LNCrawler

เข็มเล่มที่เจ็ด

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

เข็มเล่มที่เจ็ด

เศษหนามยาวไม่ถึงครึ่งเล็บวางนิ่งบนฝ่ามือของไป๋ลู่ ปลายของมันดำสนิท โคนแดงคล้ำราวกับคราบเลือดแห้งกรังมาหลายเดือน เธอใช้ปลายเข็มเขี่ยพลิกมันไปมาใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด ก่อนก้มลงสูดกลิ่น

กลิ่นขมเฝื่อนปนสนิมเหล็กจางๆ โชยแตะจมูก พลันความทรงจำของร่างเดิมก็ผุดขึ้น ตอนอายุสิบขวบ ต้าหนิวเคยไปเก็บผลไม้ป่าในร่องเขาทางทิศเหนือของเขาเฮยเฟิง เพียงแค่ถูกหนามข่วนหลังมือเบาๆ แขนซีกนั้นก็ชาหนึบไปถึงสามวัน ย่าเหลียงเฆี่ยนก้นจนลาย พร้อมสั่งเสียงเข้มว่าต้นไม้ที่มีน้ำยางสีดำไหลซึม... ห้ามแตะต้องเด็ดขาด

ปู่พรานในชาติก่อนเคยเล่าถึงพืชชนิดนี้ มันมักเติบโตในร่องเขาอับชื้นที่แสงแดดส่องไม่ถึง และขึ้นเฉพาะในผืนป่าโบราณทางเหนือไม่กี่แห่งเท่านั้น น้ำยางของมันไม่ถึงกับคร่าชีวิต แต่จะกัดกินเส้นประสาทจากปลายแล่นเข้าสู่โคน

แล้วหนามพิษเช่นนี้ไปอยู่ในซองยาที่ประทับตราโรงพยาบาลทหารได้อย่างไร?

คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว... มีคนขึ้นเขาลูกนี้ไปเด็ดมันมา บดผสมด้วยความอดทนของคนที่รู้ดีว่ากำลังทำสิ่งใด ก่อนจะยัดมันลงในห่อยาที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องโรยทุกเช้าเย็น คนลงมือไม่ได้ต้องการให้เขาตาย แต่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่... อยู่แบบคนพิการที่ใช้การไม่ได้ไปตลอดชีวิต

ไป๋ลู่ห่อเศษหนามด้วยกระดาษสะอาด พับทบอย่างประณีตสามชั้นแล้วลุกขึ้นยืน

เช้าวันรุ่งขึ้น ฮั่วเจิ้นเป่ยกำลังตักน้ำอยู่ที่บ่อหลังบ้านอิฐ แขนเสื้อทหารพับขึ้นถึงข้อศอก เผยท่อนแขนแกร่งที่ดึงถังเหล็กเต็มปริ่มขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว ราวกับหิ้วตะกร้าไข่ใบเล็ก หม่าเสี่ยวกังที่นั่งยองๆ แทะแตงกวาอยู่ข้างบ่อ ทันทีที่เห็นไป๋ลู่เดินเข้ามาก็รีบสปริงตัวลุกขึ้นยืนตรง แล้วก้าวถอยหลังหนีหายไปหลังมุมกำแพงโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

ไป๋ลู่คลี่ห่อกระดาษออกบนขอบบ่อหิน วางซองยาเปล่าเจ็ดใบที่หม่าเสี่ยวกังค้นออกมาจากก้นเป้เรียงไว้ข้างกัน ทุกใบประทับตราสีแดงแบบเดียวกัน เธออธิบายด้วยถ้อยคำกระชับรัดกุมที่สุด... ต้นไม้ชนิดนี้คืออะไร เติบโตที่ไหน น้ำยางของมันส่งผลอย่างไรต่อเส้นประสาท และเหตุใดแผลที่โคนขาของเขาถึงไม่ยอมปิดสนิทเสียที ทั้งที่เวลาล่วงเลยมานานกว่าสามเดือน

