LNCrawler

ผ้าปูที่นอนของผู้การ

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ผ้าปูที่นอนของผู้การ

ป้าบ้านตะวันตกไม่ได้นอนเลยทั้งคืน

พอไก่ขันรอบแรก หล่อนก็หิ้วถังตรงไปยังบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ขอบตาดำคล้ำเป็นวงราวกับหมีแพนด้าในหนังสือพิมพ์ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก ที่นั่นมีชาวบ้านมารออยู่ก่อนแล้วห้าหกคน ทุกสายตาหันขวับมามองหล่อนเป็นตาเดียว ด้วยรู้ดีว่าบ้านของหล่อนตั้งอยู่ติดกับบ้านอิฐหลังใหม่

"เป็นอย่างไรบ้าง" ป้าบ้านตะวันออกกระซิบถาม นัยน์ตาเป็นประกายระยิบระยับ "เมื่อคืนเงียบเชียบเลยใช่ไหม น่าสงสารต้าหนิวจริงๆ"

ป้าบ้านตะวันตกกระแทกถังน้ำลงพื้นดังโครม "เงียบกับผีน่ะสิ!" หล่อนแผดเสียงลั่น "ฉันไม่ได้หลับเลยสักตื่น แม้แต่หมูในเล้ายังไม่ได้นอนสักตัว! ยันตีสี่! เตียงอิฐนั่นลั่นสะเทือนราวกับมีคนมาตอกเสาเข็ม ฉันทุบผนังเตือนไปตั้งหลายทียังไม่ยอมหยุด พอเงียบไปประเดี๋ยวเดียวก็เอาอีกแล้ว!"

รอบบ่อน้ำพลันเงียบกริบ มีเพียงเสียงถังน้ำที่ใครบางคนทำหลุดมือร่วงลงบ่อดังจ๋อม

"ไร้น้ำยาตรงไหน!" ป้าบ้านตะวันตกตบเข่าฉาดใหญ่ "หากอย่างนั้นเรียกว่าไร้น้ำยา ผัวฉันที่ตายไปคงเป็นขันทีมาทั้งชาติแล้ว!"

ไป๋ลู่ลืมตาตื่นเมื่อแสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหม่ ร่างกายระบมราวกับเพิ่งแบกหมูป่าสองร้อยชั่งขึ้นลงเขาเฮยเฟิงไปกลับสามรอบ ช่วงเอวปวดร้าว ส่วนต้นขาด้านในเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับเขยื้อน

พื้นที่ข้างกายว่างเปล่า แต่ฟูกที่นอนยังคงหลงเหลือไออุ่น

เธอยันตัวลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดารินเลื่อนไถลลงจากบ่า เผยให้เห็นรอยรักสีแดงช้ำเป็นจ้ำไล่ตั้งแต่ซอกคอลงไปถึงเนินอก รอยนิ้วมือใหญ่หนาทั้งห้านิ้วยังคงประทับแน่นอยู่บนสะโพกทั้งสองข้าง ชัดเจนราวกับตราประทับอนุมัติเอกสารสำคัญ

อดีตซีอีโอเครือลู่เซียนนั่งนิ่งงัน นึกย้อนไปถึงสิ่งที่ตัวเองเคยประเมินไว้เมื่อสองเดือนก่อน... ‘สามีไร้น้ำยา ไม่ต้องทำหน้าที่ภรรยา สามีในฝัน’

การประเมินความเสี่ยงครั้งนั้นนับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ... ทั้งสองชาติภพรวมกัน

เมื่อกวาดสายตาดูจึงพบว่าผ้าปูที่นอนหายไปจากเตียง ไป๋ลู่ขมวดคิ้ว ก่อนสะดุดหูกับเสียงน้ำสาดและเสียงพูดคุยจอแจที่ลอยมาจากลานหน้าบ้าน

เธอก้าวขาลงจากเตียงแล้วเกือบทรุดฮวบลงไปกอง ขาทั้งสองข้างสั่นระริกราวกับลูกกวางแรกเกิด หญิงสาวกัดฟันสวมเสื้อผ้า หยิบผ้าพันคอมาผูกปิดรอยช้ำที่ต้นคออย่างมิดชิด แล้วจึงพยุงร่างเดินไปที่ประตู ท่าเดินของเธอจำต้องแยกเข่าออกจากกันเล็กน้อยในทุกย่างก้าว

