LNCrawler

งานวิวาห์ทรายในกระทะ

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

งานวิวาห์ทรายในกระทะ

"ได้ข่าวไหม หม่าเสี่ยวกังเล่าว่าเช้าวันก่อนเห็นผ้าห่มของผู้การตั้งโด่งเป็นเต็นท์เลยนะ"

"เชื่อเด็กนั่นก็บ้าแล้ว มันเคยบอกว่าผู้การยิงนกตกทีเดียวสามตัวด้วย"

"ฉันว่าต้าหนิวเก่งจริง แต่รักษาคนตายให้ฟื้นได้เชียวเรอะ พนันกันไหม ไข่สองฟอง แต่งไปเดือนเดียวก็ม่ายทั้งเป็น"

เสียงซุบซิบข้างบ่อน้ำกลางหมู่บ้านแว่วเข้าหูไป๋ลู่ตั้งแต่ยังเดินไม่ถึงต้นหลิว สองมือหิ้วถังน้ำก้าวผ่านไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางเอ่ยทักทายทุกคน พวกป้าๆ พากันหุบปากฉับทันที

ไข่สองฟอง... เธอจดแต้มไว้ในใจพลางกวาดตาจำหน้าคนพนันทีละคน ราวกับพรานที่กำลังนับรอยเท้ารอบบ่วงดักสัตว์

เช้าวันแต่งงาน พ่อโจวอวี้เหลียนติดกระดุมเสื้อแดงตัวใหม่ให้ลูกสาวทีละเม็ดด้วยมืออันสั่นเทา ผ้าฝ้ายสีแดงสดตัดทรงคอจีนเข้ารูปพอดีตัวนี้ แม่นั่งหลังขดหลังแข็งเย็บใต้แสงตะเกียงห้าคืนติด ตะเข็บทุกเข็มเรียบกริบเสมอกัน

"ลู่ลู่ผอมลงไปมากเลยนะ" แม่เปรยเสียงเบาขณะดึงชายเสื้อให้ตึง "แม่เพิ่งวัดตัวให้ วันนี้กลับต้องเก็บตะเข็บเข้าตั้งสองนิ้ว"

ไป๋ลู่มองเงาตัวเองในกระจกบานเล็กที่ฮั่วเจิ้นเป่ยซื้อมาจากสหกรณ์อำเภอ ร่างที่เคยหนาหนักบัดนี้เหลือเพียงเจ็ดสิบกิโลกรัม แม้ยังอวบอัดแต่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน แขนขาตึงกระชับ อกอิ่ม เอวคอดกิ่ว แก้มที่เคยเบียดดันจนตาหยีเปิดเผยดวงตากลมโตคมกริบ ผิวคล้ำแดดเริ่มจางลงเพราะชาเรือนกระจกที่ดื่มทุกเช้า

"สวยมากลูก" แม่ลูบไหล่เธอพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "สวยเหมือนย่าตอนสาวๆ ไม่มีผิด"

"ฉันได้ยินนะ!" ย่าเหลียงตะโกนแทรกเข้ามาจากลานบ้าน "ตอนสาวๆ สวยกว่านี้ตั้งสามเท่า!"

ก่อนออกจากห้อง ไป๋ลู่พับกระดาษแผ่นหนึ่งสอดเข้ากระเป๋าเสื้อแดง กระดาษแผ่นนี้เธอเขียนด้วยมือซ้ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และเพิ่งขอคืนจากกระเป๋าเสื้อของเขาเมื่อคืน โดยอ้างว่าเจ้าสาวต้องเป็นคนเก็บเอกสารของตัวเอง ซึ่งเขาก็ปลดกระดุมยื่นให้โดยไม่เอ่ยถามสักคำ ข้อความสามบรรทัดที่มีลายเซ็นของทั้งคู่กำกับไว้ บรรทัดสุดท้ายระบุชัดเจนว่า ถ้ารักษาหายดีแล้ว ฝ่ายใดอยากเลิก ย่อมเลิกได้ทันที

คนทำธุรกิจย่อมไม่เซ็นสัญญาที่ไม่มีทางออก ต่อให้เป็นข้อตกลงที่ตัวเองปรารถนาที่สุดก็ตาม

