คืนที่ข่าวลือตาย (NC)
คืนที่ข่าวลือตาย (NC)
กระดุมเม็ดที่สามหลุดจากรังดุม ตามด้วยเม็ดที่สี่ เสื้อทหารสีเขียวแยกออกเผยแผงอกกว้างที่ขึ้นเงาวาวใต้แสงเทียน ไป๋ลู่นั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง นับกระดุมในใจเหมือนนับตัวเลขที่ไหลลงจากกระดานหุ้นในวันตลาดร่วง ห้า… หก… หมด
"ผลการรักษาต้องให้แพทย์เป็นคนตรวจ" เธอเชิดคาง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบดุจแพทย์ประจำคลินิก "แต่ก่อนตรวจ ขอทบทวนเอกสารก่อนค่ะ"
เธอดึงกระดาษพับจากกระเป๋าเสื้อสีแดง คลี่ออกบนหัวเข่า ลายมือเขียนด้วยมือซ้ายเอียงโย้สามบรรทัดปรากฏเด่นชัดใต้แสงเทียน
"ข้อสาม" เธออ่านเสียงเรียบ "ถ้ารักษาหายแล้ว ฝ่ายใดอยากเลิก เลิกได้ ผู้การหายแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่คืนนี้ ผู้การมีสิทธิ์..."
มือหนาเอื้อมมาดึงกระดาษแผ่นนั้นไปจากหัวเข่า
ฮั่วเจิ้นเป่ยปรายตามองตัวอักษรเหล่านั้นช้าๆ ราวกับกำลังอ่านคำสั่งจากกองบัญชาการที่เขาไม่เห็นด้วยแม้แต่บรรทัดเดียว ก่อนจะลงมือฉีกมันออกเป็นสองท่อน ซ้อนทับ แล้วฉีกซ้ำอีกหนจนขาดเป็นสี่ส่วน เสียงกระดาษฉีกขาดดังบาดหูท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงไส้เทียนปะทุเบาๆ
"ข้อสามผมเซ็นเพราะอยากให้เธอยอมแต่ง" เขาปล่อยเศษกระดาษให้ร่วงหล่นลงบนพื้นอิฐ "ตอนนี้แต่งแล้ว ผมถอนลายเซ็น"
"ฉีกสัญญาฝ่ายเดียวแบบนี้ ที่ไหนเขาก็ถือว่าผิด"
"อืม" เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้นตรงหน้าเธอ ขยับเข้าใกล้จนสายตาประสานกันในระดับเดียวกันพอดี "ฟ้องผมสิ"
ไป๋ลู่อ้าปากค้างแล้วหุบลงฉับพลัน ในอกคล้ายมีบางสิ่งถูกฉีกทึ้งตามกระดาษแผ่นนั้นไปด้วย เกราะบางเบาที่เธอเคยคิดว่าจำเป็นต้องมี... เพิ่งรู้ว่ามันหนักอึ้งเพียงใดก็ในยามที่มันมลายหายไปเช่นนี้
ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยถอดประกอบปืนได้ภายในสามสิบวินาทีเอื้อมมาแตะกระดุมเสื้อคอจีนสีแดงของเธอ แต่กลับสั่นเทาจนไม่อาจปลดเม็ดแรกออกได้ เขาพยายามอยู่ถึงสามครั้ง คิ้วดกหนาขมวดมุ่นราวกับกำลังกู้ระเบิด ขณะที่ใบหูเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
ไป๋ลู่หลุดเสียงหัวเราะแผ่วเบา ความอึดอัดในอกพลันมลายหายไปกว่าครึ่ง "ผู้การ...ไม่เคยเหรอคะ"
"ไม่เคย" นัยน์ตาสีเข้มเงยขึ้นสบประสานกับเธอตรงๆ แน่วแน่ราวกับกำลังตอบคำถามในห้องสอบสวน