เขาฟังเธอพูดจนจบโดยไม่พูดขัดแม้แต่คำเดียว แผ่นหลังและช่วงไหล่ไม่ขยับไหว มีเพียงเส้นเลือดตรงขมับที่เต้นตุบขึ้นมาจนเห็นได้ชัด

"ห้องผมที่โรงพยาบาล" เขาพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังอ่านรายงานการรบ "หมอสามคน พยาบาลหกคน ทหารเวรสองคน คนมาเยี่ยมอีกนับไม่ถ้วน เสนาธิการเจิ้งเค่อจากกองพลมาหาทุกวัน หิ้วส้มมาฝากทุกวัน... ผมจำใบหน้าของทุกคนได้ดี"

"ซองยาพวกนี้มาจากแผนกของหมอเซี่ย" ไป๋ลู่ตั้งข้อสังเกต

"ซองยาออกจากห้องยาของแผนกหมอเซี่ย" เขาแก้คำพูดของเธอ "ก่อนจะถึงมือผม มันต้องผ่านอย่างน้อยสี่ขั้นตอน คนสั่งยา คนผสม คนห่อ คนประทับตรา แล้วจึงถึงมือหม่าเสี่ยวกัง" สายตาคมกริบเลื่อนไปมองซองยาเจ็ดใบนั้น "ใครคนใดคนหนึ่งในสี่ขั้นตอนนี้ รู้ดีว่าต้องไปหาหนามพิษนั่นมาจากที่ไหน"

ไป๋ลู่จ้องมองเขาอยู่นาน ผู้ชายที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกลอบวางยาพิษมานานนับเดือนไม่ได้บันดาลโทสะใส่ใคร และไม่ได้เอ่ยถึงหมอสาวที่มาพูดจาหยามเกียรติเขาที่ลานบ้านเมื่อวานนี้ด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่นับจำนวนมือที่สัมผัสยาอย่างเยือกเย็น

"ผมจะสืบเรื่องนี้เอง" เขาเบนสายตากลับมาสบตาเธอ "เธออย่ายุ่งกับเรื่องนี้เลย"

มุมปากของไป๋ลู่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ชาติก่อนทุกครั้งที่มีคนสั่งให้อย่ายุ่ง เธอมักต้องเข้าไปเก็บกวาดซากความพินาศทีหลังเสมอ

"ตกลงค่ะ แบ่งงานกันให้ชัดเจน คนร้ายเป็นหน้าที่ของผู้การ ส่วนเรื่องพิษเป็นหน้าที่ของฉัน" ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนขอบบ่อหินเบาๆ "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามแตะต้องยาผงในซองพวกนี้เด็ดขาด รับมาแล้วให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน แผลของคุณฉันจะเป็นคนจัดการเอง คืนนี้เราจะฝังเข็มครั้งแรก สองทุ่มตรงที่กระท่อม... และอาบน้ำมาให้เรียบร้อยด้วยนะคะ"

ใบหูของผู้การกรมทหารผู้มีใบหน้าเรียบเฉยราวกับสลักจากหินผา พลันแดงซ่านขึ้นมาทันที

"...อืม" เขาตอบรับในลำคอ

ไป๋ลู่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่มุมหนึ่งปักลวดลายดอกไม้หกกลีบเคียงคู่กับตัวอักษร "เป่ย" ออกมา เธอวางห่อกระดาษเศษหนามลงไปตรงกลางแล้วพับทบเป็นสี่เหลี่ยมผืนเล็ก ยื่นส่งให้เขา

"ของของคุณ" เธอพูด "เสร็จเรื่องเมื่อไหร่ ต้องคืนฉันนะคะ"

เขารับมันไปสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย ติดกระดุมทับอย่างแน่นหนา... ตรงตำแหน่งเดียวกับที่เก็บสัญญาสามข้อฉบับนั้น ไป๋ลู่รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนที่เขาจะทันสังเกตเห็นริ้วแดงระเรื่อที่แล่นขึ้นมาบนแก้มของเธอ