งานแต่งในหมู่บ้านไป๋สือโกวไร้เงาเกี้ยวเจ้าสาวและเสียงแตรปี่ มีเพียงภาพท่านประธานเหมาประดับบนผนังบ้านอิฐหลังใหม่ เบื้องล่างเป็นโต๊ะไม้จัดวางใบทะเบียนสมรสจากคอมมูนเฉียนจิ้น คู่กับหนังสือคำคมเล่มแดงสองเล่ม และกลอนคู่ลายมือพู่กันจีนอันทรงพลังของอวิ๋นโจวที่ขนาบอยู่สองข้างประตู

ฮั่วเจิ้นเป่ยยืนเด่นอยู่หน้าภาพท่านประธานในชุดทหารสีเขียวเข้มที่รีดจนจีบกางเกงคมกริบ อกซ้ายติดดอกไม้กระดาษสีแดงสด วินาทีที่ไป๋ลู่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ชายหนุ่มหันไปมองแล้วพลันชะงักนิ่งไปทั้งร่าง

เขาจ้องมองเธอเนิ่นนานเสียจนหม่าเสี่ยวกังต้องแกล้งกระแอมไอขัดจังหวะ ขณะที่ย่าเหลียงต้องใช้ด้ามไม้กวาดสะกิดแผ่นหลังหลานเขยเบาๆ "ผู้การจะยืนจ้องเมียจนตะวันตกดินเลยหรืออย่างไร พิธียังไม่ทันเริ่มเลยนะ!"

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั้งห้อง ส่งผลให้ใบหูของท่านผู้การแดงก่ำแข่งกับดอกไม้กระดาษบนอกเสื้อ

พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบง่ายรวดเร็วตามยุคสมัย เริ่มด้วยการคำนับภาพท่านประธานสามครั้ง คำนับพ่อแม่ แล้วหันมาคำนับกันและกัน จากนั้นผู้ใหญ่บ้านฉินจึงก้าวออกมารับหน้าที่อ่านคำคมหนึ่งบท ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการว่าสหายฮั่วเจิ้นเป่ยและสหายไป๋ลู่ได้เป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์

นายพลฮั่วกั๋วตงกับหลินเพ่ยอวิ๋นได้รับอนุญาตจากคอมมูนให้มาร่วมงานได้เพียงครึ่งวัน นายพลเฒ่าในชุดเสื้อฝ้ายปะชุนตรงหัวเข่ายื่นห่อผ้าเก่าให้ลูกสะใภ้ เมื่อคลี่ออกก็พบมีดพับด้ามเขากวางที่ใบมีดสึกบางจนขึ้นเงาวับจากการผ่านการลับคมมานานหลายสิบปี

"มีดเล่มนี้อยู่กับฉันมาตั้งแต่ตอนข้ามแม่น้ำแยงซี" ทหารผ่านศึกเอ่ยเสียงเข้ม "ตอนนั้นปู่ทวดของเธอแบกฉันฝ่าห่ากระสุน ฉันก็ใช้มีดเล่มนี้ตัดเชือกมัดแผล ลูกชายของฉันไม่ต้องการเมียที่เก่งแต่เรื่องเย็บปักถักร้อย มันต้องการเมียที่ถือมีดเป็น!"

ไป๋ลู่ประคองรับมีดด้วยสองมือ เธอใช้นิ้วโป้งดันใบมีดออกพอให้เห็นประกายคมปลาบ ก่อนจะสะบัดพับเก็บด้วยนิ้วเดียวอย่างคล่องแคล่ว นายพลฮั่วเห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวเช่นนั้นก็หัวเราะร่าจนสำลักไอออกมา

หลินเพ่ยอวิ๋นยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ข้างสามี "เสื้อแดงนี่ใส่แล้วดูเหมือนลูกท้อสุกงอมจวนเจียนจะร่วงจากกิ่ง หมีดำก็ยังเป็นหมีดำวันยังค่ำ ผอมลงไปบ้างแต่ก็ยังดำอยู่ดี"

"ขอบคุณค่ะคุณแม่" ไป๋ลู่ส่งยิ้มหวานหยด "คุณแม่ก็ยังปากร้ายไม่เปลี่ยน ฉันเลยแอบใส่ไส้ถั่วแดงในซาลาเปาเพิ่มให้คุณแม่เป็นพิเศษอีกสองลูก"