"ฉันก็ไม่เคย" เธอปัดมือเขาออกเบาๆ ก่อนจะลงมือปลดกระดุมที่เหลือด้วยตัวเองจนหมด "อ่านตำรามาทั้งตู้ ไม่ได้แปลว่าเคยลงมือ"
เสื้อสีแดงร่วงหล่นจากลาดไหล่ เหลือเพียงเอี๊ยมชั้นในผ้าฝ้ายสีขาวที่ผู้เป็นแม่เย็บให้ เธอขยับมือหมายจะบังแสงเทียนด้วยความเคยชินที่ติดตัวมาทั้งสองชาติ ร่างกายที่เพิ่งลดน้ำหนักจากเก้าสิบกิโลกรัมเหลือเจ็ดสิบกิโลกรัมยังมีรอยแตกลายจางๆ ปรากฏบริเวณสะโพกและท้องน้อย เนื้อตัวยังคงนุ่มนิ่มเกินกว่าที่เธอจะกล้าเรียกมันว่าความงดงาม
ฝ่ามือหนาคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน "อย่าดับ ผมอยากเห็น"
"มีอะไรให้ดู หมีดำที่เพิ่งลอกคราบ"
เขาไม่ตอบ แต่ดึงเสื้อชั้นในผืนบางขึ้นพ้นศีรษะเธอแล้วชะงักนิ่ง ทรวงอกอวบอิ่มสองข้างปรากฏแก่สายตา ผิวเนื้อขาวผ่องตัดกับท่อนแขนที่กรำแดดมาตลอดฤดูร้อน ยอดปทุมถันสีหวานชูชันตอบรับสายลมเย็นเยือกในห้องอิฐ พอไป๋ลู่ขยับแขนขึ้นบดบัง เขากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงลงกับเตียง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปหา
"สวย" เขาพึมพำชิดผิวเนื้อ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดทรวงอก "ผมกินจุ... ทั้งหมดนี่เป็นของผม"
ริมฝีปากร้อนจัดครอบครองยอดอกข้างซ้ายจนเต็มปาก ไป๋ลู่สะดุ้งเฮือกจนแผ่นหลังแอ่น เสียงสะอื้นแผ่วหลุดจากลำคอเมื่อเขาออกแรงดูดดึงหนักหน่วง ลิ้นตวัดวนรอบยอดอกอย่างไร้ทิศทาง ปลายฟันครูดผ่านผิวเนื้อจนรู้สึกเสียว ความรู้สึกรัญจวนนั้นแล่นริ้วลงสู่ท้องน้อย บิดม้วนเป็นเกลียวคลื่น
"เบา... เบาหน่อย" เธอหอบ "นี่ไม่ได้กินหมั่นโถว"
เขาผ่อนจังหวะลงทันควัน ลิ้นร้อนตวัดเลียยอดอกแผ่วเบาทีละหน นัยน์ตาสีเข้มเหลือบขึ้นมองดวงหน้าของเธอทุกครั้งที่สัมผัส ราวกับนายพรานที่กำลังแกะรอย คอยจดจำว่าจุดใดทำให้เธอสะดุ้ง จุดใดทำให้เธอส่งเสียงครางแผ่ว มือหนาอีกข้างบีบเค้นทรวงอกอีกข้างเต็มฝ่ามือ ปรับน้ำหนักมือได้พอดิบพอดีขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายคนนี้เรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งกว่าเธอเสียอีก ไป๋ลู่สอดปลายนิ้วขยุ้มเส้นผมสั้นเกรียนของเขาไว้แน่น ไม่แน่ใจว่าต้องการผลักไสหรือกดรั้งเขาเข้ามากันแน่
"ถึงตาฉันตรวจร่างกายคุณบ้าง" เธอออกแรงผลักไหล่หนาให้หงายหลังลงบนผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดาริน พละกำลังมหาศาลของเธอทำงานได้ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์ ร่างสูงใหญ่ร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรล้มตึงลงไปทันที มือบางปลดเข็มขัดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากกางเกงทหารพร้อมกางเกงชั้นในของเขาลงไปกองที่ใต้หัวเข่าในคราวเดียว
