยอมปิด ก็จำเป็นต้องโรยยาผงนี้ต่อไปเรื่อยๆ วนเวียนเป็นบ่วงกรรมที่รัดคอตัวเองให้แน่นขึ้นทุกที
เขาได้รับบาดเจ็บมาจากสมรภูมิชายแดน ทว่าหนามพิษเหล่านี้กลับไม่เคยเดินทางไปถึงที่นั่น... พวกมันถูกลักลอบเก็บมาจากเขาเฮยเฟิง บดจนเป็นผงละเอียด แล้วส่งตรงมาถึงมือของเขาทุกสัปดาห์ ภายใต้ซองยาที่ประทับตราสีแดงของโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ
ไป๋ลู่จ้องมองตราประทับบนมุมซองนานเกินกว่าปกติ ตราประทับนั้นอาจบอกได้ว่าซองยาใบนี้ถูกส่งออกมาจากห้องทำงานใด ทว่ามันไม่อาจบ่งบอกได้เลยว่า... มีมือของใครแอบเปิดมันออกก่อนที่จะถูกประทับตราปิดผนึก
"แล้วซองยาเก่าๆ ล่ะ"
"ผม... ผมยัดเก็บไว้ที่ก้นเป้ทหารครับ ขี้เกียจเอาไปทิ้ง" หม่าเสี่ยวกังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พี่สะใภ้ครับ... ยาพวกนี้มันคืออะไรกันแน่"
"เก็บซองยาพวกนั้นไว้ให้ดี ห้ามทิ้งแม้แต่ซองเดียว และห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด" ไป๋ลู่ค่อยๆ ห่อผงยากลับคืนใส่ซองอย่างระมัดระวังที่สุด "สัปดาห์ถัดไป นายก็จงไปรับยาตามปกติ ยิ้มแย้มเหมือนเดิม เอ่ยขอบคุณเหมือนเดิม หากมีใครมาซักถาม ก็บอกไปว่าท่านผู้การใช้โรยแผลทุกเช้าและเย็น"
หม่าเสี่ยวกังพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว แม้ว่าสองมือจะยังคงสั่นเทาไม่หาย
ไป๋ลู่กำเศษหนามแหลมจิ๋วชิ้นนั้นไว้ในฝ่ามือแน่น สายตาทอดมองไปยังทิศทางของคอกวัวที่ชายหนุ่มเพิ่งจะเดินมุ่งหน้าไปหาบิดา... ชายผู้ซึ่งเธอเคยตรวจพบพิษในร่างกายตั้งแต่ค่ำคืนแรกที่พบกันในผืนป่า และที่ผ่านมาไม่เคยมีใครบอกเขาเลยสักครั้งว่า พิษร้ายเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเขาเฉยๆ
ทว่าในทุกๆ เช้าและเย็น นับตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล... เขาเป็นคนโรยพิษร้ายเหล่านั้นลงบนบาดแผลของตัวเอง ด้วยน้ำมือของเขาเองมาโดยตลอด!