หลินเพ่ยอวิ๋นกลอกตาอย่างระอา แต่มือกลับยัดห่อผ้าขนาดใหญ่ใส่อ้อมอกลูกสะใภ้อย่างรวดเร็ว มันคือผ้าห่มผืนหนาที่หุ้มด้วยปลอกผ้าไหมสีแดงเข้ม ซึ่งดูออกชัดเจนว่าดัดแปลงมาจากซับในกี่เพ้าตัวเก่า ตรงกลางปักลวดลายเป็ดแมนดารินคู่หนึ่งกำลังว่ายน้ำเคียงคู่กัน ด้ายสีทองและสีเขียวยังคงใหม่เอี่ยมอ่อง ขณะที่ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของแม่สามีซึ่งรีบซ่อนไว้ด้านหลังมีรอยเข็มแทงเป็นจุดแดงช้ำหลายจุด

คนในคอกวัวย่อมไม่มีน้ำมันตะเกียงพอให้ใช้เย็บผ้าในยามค่ำคืน หล่อนคงต้องนั่งปักลวดลายนี้อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัวมาหลายค่ำคืนเป็นแน่

"ฉันไม่ได้ทำให้เธอหรอกนะ" หลินเพ่ยอวิ๋นสะบัดหน้าหนี "ฉันทำเพื่อลูกชายของฉันต่างหาก คนเซี่ยงไฮ้เขาไม่ปล่อยให้ลูกหลานนอนห่มผ้าปะชุนกันหรอก"

"ค่ะคุณแม่" ไป๋ลู่กระชับอ้อมกอดที่โอบอุ้มผ้าห่มผืนหนาไว้แนบอก น้ำเสียงอ่อนโยนลงกว่าเดิมหลายส่วน

โต๊ะจีนหกตัวที่หยิบยืมมาจากคนในหมู่บ้านถูกจัดวางเรียงราย กลิ่นหอมกรุ่นของหมูตุ๋นซีอิ๊วจากกระทะใบบัวสามใบใหญ่โชยฟุ้งไปทั่วตีนเขา ข้าวสวยหม้อโตที่หุงด้วยคูปองข้าวของท่านผู้การส่งควันฉุยขาวฟู ข้าวขาวบริสุทธิ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปจะมีโอกาสได้ลิ้มรสเพียงปีละครั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น

พวกบ้านใหญ่พากันมาจนครบครัน แม้จะแยกบ้านกันไปแล้ว แต่หากไม่มาร่วมงานเลี้ยงก็เกรงว่าจะเสียหน้า ปู่ไป๋ต้าฝูนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่หัวโต๊ะตัวแรก ลุงใหญ่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเคี้ยวถั่วลิสงคั่ว ขณะที่ป้าสะใภ้ใหญ่ถานต้าเฟิ่งคอยเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวเตาไฟตั้งแต่แขกเหรื่อยังมาไม่ครบดี

ไป๋ลู่ยืนสนทนากับผู้ใหญ่บ้านฉินอยู่อีกฟากของลานบ้าน แต่สายตาของพรานป่าไม่เคยละไปจากรอยเท้าของเหยื่อ ผ้ากันเปื้อนของป้าสะใภ้ใหญ่มีกระเป๋าด้านหน้าที่ปกติจะแบนราบ แต่ยามที่หล่อนเดินผ่านกองทรายผสมปูนข้างรั้ว หล่อนกลับก้มลงทำทีเป็นผูกเชือกรองเท้า ก่อนจะหยัดตัวขึ้นพร้อมกับกระเป๋าผ้าที่ถ่วงนูนลงมาข้างหนึ่งอย่างมีพิรุธ

พฤติกรรมราวกับสุนัขจิ้งจอกเดินวนรอบเล้าไก่สามรอบก่อนจะมุดรั้วเข้าไป ร่องรอยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเดาให้เสียเวลา

สบโอกาสตอนที่แม่หันไปรับจานจากป้าบ้านตะวันตก ถานต้าเฟิ่งก็รีบเปิดฝาหม้อข้าว มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนแล้วโปรยสิ่งของในนั้นลงไปหนึ่งกำมือเต็มๆ เสียงกรวดทรายกระทบเมล็ดข้าวร้อน ๆ ดังแกรกแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน หล่อนรีบปิดฝาหม้อลงตามเดิม ปัดเศษผงกับผ้ากันเปื้อน แล้วเดินกลับไปนั่งข้างปู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยสงบเสงี่ยมที่สุดในชีวิต