แต่ภาพเบื้องหน้าที่ลานบ้านกลับทำให้เธอต้องชะงักกึกอยู่ตรงธรณีประตู

ฮั่วเจิ้นเป่ย ผู้การกรมที่เจ็ด นั่งยองๆ อยู่ข้างกะละมังไม้ใบใหญ่กลางลานบ้าน แขนเสื้อยืดสีเขียวทหารพับรั้งขึ้นไปถึงหัวไหล่ สองมือกำลังขยี้ผ้าปูที่นอนสีขาวบนกระดานซักผ้าอย่างจริงจังราวกับกำลังถอดล้างทำความสะอาดปืนก่อนตรวจพล ฟองสบู่สีขาวกระเซ็นเปียกกางเกงของเขาไปครึ่งแข้ง

แต่ตรงกึ่งกลางผ้าผืนนั้น รอยเลือดสีแดงจางๆ ยังคงเด่นชัดล้างไม่ออก

เหนือรั้วไม้ไผ่รอบบ้านมีศีรษะของชาวบ้านโผล่พ้นขึ้นมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบหัว ทั้งพวกป้าๆ จากบ่อน้ำ ลุงแก่แบกจอบ หญิงสาวจากหน่วยผลิตที่เคยหัวเราะคิกคักยามเหมยเหมยปล่อยข่าวลือ และพวกเด็กๆ ที่ปีนป่ายอยู่บนขอบกำแพงดิน ทุกสายตาจับจ้องไปยังผ้าผืนเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นจึงเลื่อนมามองที่ไหล่ซ้ายของผู้การ ตรงนั้นปรากฏรอยฟันมนุษย์ประทับแน่นเป็นวงรูปจันทร์เสี้ยว ช้ำเขียวจนเห็นได้ชัดใต้แขนเสื้อที่พับขึ้น ส่วนที่ต้นคอด้านหลังมีรอยเล็บข่วนเป็นทางยาวสีแดงสามเส้นลากหายเข้าไปใต้ปกเสื้อ

"ตายๆ" ป้าบ้านตะวันออกรีบยกมืออุดปาก "นั่นมันรอยกัดนี่นา"

"หมีดำกัดผู้การเข้าแล้ว" ใครคนหนึ่งกระซิบกระซาบ

"แกจะให้หมีทำอะไรล่ะ จูบหรืออย่างไร!" ป้าบ้านตะวันตกตวาดเสียงแหบพร่า "บอกแล้วว่าไม่ได้นอนทั้งคืน!"

ไป๋ลู่อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปใต้บ้านอิฐสามพันก้อนนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด

ฮั่วเจิ้นเป่ยเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอพอดี สายตาคมกริบไล่จากใบหน้าแดงก่ำลามลงมาที่ผ้าพันคอ ก่อนจะหยุดอยู่ที่เรียวขาซึ่งยืนแยกกว้างกว่ายามปกติ มุมปากของชายหนุ่มหยักยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มประหนึ่งหมาป่าจ่าฝูงที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะซึ่งล่ามาได้สำเร็จ

"ตื่นแล้วหรือ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบปกติ ทว่าดังพอที่จะได้ยินไปถึงขอบรั้ว "ข้าวต้มอยู่ในหม้อ ไปกินเสียก่อน วันนี้ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอนพักผ่อนเถอะ"

"ผู้การ..." ไป๋ลู่เค้นเสียงลอดไรฟัน "ซักในบ้านไม่ได้หรือคะ"

"ในบ้านแสงสว่างไม่พอ" เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน สะบัดผ้าปูที่นอนเปียกโชกออกเต็มผืน แล้วกางมันพาดลงบนราวไม้ไผ่กลางลานบ้าน จงใจหันด้านที่มีรอยเลือดออกไปทางรั้ว

ชาวบ้านรอบรั้วพลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาพร้อมกัน

"เห็นไหม! ฉันบอกพวกป้าแล้ว!" หม่าเสี่ยวกังกระโดดตัวลอยขึ้นไปบนกองฟืน พลางชี้นิ้วไปรอบรั้ว "ฉันบอกแล้วว่าผู้การกางเต็นท์รบ! ไม่มีใครเชื่อฉันเลยสักคน! ป้าคนไหนพนันไข่ไก่ไว้สองฟอง เอามาจ่ายฉันเดี๋ยวนี้เลย!"

หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท้ายสุดรีบก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวหนีไปทางไร่ข้าวโพดทันที

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วตีนเขา ไป๋ลู่ยกมือขึ้นปิดหน้า แต่ไหล่สั่นเพราะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

แต่คนที่มาช้าที่สุดแต่กลับมีรอยยิ้มกว้างที่สุดย่อมไม่พ้นย่าเหลียง หญิงชราเดินก้าวมาจากกระท่อมหลังเก่าพร้อมตะกร้าใส่ไข่ไก่จนเต็มเปี่ยม ใต้รักแร้เหน็บไม้กวาดเอาไว้ รอยยิ้มกว้างงทำให้ริ้วรอยรอบดวงตาย่นพับเป็นจีบพัด ย่าหยุดยืนนิ่งอยู่ใต้ราวตากผ้า แหงนหน้ามองรอยเลือดจางๆ บนผืนผ้าปูที่นอนเนิ่นนานราวกับกำลังชื่นชมภาพวาดล้ำค่า ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่รอบรั้ว

"ใครที่เคยปากพล่อยบอกว่าหลานฉันจะเป็นม่ายทั้งเป็น!" ย่าเหลียงประกาศก้องเสียงดังฟังชัด "ก็ดูเสียให้เต็มตา! ตระกูลไป๋บ้านรองไม่เคยคว้าของไม่ดีมาทำพันธุ์!"

ไป๋ลู่อยากจะแทรกแผ่นดินหนีอีกรอบ

เบื้องหลังของย่าเหลียง ร่างผอมบางในชุดเสื้อสีเทาซีดเดินตามมาห่างๆ หลินเพ่ยอวิ๋นถือชามกระเบื้องเคลือบเปล่าใบหนึ่งในมือ อ้างว่าจะนำมาคืนเพราะเมื่อวานยืมใส่หมูตุ๋นกลับไปกินที่คอกวัว ปกติแล้วคนในคอกวัวต้องลงแปลงเกษตรตั้งแต่เช้าตรู่ คาดว่าหล่อนคงแอบละทิ้งหน้าที่หนีงานมาเป็นแน่

แม่สามีผู้ดีเก่าจากเซี่ยงไฮ้เดินผ่านราวตากผ้าไปโดยทำทีเป็นไม่เหลียวแล แต่ในจังหวะที่ก้าวผ่าน ไป๋ลู่กลับสังเกตเห็นหางตาของหล่อนตวัดกวาดขึ้นไปมองผ้าปูที่นอนผืนนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มุมปากซึ่งไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มมาหลายปีจะหยักยกขึ้นสูงจนแก้มปริ

"ใช้ได้..." หลินเพ่ยอวิ๋นพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาด้วยสำเนียงเซี่ยงไฮ้ "ไม่เสียชื่อคนตระกูลฮั่วจริงๆ"

จากนั้นจึงหันมาเผชิญหน้ากับลูกสะใภ้ ตั้งท่าจะพูดตำหนิเหมือนเช่นทุกครา แต่พอเหลือบเห็นผ้าพันคอที่พันไว้อย่างแน่นหนาท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ประกอบกับท่ายืนแยกขาที่ดูขัดตา คุณนายเซี่ยงไฮ้จึงเปลี่ยนใจ ยัดชามกระเบื้องเปล่าใส่มือเธอแทน "คืนนี้ต้มน้ำขิงแช่เท้าเสีย" หล่อนพูดรัวเร็วแล้วหมุนตัวเดินกลับไปทันที "ไอ้ลูกคนนี้มันบ้าพลังเหมือนพ่อไม่มีผิด"

