LNCrawler

ยาต้มหม้อสุดท้าย

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ยาต้มหม้อสุดท้าย

กลิ่นโกฐจุฬาลัมพาไหม้ปลายแท่งลอยวนอยู่ระหว่างสองใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงศอก ไป๋ลู่ได้กลิ่นสบู่ด่างจากผิวเขา กลิ่นเหงื่อลูกผู้ชายที่เพิ่งผุดซึมตรงไรผม และกลิ่นเฉพาะตัวอีกอย่างที่เธอไม่มีชื่อเรียก มันอุ่นและหนักอึ้งราวกับมวลอากาศก่อนพายุจะพัดเข้าป่า

ข้อมือของเธอยังคงอยู่ในอุ้งมือเขา

"คุมไม่อยู่แล้วจะทำไมคะ" เธอถามเสียงเรียบ ทั้งที่ชีพจรของตัวเองเต้นระรัวอยู่ใต้นิ้วเขาอย่างปิดไม่มิด "ลุกขึ้นมาทั้งที่มีเข็มปักอยู่หกเล่ม ขยับตัวแรงเมื่อไหร่เข็มหักคาเนื้อแน่ ผู้การอยากนอนให้หมอทหารคีบเศษเหล็กออกจากท้อง แล้วเอาไปเล่าให้ฟังกันทั้งกองพลหรือไง"

นัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นกะพริบลงครั้งหนึ่ง

"คนไข้ไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับหมอ" ไป๋ลู่ดึงมือออกจากเกาะกุมอย่างง่ายดาย "นอนนิ่งๆ หายใจเข้าลึกๆ ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่ก็นับเลขถอยหลังจากหนึ่งพันไปซะ"

เธอแหวกขอบผ้าขนหนูออกเพียงครึ่งนิ้ว กดปลายนิ้วหาจุดจี๋ม่ายตรงร่องโคนขาอย่างแม่นยำ แล้วสะบัดมือปักเข็มเล่มที่เจ็ดลงไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว

ฮั่วเจิ้นเป่ยบดกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด

"เก้าร้อยเก้าสิบเก้า..." เขาพึมพำเสียงพร่า "เก้าร้อยเก้าสิบแปด..."

ไป๋ลู่รีบเบือนหน้าหนีไปทางตะเกียง กลั้นหัวเราะจนไหล่บางสั่นระริกเพื่อไม่ให้เขาเห็น

ห้าคืนหลังจากนั้น ผู้การกรมที่เจ็ดนับเลขถอยหลังไปแล้วรวมกันเกือบหมื่น

กลางวันเขาแบกอิฐ กลางคืนนอนนิ่งให้เธอปักเข็ม อาการตอบสนองในแต่ละคืนเด่นชัดขึ้นตามลำดับ จากกระแสความร้อนแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวแปลบ และกลายเป็นความหนักหน่วงตรงท้องน้อย ไป๋ลู่ใช้มือซ้ายจดบันทึกทุกอย่างลงสมุดเล่มเล็ก ทั้งตัวเลขชีพจร อุณหภูมิผิว และปฏิกิริยาต่อปลายเข็ม ราวกับพรานป่าที่เฝ้าสังเกตรอยเท้าสัตว์ซึ่งหวนคืนสู่เส้นทางเดิม

ปากแผลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวตรงปลายรอยแผลเป็นแห้งสนิทในคืนที่สาม พอถึงคืนที่สี่ก็มีผิวบางสีชมพูระเรื่อขึ้นมาปิดทับ และในคืนที่ห้าเขาก็สะดุ้งสุดตัวเป็นครั้งแรกยามที่เธอกดน้ำหนักลงไป "เจ็บ" เขาบอกเสียงขรึม ขณะที่ไป๋ลู่กลับยิ้มกว้างจนเขาทำตัวไม่ถูก แผลเรื้อรังที่ไม่ยอมปิดมานานกว่าสามเดือน กลับสมานตัวได้ในเวลาเพียงห้าวันหลังจากไม่มีใครโรยยาพิษลงไปอีก