"ปิดประตูได้ แต่ห้ามลงกลอนเด็ดขาด!" ย่าเหลียงประกาศเสียงเฉียบ พลางยกเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยมานั่งปักหลักอยู่หน้าม่านห้องข้าง ในมือมีตะกร้าข้าวโพดที่รอแกะเมล็ด ส่วนไม้กวาดคู่ใจพิงเตรียมพร้อมไว้ใกล้มือ "พวกแกยังไม่ได้แต่งงานกัน ฉันต้องเฝ้าไว้"

"ย่าคะ นี่หนูรักษาโรคนะคะ" ไป๋ลู่ท้วง

"โรคอะไรฉันรู้ดีที่สุด!" หญิงชราแค่นเสียงเฮอะ "ก็เพราะรู้นั่นแหละ ถึงต้องมานั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ไง"

ไป๋กุ้ยซานผู้เป็นพ่อซึ่งนั่งสานตะกร้าอยู่มุมห้องถึงกับกระแอมไอจนสำลักควันกล้องยาสูบ ส่วนผู้เป็นแม่ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเย็บพื้นรองเท้าในมือต่อ แต่ปลายเข็มกลับแทงพลาดโดนนิ้วตัวเองถึงสองครั้งซ้อน

ห้องข้างของกระท่อมดินหลังนี้แคบจนแทบหมุนตัวไม่ได้ มีเพียงแคร่ไม้กระดานปูเสื่อฟางผืนใหม่ ตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งวางอยู่บนหีบไม้ และหม้อดินใบเล็กที่ต้มเข็มเงินจนเดือดปุดๆ อยู่บนเตาถ่าน กลิ่นโกฐจุฬาลัมพาที่ไป๋ลู่คลึงเป็นแท่งลอยอบอวลหอมอุ่นไปทั่วทั้งห้อง

เข็มเงินชุดนี้คนในบ้านต่างเชื่อว่าเป็นของ "ปู่หมอในฝัน" ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่เคยใช้ยื้อชีวิตพี่ชายของเธอในคืนนั้น ส่วนคนนอกได้รับรู้เพียงว่าเธอซื้อหามาจากร้านยาชิงเหอถัง แต่ความจริงแล้ว มันมาจากตู้กระจกชั้นสามของคลังมิติส่วนตัวของเธอเอง ซึ่งเธอได้ขัดตราประทับบนด้ามเข็มทิ้งจนเกลี้ยงเกลา

ฮั่วเจิ้นเป่ยก้มศีรษะลอดวงกบประตูไม้เข้ามา ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้ห้องที่แคบอยู่แล้วดูหดเล็กลงไปถนัดตา เส้นผมสั้นเกรียนของเขายังคงเปียกชื้น กลิ่นสบู่ด่างปนกลิ่นอายแดดโชยมาจากเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าที่เขาสวมใส่

"นอนหงายค่ะ" ไป๋ลู่ใช้คีมคีบเข็มเงินขึ้นจากน้ำเดือดพล่าน "ถอดกางเกงออกด้วยนะคะ เหลือแค่กางเกงชั้นในไว้ก็พอ จุดที่ฉันต้องฝังเข็มอยู่ที่ท้องน้อยกับต้นขา"

นอกม่านผืนบาง... เสียงแกะเมล็ดข้าวโพดของย่าเหลียงพลันเงียบกริบลงทันที

เขาหันหลังให้เธอ ปลดเข็มขัดผ้าใบออก หัวเข็มขัดทองเหลืองกระทบกันดังกริ๊กแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงไส้ตะเกียงไหม้ กางเกงทหารสีเขียวหล่นลงไปกองอยู่ที่ข้อเท้า เผยให้เห็นเรียวขายาวอัดแน่นด้วยมัดกล้ามเนื้อทรงพลัง ภายใต้กางเกงชั้นในผ้าฝ้ายขาสั้นสีขาวหม่น

ไป๋ลู่เคยตรวจร่างกายคนไข้มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอต้องลอบกลืนน้ำลายเพราะต้นขาของใครมาก่อนเลย เธอฝืนกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง พยายามบอกตัวเองว่าอาการใจสั่นนี้เป็นเพราะอุณหภูมิในห้องที่ร้อนอบอ้าวเกินไปเท่านั้น