ไป๋ลู่ยืนถือชามเปล่าค้างไว้ ไม่แน่ใจนักว่าเมื่อครู่ตนเองเพิ่งถูกด่าทอหรือได้รับความห่วงใยกันแน่

ข่าวคราวแพร่สะพัดไปถึงบ้านใหญ่ก่อนเวลาเที่ยงวัน ไป๋เหมยเหมยนั่งแหมะอยู่หลังเล้าไก่ของบ้านใหญ่ สองมือขยำชายกระโปรงสีแดงที่ขาดวิ่นเป็นทางยาวจากเหตุการณ์เมื่อวาน พลางเงี่ยหูฟังพวกป้าๆ ที่เดินผ่านหน้าบ้านป่าวประกาศเรื่องราวกันลั่น ทั้งเรื่องรอยฟันบนไหล่ของผู้การ เรื่องผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือด และเรื่องเสียงเตียงอิฐลั่นสะเทือนจนหมูไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ฟันของหล่อนขบเข้าหากันแน่นจนกรามปวดร้าว เมื่อสองเดือนก่อน ผู้ชายคนนั้นควรจะเป็นของหล่อนแท้ๆ หล่อนเป็นฝ่ายเลือกเขาก่อนด้วยซ้ำ ทั้งยังสะสวยกว่า อ่านออกเขียนได้ ผิวพรรณก็ขาวผ่องกว่า แต่เพียงเพราะจดหมายเตือนสติจากพี่สาวลูกพี่ลูกน้องฉบับเดียว หล่อนกลับรีบโยนเขาคืนกลับไปราวกับโยนหัวมันเทศเน่าทิ้ง

แต่สุดท้ายนางหมีดำนั่นกลับเก็บมันเทศหัวนั้นขึ้นมาปอกเปลือก แล้วพบว่าข้างในเป็นทองคำแท่งบริสุทธิ์!

"พี่เขียนมาบอกเองแท้ๆ!" เหมยเหมยเค้นเสียงลอดไรฟัน นึกถึงข้อความในจดหมายของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องที่เป็นพยาบาล "ว่าหมอเซี่ยเป็นคนยืนยันเองกับมือว่าเขาไม่มีทางรักษาหาย!"

หากหมอเซี่ยผู้นั้นวินิจฉัยผิดพลาด ย่อมแปลว่าต้องมีใครบางคนจงใจทำให้เขาดูเหมือนคนพิการไร้หนทางรักษา เหมยเหมยไม่ได้คิดลึกซึ้งไปถึงขั้นนั้น หล่อนคิดได้เพียงว่าโรงพยาบาลทหารตั้งอยู่ในค่าย และค่ายทหารแห่งนั้นก็อยู่ใกล้กับบ้านพักของผู้การมากกว่าหมู่บ้านไป๋สือโกวแห่งนี้หลายเท่านัก

หล่อนหยัดกายลุกขึ้น ปัดเศษฝุ่นผงออกจากกระโปรง แล้วเดินตรงเข้าไปหาผู้เป็นแม่ทันที

ครั้นตกบ่าย ไป๋ลู่นั่งอยู่บนขอบเตียงอิฐในห้องฝั่งตะวันตก ค่อยๆ บรรจงทาขี้ผึ้งสมุนไพรที่ผสมขึ้นเองจากเรือนกระจกลงบนรอยฟันที่ไหล่ซ้ายของสามี

"ซักผ้ากลางลานบ้าน แถมยังตากโชว์คนทั้งหมู่บ้านอีก" เธอบ่นอุบ พลางกดนิ้วทาขี้ผึ้งลงบนรอยช้ำแรงกว่าปกติเล็กน้อย "ผู้การคิดอะไรอยู่กันแน่คะ"

ชายหนุ่มไม่มีอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย "ตั้งแต่มีข่าวลือเรื่องนั้น" เขาพูดช้าๆ "คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันคิดว่าเธอแต่งงานกับผู้ชายพิการไม่สมประกอบ พวกเขาคงตราหน้าเรียกเธอว่าเป็นม่ายทั้งเป็นไปอีกสิบปี"