ไป๋ลู่ยังคงนิ่งเฉย เธอรอจนกระทั่งแขกเหรื่อนั่งประจำที่ครบทุกโต๊ะ รอจนผู้ใหญ่บ้านฉินชูจอกเหล้าขึ้น และรอจนกระทั่งเห็นป้าสะใภ้ใหญ่ลอบยิ้มมุมปากเพื่อรอดูหายนะที่จะเกิดขึ้น

หญิงสาวก้าวตรงไปยังหม้อข้าว เปิดฝาออกแล้วตักข้าวสวยชั้นบนสุดจนพูนชามกระเบื้องใบใหญ่ที่สุด ก่อนจะประคองถือไปวางลงตรงหน้าถานต้าเฟิ่งด้วยสองมืออย่างนอบน้อมอ่อนโยน

"ป้าสะใภ้ใหญ่คะ ย่าบอกว่าข้าวคำแรกของงานมงคลต้องมอบให้ผู้ใหญ่ของบ้านใหญ่ที่อุตส่าห์ลงแรงช่วยงาน" น้ำเสียงของเธอหวานใสแต่ดังพอที่จะได้ยินกันทุกโต๊ะ "ป้าช่วยเฝ้าหม้อข้าวให้ตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าป้าอีกแล้วว่าข้าวหม้อนี้หุงออกมาได้ดีเพียงใด ทานคำแรกเพื่อความเป็นสิริมงคลนะคะ"

ถานต้าเฟิ่งจ้องมองชามข้าวตรงหน้า ใบหน้าเริ่มถอดสีซีดเผือดลงทีละน้อย "ป้า...ป้ายังไม่ค่อยหิวเลย ให้ปู่ทานก่อนเถอะ"

ไป๋ลู่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหล่อน แววตากลมโตคู่นั้นเยือกเย็นไร้รอยยิ้มโดยสิ้นเชิง

"กินเข้าไปสิ!" ปู่ไป๋ต้าฝูที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวตวาดขึ้นอย่างหงุดหงิด "หลานอุตส่าห์ให้เกียรติขนาดนี้แล้วยังจะมาเล่นตัวอะไรอีก!"

เมื่อไม่มีทางเลี่ยง ถานต้าเฟิ่งจึงจำใจตักข้าวคำโตเข้าปาก เคี้ยวไปได้เพียงสองครั้ง

กร๊อบ!

เสียงฟันบดกรวดดังสนั่นจนโต๊ะข้างๆ สะดุ้ง ป้าสะใภ้ใหญ่ร้องลั่นพลางเอามือกุมกรามแน่น ก่อนจะถ่มเศษข้าวออกมาเลอะเทอะบนโต๊ะ ท่ามกลางเมล็ดข้าวสีขาวสะอาดปรากฏก้อนกรวดขนาดเท่าเมล็ดถั่วสามสี่เม็ด ทรายหยาบสีเทาปนแดงชนิดเดียวกับที่ใช้ผสมปูนก่ออิฐ และเศษฟันกรามสีเหลืองหักบิ่นอีกหนึ่งซี่

"นี่มันทรายก่อสร้างชัดๆ!" ป้าบ้านตะวันตกร้องอุทานเสียงแหลมสูง "ใครมันช่างใจดำเอาทรายมาใส่ในข้าวงานแต่งได้ลงคอ!"

ไป๋ลู่ไม่เอ่ยคำใด เธอเพียงเอื้อมมือไปดึงขอบกระเป๋าผ้ากันเปื้อนของถานต้าเฟิ่งให้แบะออก ทรายหยาบสีเทาปนแดงไหลทะลักออกมาเป็นสาย ร่วงกราวลงบนตักของหล่อนทีละเม็ดต่อหน้าต่อตาทุกคน

ผู้ใหญ่บ้านฉินกระแทกจอกเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำสุรากระฉอก "ถานต้าเฟิ่ง! นี่มันงานมงคลของทหารกองทัพปลดแอกประชาชนนะ! ต่อหน้าภาพท่านประธานแท้ๆ ยังกล้าเอาทรายมาใส่ในข้าวเลี้ยงแขกอีกรึ!"

"แค่ด้านบนหม้อค่ะลุงผู้ใหญ่" ไป๋ลู่ใช้ทัพพีตักข้าวชั้นล่างที่ยังคงสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาให้ทุกคนดู "ป้าสะใภ้ใหญ่คงรีบร้อนไปหน่อย เลยโปรยไว้ได้แค่ผิวหน้า ข้าวคำแรกก็เลยไปอยู่ในชามของป้าหมด ถือเป็นโชคดีของพวกเราจริงๆ ค่ะ"

ใบหน้าของปู่ไป๋ต้าฝูแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความอับอาย ครั้งนี้ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ มาปกป้องหล่อนได้อีก ถานต้าเฟิ่งถูกผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ไปยืนสำนึกผิดหน้าเล้าหมูของป้าบ้านตะวันตกจนกว่างานเลี้ยงจะเลิกรา ฟันกรามก็หักไป แถมยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสหมูตุ๋นซีอิ๊วแม้แต่ชิ้นเดียว

ขณะที่บรรยากาศในงานกำลังครึกครื้นได้ที่ พลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากบริเวณหน้ารั้วบ้านอีกระลอก

ไป๋เหมยเหมยเยื้องกรายเข้ามาในงานด้วยชุดกระโปรงสีแดงสด ผ้าเนื้อดีราคาแพงจากสหกรณ์อำเภอตัดเย็บทรงเข้ารูปเน้นสัดส่วน ผมเปียสองข้างผูกโบสีแดง แก้มทาแป้งจนขาวผ่อง ริมฝีปากแดงระเรื่อด้วยกระดาษสีที่แอบซื้อมา หล่อนยืนเด่นอยู่กลางลานบ้านราวกับตั้งใจแต่งกายมาประชันเป็นเจ้าสาวเสียเอง แขกเหรื่อหลายโต๊ะพากันหันมองสลับไปมาระหว่างสตรีในชุดสีแดงทั้งสองคน

"พี่เขยฮั่วคะ..." ไป๋เหมยเหมยเดินตรงรี่เข้าไปหาฮั่วเจิ้นเป่ยพลางช้อนสายตาขึ้นมองอย่างออดอ้อน "ฉันตั้งใจมาอวยพรค่ะ พวกคนป่าคนดงไม่รู้ประสีประสาอะไร หากพี่เขยต้องการคนคอยดูแลรับใช้ที่ค่ายทหาร ฉันพอจะอ่านออกเขียนได้..."

ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่แม้แต่จะปรายตามองหล่อน ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงเก้าอี้ว่างข้างกายออก แล้วหันไปกวักมือเรียกภรรยา "ลู่ลู่ มานั่งนี่เร็ว"

ไป๋ลู่ยังไม่ทันได้ขยับตัว เสียงแหลมสูงสำเนียงชาวเซี่ยงไฮ้ก็ดังแทรกขึ้นกลางลานบ้านเสียก่อน

"ตายจริง..." หลินเพ่ยอวิ๋นเลิกคิ้วสูงพลางกวาดสายตามองกระโปรงสีแดงตัวนั้นด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับคุณนายกำลังมองเศษผ้าราคาถูกในร้าน "ที่เซี่ยงไฮ้เนี่ย... ผู้หญิงที่จงใจใส่ชุดสีแดงแจ๋มางานแต่งงานของคนอื่น เขาเรียกว่าอะไรนะคุณ ฉันชักจะลืมเลือนไปแล้วสิ"

"เมียน้อย" นายพลฮั่วตอบเสียงเรียบหน้าตาย โดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นจากชามหมูตุ๋นซีอิ๊วตรงหน้าด้วยซ้ำ

คราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะใดๆ เล็ดลอดออกมา ซึ่งความเงียบงันเช่นนี้กลับน่าอับอายยิ่งกว่าการถูกหัวเราะเยาะหลายเท่าตัว

แขกเหรื่อโต๊ะที่อยู่ใกล้ที่สุดพากันขยับเก้าอี้ถอยห่างออกไปพร้อมกัน พวกหญิงสาวที่เคยหัวเราะร่าตามไป๋เหมยเหมยยามเยาะเย้ยเรื่องฝังเข็มต่างพากันก้มหน้าก้มตาดูชามข้าวของตน ป้าคนหนึ่งรีบดึงตัวลูกสาวให้ไปยืนหลบอยู่ด้านหลัง ราวกับเกรงว่าเสนียดสีแดงจะติดต่อกันได้ ไป๋เหมยเหมยยืนเคว้งคว้างอยู่กลางวงล้อมที่ขยายกว้างออกไปทุกทิศทาง สองมือกำปลายเปียบิดไปมาด้วยความอับอายจนโบสีแดงหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน

หล่อนเหลียวซ้ายแลขวาหาผู้เป็นแม่ แต่กลับเห็นเพียงมารดายืนกุมกรามหน้าซีดเซียวอยู่หน้าเล้าหมู มุมปากยังมีคราบเลือดเปรอะเปื้อน

ไป๋เหมยเหมยสะบัดหน้าหันหลังวิ่งหนีออกไป ชายกระโปรงสีแดงสดเกี่ยวเข้ากับซี่รั้วไม้ไผ่จนขาดวิ่นเป็นทางยาว แต่กลับไม่มีแขกเหรื่อคนใดคิดจะลุกขึ้นไปช่วยปลดให้เลยสักคน

"ฉันไม่ได้ช่วยเธอหรอกนะ" หลินเพ่ยอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเอ่ยขัดคอก่อนที่ลูกสะใภ้จะทันได้เอ่ยปากขอบคุณ "ฉันแค่ทนดูรสนิยมต่ำๆ พรรค์นั้นไม่ได้ต่างหาก"

ตะวันลับขอบฟ้าไปนานแสนนาน แขกเหรื่อคนสุดท้ายเดินโซเซกลับเรือน ย่า พ่อแม่ และเสี่ยวหู่พากันย้ายไปนอนที่กระท่อมหลังเก่าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบก้าว ปล่อยบ้านอิฐหลังใหม่ทั้งหลังไว้ให้คู่บ่าวสาวได้อยู่ร่วมกันตามลำพัง

ภายในห้องฝั่งตะวันตกมีเทียนแดงคู่หนึ่งจุดสว่างอยู่บนหีบไม้ แสงเทียนสั่นไหวทาบทับผนังอิฐก่อใหม่เป็นสีส้มอบอุ่น ผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดารินปูลาดอยู่บนเตียงเตาอันอบอุ่น กลิ่นปูนใหม่ผสมปนเปกับกลิ่นขี้ผึ้งเทียนอบอวลไปทั่ว ผนังห้องฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับรั้วบ้านป้าบ้านตะวันตกแว่วเสียงหมูสามตัวนอนกรนฟี้อยู่อีกฟากฝั่ง

ไป๋ลู่นั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงเตา มือหนึ่งวางทาบบนหัวเข่า อีกมือแตะกระเป๋าเสื้อแดงที่มีกระดาษพับสามบรรทัดซุกซ่อนอยู่ สัมผัสกรอบแกรบใต้ปลายนิ้วให้ความรู้สึกราวกับเกราะป้องกันแผ่นบางๆ แต่ในเวลานี้เธอกลับเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตนเองพกมันไว้เพื่อป้องกันใครกันแน่

บานประตูปิดลงแผ่วเบา ตามด้วยเสียงสลักไม้ลงกลอนดังกริ๊ก ค่ำคืนนี้ไม่มีใครคอยเอ่ยห้ามปรามอีกแล้ว

ฮั่วเจิ้นเป่ยยืนพิงแผ่นหลังกับบานประตู ดอกไม้กระดาษสีแดงบนอกเสื้อถูกดึงออกไปแล้ว ดวงตาดำสนิทคู่นั้นจับจ้องตรงมายังเธอผ่านแสงเทียนสลัว ปราศจากความขัดเขินอึกอักเหมือนคืนแรกที่ฝังเข็มโดยสิ้นเชิง

นิ้วเรียวยาวเลื่อนขึ้นแตะคอเสื้อ ก่อนจะค่อยๆ ปลดกระดุมเม็ดบนสุดออกอย่างเชื่องช้า

"หมอไป๋" เสียงเขาต่ำและนิ่ง "คืนนี้ผมขอพิสูจน์ผลการรักษา"