เขาทอดตัวนอนลงบนแคร่ไม้ แคร่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดยาวตามน้ำหนักตัว ปลายเท้ายื่นพ้นขอบแคร่ไปเกือบศอก ไป๋ลู่คลี่ผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมทับส่วนกลางลำตัวของเขาไว้ จากนั้นจึงทรุดตัวลงคุกเข่าข้างแคร่

ขั้นตอนแรกยังไม่ใช่การฝังเข็ม เธอพับชายกางเกงชั้นในข้างซ้ายของเขาขึ้นเล็กน้อย ตรงโคนขาด้านในปรากฏรอยแผลเป็นยาวราวสามนิ้วเป็นสันนูนเด่น สีของมันซีดจางกว่าผิวเนื้อโดยรอบ และอยู่ห่างจากจุดสงวนที่ผู้ชายทุกคนหวงแหนที่สุดไม่ถึงสองนิ้ว ปลายล่างของแผลยังมีรูเปิดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ขอบแผลซีดขาวและมีคราบผงยาสีเหลืองนวลจับตัวเป็นสะเก็ดแห้ง

เธอใช้สำลีชุบเหล้าขาวเช็ดคราบยาเก่าออกอย่างเบามือทีละชั้น จนกระทั่งเผยให้เห็นเนื้อสีชมพูระเรื่อด้านใน จากนั้นจึงโรยผงสมุนไพรสีเขียวเข้มที่เธอนำออกมาจากเรือนกระจกในมิติลงไปแทน ผงยาของเธอไม่มีกลิ่นพิมเสนฉุนกึกแสบจมูก แต่มีเพียงกลิ่นหอมสะอาดคล้ายยอดหญ้าหลังสายฝนพรำ

"เจ็บไหมคะ" เธอถาม

"ไม่รู้สึกเลย" เขาตอบ

นั่นแหละคือปัญหาใหญ่... แผลที่แม้แต่เจ้าของร่างยังไม่รู้สึกเจ็บ ย่อมหมายความว่าเส้นประสาทบริเวณนั้นถูกพิษกัดกินจนตายด้านไปหมดแล้ว

เข็มเล่มแรกลงตรงจุดจู๋ซานหลี่บริเวณใต้หัวเข่า เธอหมุนปั่นเข็มสามรอบจนกล้ามเนื้อหน้าแข้งของเขากระตุกตอบรับเบาๆ นับว่าดีนัก... ปลายประสาทส่วนล่างยังไม่ตายสนิท เล่มที่สองปักลงตรงจุดซานอินเจียวเหนือตาตุ่มด้านใน เล่มที่สามและสี่ตามลงตรงข้อพับเข่าทั้งสองข้าง เธอลงมืออย่างรวดเร็วและมั่นคง มือซ้ายแตะคลำหาตำแหน่ง ส่วนมือขวาปักเข็มลงไปอย่างแม่นยำไร้ความลังเล

เล่มที่ห้าปักลงตรงจุดชี่ไห่ใต้สะดือลงมานิ้วครึ่ง หน้าท้องของเขาแกร่งตึงเป็นลอนคลื่น ผิวเนื้อตรงนั้นร้อนผ่าวใต้ปลายนิ้วสัมผัส ไป๋ลู่เผลอกดน้ำหนักหาจุดนานกว่าที่จำเป็นไปนิดหนึ่ง... แค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ

เล่มที่หกปักลงตรงจุดกวนหยวน ต่ำลงมาอีกสามนิ้ว ขอบผ้าขนหนูผืนบางอยู่ห่างจากปลายนิ้วของเธอไม่ถึงคืบด้วยซ้ำ ฮั่วเจิ้นเป่ยสูดลมหายใจเข้าลึกจนแผงอกและซี่โครงยกขึ้นเป็นแนวแกร่ง