วันที่หก หม่าเสี่ยวกังขี่จักรยานไปรับซองยาตามนัดที่แผนกของหมอเซี่ย เขากลับมารายงานด้วยท่าทางทะเล้นว่าทุกอย่างราบรื่นดี ตนเองยังคงยิ้มแย้มและขอบคุณพยาบาลห้องยาเหมือนทุกครั้ง พอถูกถามถึงอาการแผลของผู้การ เขาก็ตอบตามบทที่ซ้อมไว้ว่าแผลยังคงมีน้ำเหลืองซึมอยู่ ยาซองที่เก้าจึงถูกนำไปเก็บซ่อนไว้ในกล่องไม้ใต้แคร่รวมกับอีกแปดซองก่อนหน้านี้โดยไม่มีใครแตะต้อง

การฝังเข็มช่วยดึงพิษออกจากเส้นลมปราณได้ก็จริง แต่พิษร้ายที่แทรกซึมลึกอยู่ในเส้นประสาทจำเป็นต้องใช้ยาต้มคอยขับออก

ทุกคืนหลังคนในบ้านหลับสนิท เธอจะกดปานรูปหมาป่าที่ข้อมือแล้วเข้าไปในคลัง เดินขึ้นบันไดเหล็กไปยังเรือนกระจกดินดำบนชั้นดาดฟ้า ในแปลงเพาะปลูกมุมตะวันออก เถาเลือดไก่ที่ลงดินไว้เมื่อสิบวันก่อนบัดนี้เลื้อยพันโครงไม้ไผ่ยาวเกือบวา ข้างกันนั้นคือกอชะเอมและหญ้าถอนพิษที่เจริญเติบโตเร็วเสียจนต้องคอยตัดแต่งทุกสองวัน

หากเป็นโลกภายนอกคงต้องใช้เวลารอคอยถึงสามปี แต่ในนี้กลับใช้เวลาเพียงสิบวัน ปู่พรานเคยบุกป่าฝ่าดงค้นหาเถาชนิดนี้ตลอดทั้งฤดูกาล แต่กลับได้มาเพียงกำมือเดียวเท่านั้น

กฎยังคงเป็นกฎ ของที่ออกจากคลังต้องมีที่มาที่ไป เธอหั่นเถาเลือดไก่เป็นแว่น ตากลมให้ดูเก่า แล้วยัดใส่ตะกร้าปะปนกับรากไม้ที่ขุดมาจากเขาเฮยเฟิงจริงๆ ใครถามก็แค่บอกว่าขึ้นเขาไปเก็บมาตั้งแต่ไก่โห่

ยาต้มหม้อแรกส่งกลิ่นฉุนกึกและขมจัด เสียจนหม่าเสี่ยวกังที่แอบตักชิมแทนผู้การถึงกับวิ่งไปอาเจียนอยู่หลังกระท่อม

แต่ผู้การกลับกระดกยกดื่มจนหมดชามโดยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว

"ไม่ขมเหรอคะ"

"ขม" เขาวางชามลง "แต่เธอเป็นคนต้มให้"

ไป๋ลู่ถือชามเปล่ายืนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง พยายามเค้นหาคำพูดคมๆ มาตัดบทสนทนาชวนใจสั่นนี้แต่กลับคิดไม่ออก คนที่ปกติพูดน้อย พอเอ่ยปากขึ้นมาแต่ละทีกลับใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้กำไรกลับคืนมาสูงลิ่ว เธอเพิ่งจะเข้าใจซาบซึ้งในวันนี้เองว่าเหตุใดผู้คนถึงนิยมลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

บ้านอิฐสามห้องบริเวณตีนเขาขึ้นโครงสร้างเสร็จสมบูรณ์ในวันที่สิบสอง

ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างพากันมามุงดูราวกับมีงานแสดงงิ้ว ผนังอิฐแดงสามพันก้อนถูกก่อเรียงเป็นแนวตรงแน่ว หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีเทาดูแข็งแรง ทั้งยังมีหน้าต่างกระจกใสสองบานติดตั้งอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาแปะไว้ ส่วนห้องฝั่งตะวันตกที่ย่ากำหนดให้เป็นห้องหอนั้น ผนังด้านหนึ่งสร้างชิดติดกับรั้วบ้านของป้าบ้านตะวันตก แม่ม่ายเสียงดังแปดหลอดที่เลี้ยงหมูเอาไว้สามตัว