พลันนั้น สมองของหมอไป๋ก็ลบเลือนศัพท์แพทย์ไปจนสิ้น ตัวตนอันเขื่องของเขาผงาดชี้ตรงแทบชิดหน้าท้อง ทั้งใหญ่ ยาว และแข็งขึงจนเส้นเลือดปูดโปนพาดผ่านตลอดความยาว ส่วนปลายมนสีแดงเข้มมีหยาดน้ำใสปริ่มเยิ้ม ขณะที่โคนหนายังคงปรากฏรอยแผลเป็นจากสะเก็ดระเบิดที่เธอลูบคลำดูแลมาตลอดเจ็ดคืน
"นี่น่ะเหรอ" เธอพึมพำ "ที่ทั้งกองพลลือว่าไร้น้ำยา"
"เธอรักษาเอง" เขาตอบเสียงเรียบ แต่สีแดงก่ำลามตั้งแต่ลำคอลงไปถึงแผงอก
"ฉันรักษาให้มันหาย ไม่ได้รักษาให้มันโตขนาดนี้ นี่มันผิดสเปกชัดๆ" เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ยื่นมือซ้ายเข้าไปกำรอบแก่นกายร้อนผ่าว นิ้วมือโอบรอบไม่มิด ผิวสัมผัสร้อนจัดแต่ลื่นละมุนดุจผ้าไหมเนื้อดีที่หุ้มทับท่อนเหล็กกล้า มันกระตุกสู้มือเธออย่างรุนแรง ฮั่วเจิ้นเป่ยหยัดสะโพกขึ้นจากเตียงพร้อมเสียงคำรามต่ำในลำคอ เธอรูดรั้งขึ้นลงช้าๆ หนึ่งหน
"ลู่ลู่" เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น หน้าท้องแกร่งเกร็งจนขึ้นลอนกล้าม "หยุดก่อน... ไม่อย่างนั้นผมจะ..."
เธอยิ้มมุมปาก ยอมหยุดมือแต่ไม่ยอมปล่อย เขามองเธอด้วยสายตาเร่าร้อนจนขนอ่อนที่หลังคอลุกชัน ก่อนจะพลิกตัวกลับมาทาบทับในชั่วพริบตา ไป๋ลู่หงายหลังลงบนผ้าห่มไหมโดยไม่ทันตั้งตัว กางเกงผ้าฝ้ายของเธอถูกกระชากไปกองอยู่ที่ปลายเตียง พร้อมกับหัวเข่าที่ถูกฝ่ามือหนาจับแยกออกจากกัน
"เธอรักษาผม" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำจนสั่นสะท้านลึกถึงท้องน้อย "ผมต้องตอบแทนให้สาสม"
ริมฝีปากร้อนจัดบดเบียดลงบนกลีบเนื้อนุ่มของเธอเต็มแรง ไป๋ลู่หลุดเสียงร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองไว้ เขาไม่รู้วิธีการ ปลายลิ้นจึงปัดป่ายไปทั่วราวกับหมาป่าหิวโซที่เพิ่งได้ลิ้มรสน้ำผึ้งป่าเป็นครั้งแรก แต่ความกระหายอันดิบเถื่อนนั้นกลับทำให้เธอแทบขาดใจ ทุกครั้งที่ปลายลิ้นร้อนเฉียดผ่านจุดอ่อนไหว ร่างกายเธอก็กระตุกเกร็ง ต้นขาหนีบศีรษะเขาไว้โดยสัญชาตญาณ
เขาเรียนรู้ได้รวดเร็ว ครั้งต่อไปลิ้นร้อนจึงมุ่งตรงไปยังจุดอ่อนไหวนั้นเพียงจุดเดียว ตวัดวน ดูดดึงแผ่วเบา แล้วตวัดซ้ำเล้าโลมไม่หยุด
"อื้อ...อ๊ะ...ตรงนั้น...เจิ้นเป่ย...ตรงนั้น..."
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อเขา ชายหนุ่มครางงึมงำตอบรับชิดกลีบเนื้อนุ่ม แรงสั่นสะเทือนจากน้ำเสียงส่งผ่านจนเธอแทบหลุดลอย น้ำหวานหลั่งรินจนเปียกชุ่ม ส่งเสียงเฉอะแฉะยามลิ้นร้อนดูดดึงชัดเจนในห้องที่เงียบสงัด นิ้วหยาบกร้านข้างหนึ่งแตะลงบนปากทางรักที่ยังคงปิดสนิท ก่อนจะค่อยๆ กดแทรกเข้าไปเพียงข้อนิ้วเดียว
มวลความเสียวซ่านในท้องน้อยที่บิดม้วนพลันระเบิดออกพร้อมกัน ไป๋ลู่หยัดกายแอ่นขึ้นจากเตียง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปลายนิ้วเท้าจิกเกร็งลงบนผ้าห่มจนลายเป็ดแมนดารินยับย่น เสียงครางยาวเล็ดลอดผ่านง่ามนิ้วมือที่ปิดปากไว้ จนเธอเองยังไม่แน่ใจว่านั่นคือเสียงของตน
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมคายก็ทาบทับอยู่เหนือร่างเธอแล้ว ริมฝีปากของเขาเปียกชื้น ดวงตาเป็นประกายวาววับใต้แสงเทียน "ผลตรวจเป็นอย่างไร"
"ผ่าน" เธอหอบ "เกินเกณฑ์"
ส่วนปลายร้อนผ่าวจ่ออยู่ตรงปากทางรักที่เปียกลื่น ฮั่วเจิ้นเป่ยใช้ท่อนแขนยันเตียงไว้ข้างศีรษะเธอ มัดกล้ามแขนสั่นระริกราวกับกำลังแบกรับขุนเขาทั้งลูก "ถ้าเจ็บ... ตีผมได้เลย"
เธอขู่เสียงสั่นว่าหากลงมือตีทีเดียวผู้การอาจซี่โครงหัก แต่เขาตอบกลับมาเพียงคำเดียว "ก็ตี"
เขาเริ่มดันสะโพกเข้ามา ไป๋ลู่รับรู้ถึงความคับแน่นที่กำลังแหวกผ่านผิวเนื้อที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำ ทั้งร้อนรุ่ม ตึงแน่น และเจ็บแปลบจนเธอต้องฝังคมเขี้ยวลงบนไหล่หนาเต็มแรง เล็บเรียวจิกครูดแผ่นหลังกว้างจนเป็นรอยยาว ชายหนุ่มหยุดชะงักทันที ค้างคาอยู่เพียงครึ่งทาง ร่างกายกำยำสั่นเทิ้ม หยาดเหงื่อไหลหยดจากปลายคางลงบนทรวงอกของเธอ
"ลู่ลู่" เสียงเขาแตกพร่า "ผมถอนออกก็ได้"
ใบหน้าของนายทหารผู้เป็นที่ยำเกรงของคนทั้งกองพลบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน นัยน์ตาสีเข้มฉายแววหวาดหวั่น กลัวว่าจะทำให้เธอเจ็บ
"สามเดือน" เขากระซิบ หน้าผากชิดหน้าผากเธอ "ทุกคนมองผมเหมือนผมไม่ใช่ผู้ชาย ผมเลยคิดว่าผมจะเป็นผัวที่ดีไม่ได้"
ความเจ็บปวดเบื้องล่างเริ่มมลายหายไป หลงเหลือเพียงความอวบอิ่มตึงแน่นอันแปลกใหม่ ไป๋ลู่ยกเรียวขาขึ้นเกี่ยวรอบเอวของเขาไว้แน่น ก่อนจะกดส้นเท้าลงบนบั้นท้ายของเขาเต็มแรง
ร่างสูงใหญ่จมดิ่งลงมาจนสุดความยาวในคราวเดียว
ทั้งสองคนหลุดเสียงร้องออกมาพร้อมกัน เสียงหนึ่งแหลมสูง อีกเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่า ช่องทางรักบีบรัดตัวตนของเขาแน่นหนึบจนเขาต้องซบหน้าลงกับซอกคอเธอ หอบหายใจสะท้านราวกับคนกำลังจมน้ำ
"ผัวที่ดีหรือไม่ดี ฉันตัดสินเอง" เธอกระซิบข้างหูเขา เสียงสั่นแต่ชัด "ขยับ ผู้การ นี่คำสั่ง"
เขาเริ่มขยับกาย จังหวะแรกเชื่องช้าราวกับทหารใหม่ที่กำลังย่างกรายในสนามทุ่นระเบิด ถอนตัวตนออกครึ่งหนึ่งแล้วดันกระแทกกลับเข้าไปจนสุด พอถึงครั้งที่สามเขาก็เริ่มจับจังหวะได้ และเมื่อถึงครั้งที่สิบ ความเจ็บปวดของเธอก็มลายหายไปสิ้น หลงเหลือเพียงความสยิวที่แผ่ซ่านจากภายในเป็นวงกว้าง
เขาไม่ได้เร่งร้อน แต่จับจ้องใบหน้าของเธออยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่กระแทกเข้ามาจนสุด สายตาจะคอยสังเกตว่าดวงตาของเธอพร่าเลือนเพียงใด ริมฝีปากอิ่มเผยอออกอย่างไร ราวกับเกรงว่าหากกะพริบตาเพียงเสี้ยววินาที จะพลาดภาพอันงดงามที่ไม่มีวันได้เห็นอีกเป็นหนที่สอง
"ลืมตา" เขากระซิบ "ผมอยากดูเธอ"
ไป๋ลู่ปรือตาขึ้นมอง แล้วพบว่าชายหนุ่มกำลังสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดความสามารถ ท่อนแขนสั่นเทา สองกรามขบแน่น เพียงเพื่อจะยืดเวลาค้างคาอยู่ในกายเธอนานขึ้นอีกนิด เพียงเพื่อจะได้เฝ้ามองเธอต่อไปอีกหน่อย
ชาติภพก่อนเธอมีทุกสิ่งครอบครอง ทั้งบริษัท หุ้น หรือตึกสูงระฟ้าสามสิบชั้น แต่กลับไม่เคยมีใครมองเธอด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่เคยมีใครปรารถนาจะยืดค่ำคืนที่มีเธอให้ยาวนานขึ้นแม้เพียงนาทีเดียว คนสุดท้ายที่เธอดื่มไวน์ด้วยทำเพียงส่งยิ้มให้ในยามที่ประตูห้องเย็นปิดตายลง
ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ภาพใบหน้าของเขาพร่าเลือนไปชั่วอึดใจ ลมหายใจที่สะดุดขาดห้วงทำให้เขารู้สึกตัว "เจ็บหรือ"
"เปล่า" เสียงเธอขึ้นจมูก "ไม่เคยมีใคร... ต้องการฉันแบบนี้"
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะโน้มตัวลงจูบหางตาที่เปียกชื้นของเธออย่างแผ่วเบา ไล่เรื่อยลงมาจนถึงมุมปาก แล้วกระซิบชิดใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นราวกับกำลังประกาศคำสั่งรบ
"ตั้งแต่คืนที่เธอจับชีพจรผมกลางป่า ผมต้องการเธอทุกวัน"
คราวนี้ไม่มีความยับยั้งชั่งใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ชายหนุ่มรั้งเรียวขาของเธอขึ้นพาดบ่า แล้วโถมกายกระแทกเข้ามาอย่างลึกซึ้งและหนักหน่วงจนเตียงเตาอุ่นก่ออิฐสั่นสะเทือน เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังระรัวผสานกับเสียงน้ำหวานเฉอะแฉะ ผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดารินเลื่อนไถลลงไปกองกับพื้น ทุกครั้งที่ตัวตนของเขาจ้วงลึกเข้าไปจนสุดทาง ไป๋ลู่คล้ายเห็นประกายไฟระเบิดพรายอยู่หลังเปลือกตา
"อ๊า...อ๊า...แรง...แรงไป...ไม่...อย่าหยุด!"
"จะเอาแบบไหน" เขาหอบหายใจรัว แต่ไม่ยอมผ่อนจังหวะลงเลยแม้แต่น้อย
"เงียบ...อ๊ะ...แล้วทำต่อ!"
เขาหลุดหัวเราะ เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้านในอกอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน จากนั้นจึงโถมกายซอยถี่กระหน่ำเข้าใส่ไม่ยั้ง "เมีย... ไปด้วยกัน"
คำว่าเมียคือสิ่งสุดท้ายที่แว่วเข้าหูอย่างชัดเจน ก่อนที่ทุกอย่างในร่างกายของเธอจะระเบิดกระจายออกเป็นหนที่สอง ช่องทางรักบีบรัดตอดแก่นกายของเขาเป็นจังหวะถี่กระชั้น จนชายหนุ่มคำรามลั่นในลำคอ กระแทกย้ำลงมาอีกสามครั้งรุนแรง แล้วฝังตัวตนแช่นิ่งอยู่ลึกที่สุด ตัวตนอันเขื่องกระตุกเกร็งอยู่ภายในครั้งแล้วครั้งเล่า ปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนข้นคลักพุ่งทะลักเข้าไปจนล้นเอ่อเปรอะเปื้อนโคนขาของทั้งคู่
เขาทรุดกายลงมาทับร่างเธอไว้ หนักอึ้งราวกับหมีตัวใหญ่ หอบหายใจรดซอกคออย่างเหนื่อยอ่อน
"ผลการรักษา" เขาพึมพำกับไหล่เธอ "หมอว่ายังไง"
"ต้องตรวจซ้ำ" ไป๋ลู่ตอบกลับโดยไม่ลืมตา "ตัวอย่างเพียงครั้งเดียวสรุปผลไม่ได้ มันผิดหลักวิชาการ" เธอรับรู้ได้ถึงรอยยิ้มของเขาที่กดแนบลงกับผิวเนื้อ
ในช่วงพักระหว่างยกที่สองและสาม ไป๋ลู่หยัดกายลุกขึ้นไปตักน้ำดื่มจากกระบวยข้างโอ่ง แสงเทียนเล่มที่สองสาดส่องกระทบเศษกระดาษสี่ชิ้นที่ยังคงตกอยู่บนพื้นอิฐข้างหีบไม้ ลายมือเขียนด้วยมือซ้ายของเธอขาดวิ่นตรงกึ่งกลางคำว่า ‘เลิกได้’
เธอก้มลงเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้น พับซ้อนกันจนมีขนาดเล็กเท่าเล็บหัวแม่มือ ก่อนจะสอดมันเข้าไปในซับในของผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดาริน ตรงมุมที่รอยตะเข็บฝีมือแม่สามียังคงปริแยกปิดไม่สนิท
เสียงงัวเงียดังขึ้นจากบนเตียงเอ่ยถามว่าเธอกำลังทำอะไร "เก็บขยะค่ะ" เธอตอบกลับพลางคลานกลับขึ้นเตียง เข้าสู่อ้อมแขนกว้างที่อ้ารอรับอยู่แล้ว
เทียนแดงเล่มแรกมอดดับไปแล้ว เล่มที่สองเหลือเพียงตอสั้นกุด ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดบัดนี้ยับย่นยู่ยี่ ปรากฏรอยเลือดจางๆ ดวงหนึ่งตรงกลาง ตีสามครึ่ง บทรักยกที่สี่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นาน
ผนังห้องฝั่งทิศตะวันตกก็ถูกทุบเสียงดังปังปังปังจนฝุ่นปูนร่วงกราวลงมาจากรอยต่ออิฐ ฝูงหมูสามตัวของบ้านข้างๆ ส่งเสียงร้องอู๊ดอี๊ดรับส่งกันเป็นทอดๆ
"ผู้การไร้น้ำยา พ่อคุณ! จะให้คนทั้งหมู่บ้านหลับไหม!"