"รู้สึกชาเหรอคะ" เธอถามเสียงเบา

"...ร้อน" เขาตอบเสียงพร่า

ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นมองเขา แต่เขาเอาแต่จ้องมองเพดานเขม็ง คิ้วดกหนาขมวดเข้าหากัน ใบหูแดงก่ำลามลงไปถึงลำคอ มือทั้งสองข้างที่วางแนบลำตัวบัดนี้กำแน่น

ร้อน... ไม่ใช่ชา พิษยางไม้ดำทำให้เส้นลมปราณเริ่นและเส้นลมปราณชงที่วิ่งผ่านท้องน้อยอุดตัน หากเข็มสองเล่มที่ท้องช่วยเปิดทางลมปราณได้สำเร็จ ความรู้สึกแรกที่หวนคืนมาก็คือความร้อนรุ่ม นี่คือสัญญาณการรักษาที่ดีที่สุดในคืนแรก แต่ปัญหาในตอนนี้คือ... ไอร้อนนั้นคล้ายจะแผ่ซ่านข้ามแคร่ไม้มาถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน

"ต่อไปเป็นจุดที่ขาค่ะ" เธอรีบพูดด้วยน้ำเสียงที่เร็วกว่าปกติเล็กน้อย "ช่วยชันเข่าซ้ายขึ้นแล้วแบะออกด้านข้างหน่อยค่ะ"

เขาทำตามอย่างว่าง่าย ไป๋ลู่ไล่ปลายนิ้วเรียวตามแนวแผลเป็นเพื่อค้นหาจุดชงเหมิน ผิวเนื้อรอบรอยแผลเป็นนั้นเย็นชืดกว่าจุดอื่น เส้นเอ็นใต้ผิวหนังแข็งเกร็งตึง กล้ามเนื้อตรงนั้นกระตุกตอบรับปลายนิ้วของเธอหนึ่งครั้ง... แล้วก็ตามมาอีกครั้ง

"หยุดลูบ..." น้ำเสียงของเขาแหบต่ำสั่นพร่าจนเกือบเป็นเสียงคราง

"ฉันไม่ได้ลูบนะคะ ฉันกำลังคลำหาจุดฝังเข็มต่างหาก" ไป๋ลู่รีบแย้ง

"เธอคลำมันนานเกินไปแล้ว" เขาพูดสวนขึ้นมาทันควัน

ไป๋ลู่เม้มริมฝีปากแน่น ใจหนึ่งอยากเถียงว่าคนเป็นหมอต้องใช้เวลาตรวจหาตำแหน่งให้แม่นยำ แต่ความจริงคือปลายนิ้วของเธอเพิ่งลากไล้ขึ้นลงตามแนวแผลเป็นของเขาไปแล้วถึงสามรอบ ทั้งที่จุดชงเหมินนั้นเด่นชัดอยู่ตรงหัวแผลตั้งแต่แรก ในสมองของอดีตซีอีโอสาวผู้เคยตัดสินใจเรื่องเงินระดับหลายร้อยล้านมาได้โดยไม่กะพริบตา พลันมีเสียงหนึ่งตะโกนก้องขึ้นมาเตือนสติ... นี่แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่ไป๋ลู่! นี่มันผลประโยชน์ทับซ้อนชัดๆ!

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ แล้วปักเข็มเงินลงตรงจุดชงเหมินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ร่างสูงใหญ่บนแคร่สะดุ้งเฮือกสุดตัว แคร่ไม้ลั่นเอี๊ยดเสียงดัง และในวินาทีนั้นเอง... ใต้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่คลุมทับไว้พลันมีบางสิ่งขยับไหว

มันไม่ได้ขยับรุนแรง เป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กๆ ครั้งเดียวที่เนื้อผ้าฝ้ายบางเบาไม่อาจปกปิดได้มิด แต่ในห้องที่แคบจำกัดเช่นนี้ ประกอบกับแสงตะเกียงที่สว่างพอจะอ่านหนังสือได้ถนัดตา... ทั้งสองคนจึงมองเห็นมันพร้อมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ฮั่วเจิ้นเป่ยรีบยกท่อนแขนแกร่งขึ้นพาดปิดดวงตาของตัวเองทันที