"ผนังนี่ติดกับบ้านฉันเลยนะ!" ป้าบ้านตะวันตกยืนเท้าสะเอวพลางร้องทัก "สร้างบ้านอิฐแล้วก็อย่าส่งเสียงดังจนหมูของฉันตกใจล่ะ"

"คุณป้าไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ" ไป๋ลู่ส่งยิ้มหวานหยด "ผู้การเขาเป็นคนพูดน้อย"

กลุ่มหญิงสาวที่พากันมามุงดูนั้นไม่ได้สนใจก้อนอิฐพวกนั้นเลย สายตาของพวกหล่อนจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ที่ถอดเสื้อแบกอิฐทีละยี่สิบก้อนขึ้นนั่งร้านอย่างง่ายดายราวกับแบกปุยฟาง แผ่นหลังเปลือยเปล่าชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อสะท้อนแสงแดดเดือนแปดจนเป็นมันวาว มัดกล้ามเนื้อตรงช่วงไหล่ขยับเขยื้อนเป็นลอนคลื่นตามจังหวะการก้าวเดิน

ไป๋ลู่ยืนมองอยู่ข้างกองทราย แล้วรู้ตัวว่าเผลอกำด้ามพลั่วแน่นจนเนื้อไม้ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ

นี่มันอะไรกัน ผู้ชายคนนี้ยังไม่ได้เป็นผัวเธอด้วยซ้ำ แถมในกระเป๋าเสื้อของเขายังมีหนังสือสัญญาข้อที่สามซึ่งเธอเป็นคนเขียนเองพับเก็บไว้ แล้วเธอจะไปรู้สึกหวงเขาทำไม

"ต้าหนิวนี่มือไวจริงนะ" เสียงหวานแหลมลอยมาจากกลุ่มหญิงสาวข้างรั้ว ไป๋เหมยเหมยยืนหิ้วตะกร้าผัก แสร้งเอ่ยกระซิบกระซาบกับหญิงสาวข้างกายแต่จงใจเน้นเสียงดังพอที่จะส่งไปถึงคนบนนั่งร้าน "ยังไม่ได้แต่งเลย ทุกคืนก็ให้ผู้ชายถอดกางเกงนอนในห้องแล้ว ป้าฉันเห็นมากับตา"

สาวๆ รอบตัวหล่อนหัวเราะคิกคัก บางคนปรายสายตามามองไป๋ลู่ด้วยแววตาแบบที่ชาวบ้านใช้มองแม่หม้ายเดินกลางคืน

ไป๋ลู่ไม่รีบตอบ เธอปักพลั่วลงบนกองทราย ปัดมือสองครั้ง รอจนเสียงหัวเราะเงียบลงเอง

"ใช่ ฉันให้เขาถอดทุกคืน" เธอพูดเสียงดังฟังชัด "มีย่าเฝ้าอยู่หน้าม่าน มีพ่อแม่นั่งอยู่ในห้องใหญ่ เปิดประตูไว้ทั้งคืน ผู้ใหญ่บ้านฉินก็เคยแวะมาดู เพราะผู้การบาดเจ็บจากการปกป้องชายแดนของพวกเรา ใครอยากรู้ว่าฝังเข็มยังไง คืนนี้มานั่งดูด้วยกันได้"

เธอหยุดหนึ่งอึดใจ มองตรงไปที่เหมยเหมย "ส่วนคนที่เอาเรื่องทหารบาดเจ็บมาพูดให้คนหัวเราะ ฉันไม่แน่ใจว่าหน่วยผลิตจะเรียกว่าอะไร ทำลายขวัญกองทัพปลดแอกหรือเปล่านะ"

สาวๆ รอบตัวเหมยเหมยขยับห่างออกไปคนละก้าวสองก้าวพร้อมกันเหมือนนัดไว้ เหมยเหมยหน้าซีดเผือด นิ้วบิดปลายเปียไปมา แล้วหันหลังเดินจ้ำออกไปจนผักในตะกร้าร่วงตามทางสองสามกำ

บนนั่งร้าน ฮั่วเจิ้นเป่ยวางอิฐยี่สิบก้อนลงอย่างเบามือ แล้วมองลงมาที่เธอ มุมปากที่ไม่เคยขยับของเขายกขึ้นเกือบครึ่งเซนติเมตร

คืนที่เจ็ด เป็นคืนสุดท้ายของการรักษารอบแรก

ไป๋ลู่ถอนเข็มเล่มสุดท้ายออก เช็ดทำความสะอาดรอยเข็มด้วยผ้าชุบเหล้าขาวที่ขอแบ่งจากผู้ใหญ่บ้านฉินมาอีกครึ่งชาม แล้วยกหม้อดินใบเล็กลงจากเตาถ่าน ยาต้มหม้อสุดท้ายสีดำข้นคล้ายน้ำหมึก ส่งไอร้อนพาความขมโชยฟุ้งไปทั่วห้อง

คืนนี้ข้างนอกม่านเงียบผิดปกติ ย่าบอกว่าปวดหลังขอนอนก่อน พ่อบอกว่าง่วง แม่พาเสี่ยวหู่ไปนอนห้องใหญ่ตั้งแต่หัวค่ำ ไป๋ลู่ไม่เชื่อสักคำ แต่เธอก็ไม่มีเวลาไปจับผิดใคร

ฮั่วเจิ้นเป่ยนั่งอยู่ตรงขอบแคร่ สวมกางเกงกลับเข้าที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ใส่เสื้อ เขารับชามยาจากมือเธอแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด

"หยุดฝังเข็มสามวัน ให้ร่างกายปรับตัว" เธอพูดพลางเก็บเข็มลงห่อผ้า "ถ้าเช้าไหนตื่นมาแล้วรู้สึกหนักๆ ร้อนๆ ตรงนั้น ไม่ต้องตกใจ แปลว่าเส้นประสาทกลับมาทำงานแล้ว"

"ถ้ามันกลับมาแล้ว" เขาวางชามลงบนหีบไม้ "เธอยังจะแต่งกับผมไหม"

มือที่กำลังพับห่อผ้าพลันชะงักค้าง ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นมอง แต่เขาไม่ได้มองตอบ สายตาคมเข้มคู่นั้นจับจ้องไปยังก้นชามที่มีคราบยาสีดำติดอยู่ ใบหน้าเหลี่ยมคมนิ่งสนิท

เขารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว... เธอคิดในใจ ข่าวลืออื้อฉาวพวกนั้นคงลอยไปเข้าหูเขาหมดทุกคำ ทั้งเรื่องที่ว่านางหมีดำยอมตกลงแต่งงานด้วยเพราะสามีไร้น้ำยา และเรื่องที่เธอต้องการเพียงผู้ชายที่ไม่ต้องทำหน้าที่สามีบนเตียง

สัญญาข้อสามยังคงเสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อที่พาดอยู่บนหีบไม้ข้างตัวเขา 'ถ้ารักษาหายแล้ว ฝ่ายใดอยากเลิก เลิกได้' ลายมือซ้ายของเธอเองเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ เขาไม่ได้ถามว่าเธอจะใช้ข้อนั้นไหม แต่เขากำลังถามว่าเธอต้องการตัวเขา หรือต้องการแค่ช่องว่างที่เขาจะทิ้งไว้ข้างเตียงกันแน่

"ผู้การคิดว่าฉันต้มยาขมขนาดนั้นมาเจ็ดคืน" เธอพูดช้าๆ "เพื่อรักษาผัวให้คนอื่นเหรอคะ"

เขาหันขวับกลับมาทันที

ไป๋ลู่ไม่รู้ว่าใครขยับก่อน รู้ตัวอีกทีฝ่ามือหนาของเขาก็ประคองท้ายทอยเธอไว้แน่น ส่วนริมฝีปากที่ยังคงขมปร่าด้วยรสยาต้มก็ทาบทับลงบนปากบางของเธอเต็มแรง

จูบแรกของไป๋ลู่ในรอบสองชาติภพ ขมฝาดล้ำลึกราวกับเถาเลือดไก่ที่เคี่ยวกรำนานกว่าเจ็ดชั่วโมง

เขาจูบไม่เป็นเลยสักนิด เธอรับรู้ได้ในทันที ปลายฟันแข็งครูดกระทบริมฝีปากบาง จมูกโด่งรั้นชนกันจนอึดอัด ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวและหอบกระชั้นราวกับคนที่เพิ่งวิ่งฝ่าขึ้นยอดเขาสูง แต่ความเงอะงะไร้เดียงสานั้นกลับไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มล่าถอย มันกลับกระตุ้นความดื้อรั้นในกายเขาให้ตื่นขึ้น เขาเอียงใบหน้าปรับเปลี่ยนมุมองศาใหม่ แล้วบดเบียดริมฝีปากลงมาอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ จนร่างบางต้องเอนหงายหลังไปพิงกับผนังดินเย็นเยียบ

ไป๋ลู่เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์จูบใครมาก่อน แต่เธอเป็นพวกเรียนรู้ได้รวดเร็ว ชาติก่อนสัญญาหนาเป็นร้อยหน้าเธอยังอ่านทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่งได้ในคืนเดียว นับประสาอะไรกับริมฝีปากของผู้ชายเพียงคนเดียว มันจะยากเย็นเกินความสามารถไปได้อย่างไร

เรียวปากบางเผยอออกเล็กน้อย ปลายลิ้นนุ่มแตะไล้ริมฝีปากล่างของเขาอย่างแผ่วเบาเป็นการนำทาง

เสียงครางต่ำพร่าหลุดรอดออกมาจากลำคอแกร่งของผู้การหนุ่ม มันเป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระตุ้นให้ขนอ่อนทั่วกายของเธอพากันลุกซู่ ชายหนุ่มตอบสนองกลับมาในทันทีราวกับได้รับคำสั่งให้บุกโจมตี ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้ามาพัวพันดูดดึงเรียวลิ้นของเธออย่างโหยหา ฝ่ามือที่ประคองท้ายทอยขยับขยุ้มเส้นผมนุ่มของเธอไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างเลื่อนลงมาโอบรัดรอบเอวบางที่คอดกิ่วลงกว่าเดือนก่อนเกือบคืบ แล้วออกแรงฉุดดึงร่างของเธอให้ขยับเข้าไปแนบชิดกับแผงอกเปลือยเปล่าอันอุดมไปด้วยมัดกล้ามของเขา

ร้อนรุ่ม... ผิวเนื้อของเขาร้อนผ่าวราวกับแผ่นหินที่ถูกแผดเผาอยู่กลางแดดจ้ามาตลอดทั้งวัน เธอทาบฝ่ามือลงบนแผงอกแกร่งตึงแน่น รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของก้อนเนื้อหัวใจที่เต้นระรัวกระแทกซี่โครงถี่กระชั้นจนไม่อาจนับจังหวะได้ทัน

อัตราการเต้นของชีพจรไม่มีวันโกหกใครได้

เขาละริมฝีปากออกเพียงชั่วครู่เพื่อสูดอากาศหายใจ หน้าผากกว้างแนบชิดกับหน้าผากมน นัยน์ตาคมเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอในระยะกระชั้นชิดจนขนตาแทบจะปัดประสานกัน "ลู่ลู่..."

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยเรียกชื่อเล่นของเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนั้น ไม่ใช่ยัยโจรป่า และไม่ใช่สหายไป๋เหมือนอย่างเคย

เธอเผยอปากเตรียมจะเอ่ยตอบ แต่กลับยังไม่มีโอกาสได้พูดอะไรออกมา

บานประตูไม้ของห้องหอที่ย่าสั่งกำชับนักหนาว่าห้ามลงกลอนพลันถูกผลักเปิดออกเสียงดังผาง ร่างของคนสองคนที่แอบเอาหูแนบชิดติดบานประตูอยู่เมื่อครู่เสียหลักล้มคะมำหน้าทิ่มลงมากองอยู่กับพื้นดินทันที

"โอ๊ย! ไอ้กุ้ยซาน จะเบียดทำไมฮะ!"

"เอ๊ะ... ก็แม่นั่นแหละที่ดันหลังผมก่อนน่ะ"

ย่าเหลียงรีบยันตัวลุกขึ้นมาจากแผ่นหลังของลูกชาย เส้นผมหยาบหลุดรุ่ยออกจากมวยผมเป็นกระจุก มือเหี่ยวย่นคว้าเอาไม้กวาดทางมะพร้าวที่ล้มอยู่ข้างตัวขึ้นมาฟาดเข้าที่ก้นของพ่อไป๋กุ้ยซานดังพลั่กใหญ่ จากนั้นจึงค่อยหันมาจ้องมองหลานสาวกับหลานเขยที่ยังคงยืนกอดก่ายกันพิงผนังห้องอยู่ ด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉยราวกับตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิดพลาดเลยสักนิดในชีวิตนี้

"แค่บังเอิญเดินผ่านมาน่ะ" ย่าเหลียงเอ่ยประกาศเสียงดังฟังชัด "พอดีได้ยินเสียงแว่วๆ เหมือนแมวร้อง นึกว่ามีงูเหลือมลอบเข้ามาในบ้าน"

ฮั่วเจิ้นเป่ยรีบปล่อยมือออกจากเอวบางทันควัน เขายืนยืดตัวตรงแหน็ว สองมือแนบชิดข้างลำตัวราวกับทหารเกณฑ์ที่ถูกผู้บัญชาการกองพลจับได้คาหนังคาเขาระหว่างแอบนอนเวรยาม ใบหูทั้งสองข้างแดงก่ำลามไปจนเกือบเป็นสีม่วงเข้ม

ไป๋ลู่หลุดหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เธอหัวเราะจนตัวงอต้องก้มลงเอามือกุมเข่าไว้แน่น

เช้ามืดของวันต่อมา ภายในห้องพักหลังกองพลผลิตยังคงมืดสลัว มีเพียงเสียงไก่ขันแว่วดังมาจากบ้านสักหลังที่ท้ายหมู่บ้าน หม่าเสี่ยวกังยังคงนอนกรนฟี้อยู่บนเสื่อไม้ไผ่บนพื้น ขาข้างหนึ่งพาดก่ายอยู่บนกระสอบข้าวสารอย่างหมดสภาพ

ฮั่วเจิ้นเป่ยลืมตาตื่นขึ้นในความมืดสลัวเพราะสัมผัสบางอย่างที่ผิดแผกไปจากทุกเช้าที่ผ่านมา

มันเป็นความรู้สึกหนักหน่วง ร้อนรุ่ม และตึงแน่นตรงบริเวณท้องน้อย... อาการตามธรรมชาติที่สูญหายไปนับตั้งแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลทหารเมื่อสามเดือนก่อน อาการที่เขาเคยถอดใจเลิกหวังว่าจะได้สัมผัสมันอีกครั้ง จนถึงขั้นตัดสินใจที่จะถอนหมั้นกับหญิงสาวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา เพราะไม่อยากดึงรั้งให้ใครต้องมาทนตกนรกทั้งเป็นกลายเป็นม่ายไร้คู่นอน

แต่ในหัวสมองของเขาเวลานี้ กลับอบอวลไปด้วยรสชาติขมปร่าของยาต้มสลับกับสัมผัสจากริมฝีปากนุ่มที่สั่นระริกยามแตะต้องปลายลิ้นของเขา

ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มทหารสีเขียวเข้มเลื่อนไถลลงจากแผงอกกว้าง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ก้มลงมองต่ำ... ผ้าห่มผืนหนาตรงหน้าบัดนี้ตั้งโด่งขึ้นมาเป็นรูปทรงกระโจมขนาดใหญ่พอที่หม่าเสี่ยวกังจะเอาไปกางกันลมกันฝนได้ทั้งตัว

ผู้การกรมที่เจ็ดจ้องมองภาพตรงหน้านิ่งงันอยู่นานแสนนาน ก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วเบาท่ามกลางความมืดมิด "...หายแล้ว"