มือของไป๋ลู่ชะงักค้างอยู่บนบ่ากว้างของเขา

"ผมพูดไม่เก่ง" ฮั่วเจิ้นเป่ยเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเธอ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นนิ่งสนิทและล้ำลึก "จึงต้องปล่อยให้ผ้าผืนนั้นพูดแทน"

ไป๋ลู่อ้าปากค้างแล้วจำต้องหุบลง ชาติภพก่อนมีคนรอบตัวมากมายที่ยอมเสียเงินทองเพื่อเธอได้ แต่กลับไม่มีใครยอมเสียหน้าเพื่อเธอเลยสักคน แต่ผู้การคนนี้เพิ่งจะยอมเอาศักดิ์ศรีของตัวเองไปแขวนประจานไว้บนราวตากผ้าต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเพื่อปกป้องเธอ

"ลงทุนผ้าผืนเดียว แต่ได้ผลตอบแทนกลับคืนมาทั้งหมู่บ้าน..." เธอพึมพำเสียงแผ่วเบากว่ายามปกติ "ผู้การเก่งกว่าที่ฉันคิดเสียอีกนะ"

"อืม" เขาคว้ากุมมือบางที่ยังค้างอยู่บนไหล่ของตนขึ้นมาประทับจูบลงบนปานแดงรูปหมาป่าที่ข้อมือของเธอ "ก็เธอเป็นคนสอนเองไม่ใช่หรือ"

หัวใจของไป๋ลู่พลันเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครา แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยปากโต้เถียงกลับ เสียงกระดิ่งจักรยานก็ดังกรุ๊งกริ๊งมาจากหน้ารั้วบ้าน ตามด้วยเสียงแหบเครือของลุงบุรุษไปรษณีย์ประจำคอมมูนที่ตะโกนเรียกชื่อผู้การเสียงดังลั่นอยู่สองรอบ

โทรเลขด่วนไม่เคยส่งตรงมาถึงหมู่บ้านไป๋สือโกวรวดเร็วปานนี้ ลุงไปรษณีย์ยืนปาดเหงื่ออยู่หน้าประตูห้องพลางบอกว่าทางที่ทำการคอมมูนกำชับให้รีบปั่นจักรยานมาส่งทันทีเพราะหัวกระดาษระบุชัดเจนว่าเป็นของกองพลทหาร ก่อนจะยื่นแผ่นกระดาษสีเหลืองซีดส่งให้

ฮั่วเจิ้นเป่ยรับกระดาษแผ่นนั้นไปกวาดสายตาอ่าน สีหน้าของเขาไม่ได้แปรเปลี่ยน แต่ไป๋ลู่กลับสังเกตเห็นสันกรามของเขาขบแน่น

"ทางค่ายเรียกตัวด่วน" เขาพูด "วันลาที่เหลือทั้งหมดถูกยกเลิก ต้องเดินทางกลับภายในสามวัน"

ไป๋ลู่พยักหน้ารับช้าๆ เธอรู้อยู่แก่ใจดีว่าวันนี้อย่างไรก็ต้องมาถึง ทหารระดับผู้การกรมไม่มีทางปลีกตัวมาอยู่หมู่บ้านชนบทได้เป็นเดือนๆ เธอเตรียมใจยอมรับไว้ตั้งแต่แรกที่ตอบตกลงแต่งงานแล้วว่า สามีที่เป็นทหารก็คือสามีที่ได้อยู่บ้านเพียงปีละไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

แต่เขายังไม่ได้วางกระดาษแผ่นนั้นลง นิ้วเลื่อนชี้ลงไปยังบรรทัดสุดท้าย ก่อนจะยื่นโทรเลขแผ่นนั้นส่งมาตรงหน้าเพื่อให้เธอได้อ่านด้วยตัวเอง

ข้อความในบรรทัดนั้นพิมพ์ระบุไว้สั้นๆ ตามภาษาราชการ... ให้ภรรยาของผู้การกรมที่เจ็ดย้ายตามไปพำนัก ณ บ้านพักครอบครัวทหารของกองพลยี่สิบสามพร้อมสามี ลงนามผู้ออกคำสั่ง... ผู้การกองพล ‘เซี่ยหย่งเฉิง’