ไป๋ลู่ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อไปสามวินาทีเต็ม ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วคว้าข้อมือหนาของเขามาตรวจจับชีพจร ชีพจรของเขาเต้นแรงและเร็วราวกับม้าป่าที่เพิ่งหลุดออกจากคอก ชีพจรเส้นไตที่เคยจมลึกและฝืดเคืองเมื่อเดือนก่อน บัดนี้ลอยเด่นขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก เพียงแค่หยุดใช้ผงยาพิษนั่นได้วันเดียว ร่างกายของเขาก็พยายามตะเกียกตะกายดิ้นรนขึ้นมาจากปลักโคลนตมอย่างรวดเร็ว

"การรักษาได้ผลดีค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงแห้งผาก "ผู้การควรจะดีใจนะคะ"

"ผมดีใจ..." เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นจากใต้ท่อนแขนที่ยังคงปิดบังใบหน้า

"ถ้าอย่างนั้นก็เอาแขนลงสิคะ" เธอเย้า

"ไม่..." เขาปฏิเสธเสียงแข็ง

นอกม่านผืนบาง... เสียงย่าเหลียงกระแอมไอขัดจังหวะดังลั่นขึ้นมา "ยัยตัวดี! รักษาเสร็จหรือยัง ข้าวโพดในตะกร้าแกะจนหมดเกลี้ยงแล้วนะ!"

"อีกเล่มเดียวเท่านั้นค่ะย่า!" ไป๋ลู่ตะโกนตอบกลับไปทันที

ไป๋ลู่หยิบเข็มเล่มสุดท้ายขึ้นมา เข็มเล่มที่เจ็ดนี้ยาวกว่าเข็มเล่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ตำแหน่งของมันคือจุดจี๋ม่ายซึ่งซ่อนตัวอยู่ในร่องโคนขาตรงรอยพับพอดี และอยู่ห่างจากขอบผ้าขนหนูผืนนั้นไม่ถึงหนึ่งนิ้วมือ ในตำราแพทย์ที่ปู่พรานเคยพร่ำสอน จุดนี้คือประตูบานสุดท้ายของเส้นลมปราณตับที่วิ่งอ้อมผ่านจุดสงวน หากต้องการขจัดพิษร้ายให้หมดจดถึงรากเหง้า ย่อมหลีกเลี่ยงการเปิดประตูบานนี้ไปไม่ได้

เธอเลื่อนมือซ้ายเข้าไปใกล้ขอบผ้าขนหนูผืนบาง ปลายนิ้วเรียวแตะสัมผัสลงบนผิวเนื้อร้อนผ่าวตรงรอยพับขาของเขาเบาๆ

แต่แล้วมือใหญ่หนาที่หยาบกร้านจากการจับด้ามปืนกลับยื่นมาคว้าข้อมือของเธอไว้กลางอากาศ แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรง แต่กลับมั่นคงแน่นหนาจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ไป๋ลู่ผู้มีพละกำลังมหาศาลราวกับช้างสารเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ย่อมหลุดพ้นได้โดยง่าย แต่เธอกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น สายตาของเธอจับจ้องไปยังนิ้วยาวเรียวที่โอบรัดรอบข้อมือของตน... ตรงตำแหน่งปานรูปหมาป่าสีแดงชาดพอดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

ท่อนแขนแกร่งที่เคยปิดบังใบหน้าถูกลดลงแล้ว ดวงตาคมกริบสีดำสนิทของฮั่วเจิ้นเป่ยจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ในแววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเขินอายหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมืดมิดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าร่องเขาเฮยเฟิง ราวกับสายตาของหมาป่าดุร้ายที่ถูกกักขังมาตลอดทั้งฤดูหนาว... และเพิ่งได้กลิ่นคาวของเหยื่อโอชะตัวแรก

ลูกกระเดือกของเขาขยับเลื่อนขึ้นลงครั้งหนึ่งอย่างยากลำบาก

"อีกเพียงเข็มเดียว..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและต่ำลึกจนแทบไม่คล้ายเสียงของมนุษย์ปุถุชน "ผมจะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว"