LNCrawler

ส่งท้ายหมู่บ้าน

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ส่งท้ายหมู่บ้าน

ยาลูกกลอนสีน้ำตาลเข้มเก้าสิบเม็ด เรียงรายอยู่ในกล่องไม้สนสามชั้น ชั้นละสามสิบเม็ด

ไป๋ลู่ปั้นทุกเม็ดด้วยมือตัวเองเมื่อคืน แกนในคือผงยาจากแผงยาอัดเม็ดในตู้ชั้นสามของคลังกลาง บดละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับน้ำผึ้งป่า ผงโสมจากเรือนกระจก และแป้งข้าวเหนียวคั่ว ตากลมจนผิวแห้งด้าน ไม่มีใครในยุคนี้ดูออกว่าแกนกลางของมันมาจากโรงงานยาในอีกห้าสิบปีข้างหน้า

"วันละเม็ด หลังอาหารเช้า" เธอวางกล่องลงตรงหน้าพี่ชาย "หากเจ็บหน้าอกตอนกลางคืน ให้อมเม็ดเล็กในถุงผ้าแดงใต้ลิ้น แล้วรีบส่งเสี่ยวหู่ไปตามหมอเฒ่าหยาง"

ไป๋อวิ๋นโจวพลิกกล่องดู นิ้วเรียวซีดลูบขอบไม้ที่ขัดจนเรียบพลางยิ้มบางๆ อย่างที่มักทำทุกครั้งยามรู้อะไรมากกว่าที่พูด "ปู่หมอในฝันขยันจริงนะ คืนเดียวปั้นได้ถึงเก้าสิบเม็ด"

"ปู่หมอในฝันไม่ต้องนอน"

"งั้นฝากขอบคุณท่านด้วย" เขาเก็บกล่องใส่ย่าม "ไปเถอะ ทางนี้พี่จัดการเอง ใครขยับเขยื้อนอะไร พี่จะเขียนจดหมายไปบอก ส่วนของที่ต้องส่งให้ลุงเถาในอำเภอ พี่จะไปส่งเอง"

ผู้ชายที่หัวใจพร้อมจะหยุดเต้นได้ทุกฤดูหนาวไม่เคยเอ่ยถามเธอสักคำว่าเข็มกับยาพวกนี้มาจากไหน สำหรับไป๋ลู่แล้ว นั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดที่พี่ชายคนหนึ่งจะมอบให้ได้

การประชุมครอบครัวบ้านรองจัดขึ้นหลังมื้อเย็น ตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเดียวตั้งเด่นอยู่กลางโต๊ะ ไป๋ลู่คลี่ห่อผ้าออก เผยให้เห็นเงินปึกหนึ่งกับคูปองอีกหลายสิบใบ ซึ่งเป็นเงินจากการขายโสมป่าและส่วนแบ่งจากตรอกโรงสี

"ต่อจากนี้ ย่าเป็นคนคุมเงินทั้งหมด" เธอผลักห่อผ้าไปตรงหน้าหญิงชรา "ใครจะใช้ต้องมาขอที่ย่า ย่าต้องจดทุกรายการ แล้วสิ้นเดือนให้พี่อวิ๋นโจวตรวจอีกที"

"ไม่กลัวฉันโกงเรอะ" ย่าถาม

"คนที่ยอมเอาสินเดิมจากบ้านเดิมมาจุนเจือบ้านนี้ถึงสามสิบปี แถมยังจดบัญชีละเอียด โกงไม่เป็นหรอกค่ะ ฉันเลือกซีเอฟโอเป็น" ไป๋ลู่ยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นย่าขมวดคิ้ว "คนคุมเงินน่ะค่ะย่า ในฝันเขาเรียกกันแบบนั้น"

ย่าเหลียงค้อนขวับ แต่กลับรวบห่อผ้าเข้าไปกอดไว้แนบอก

พ่อได้บ่วงรูดสำหรับดักสัตว์ตามแนวร่องเขาตะวันออก หากล่าสัตว์ได้เกินสองตัวต่อสัปดาห์ต้องส่งสหกรณ์เพื่อแลกแต้ม ห้ามแอบขายเด็ดขาด "เพราะป้าต้าเฟิ่งยังคอยสอดรู้สอดเห็น" ส่วนแม่ได้งานเย็บเสื้อของหน่วยผลิตยี่สิบตัวกับยาพอกหลังอีกหนึ่งโถ โดยพ่อถูกสั่งให้คอยกดจุดที่เอวให้แม่ทุกคืน "เบาๆ หน่อยนะพ่อ พ่อมือหนักเหมือนช่างตีเหล็กไม่มีผิด" พ่อหน้าแดงก่ำ แม่ก้มหน้าอมยิ้มอายๆ ขณะที่ย่าใช้ด้ามไม้กวาดเคาะหลังลูกชายไปทีหนึ่งตามความเคยชิน

"แล้วผมล่ะ" เสี่ยวหู่คลานออกมาจากใต้โต๊ะ ดวงตากลมโตแดงก่ำมาตั้งแต่บ่าย

ไป๋ลู่อุ้มน้องชายขึ้นมานั่งตัก "เสี่ยวหู่เป็นหน่วยสอดแนม คอยดูว่าใครมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเรา จำหน้าพวกนั้นไว้แล้วไปบอกพี่อวิ๋นโจว"

เด็กชายสะอื้น หันไปมองชายร่างโตที่มุมห้อง "พี่เขยห้ามรังแกพี่สาวผมนะ"

ฮั่วเจิ้นเป่ยพยักหน้ารับอย่างจริงจังราวกับกำลังรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา "รับทราบครับผม"

ร่องรอยที่ไป๋ลู่เฝ้ารอ ปรากฏขึ้นในตอนสายของวันที่สอง ปู่ไป๋ต้าฝูเดินนำหน้าเข้ามาในรั้วบ้านอิฐ กระแทกไม้เท้าลงพื้นดินเสียงดังตึกๆ ทุกย่างก้าว ด้านหลังมีป้าต้าเฟิ่งที่แก้มข้างหนึ่งยังบวมเป่ง กับเถี่ยจู้ที่แบกห่อผ้านวมพะรุงพะรัง ท่าทางเหมือนเตรียมย้ายสำมะโนครัวมาแล้วครึ่งทาง

"ผู้การกำลังจะไป ต้าหนิวก็ต้องตามผัวไป" ปู่ประกาศกร้าวกลางลานบ้าน "บ้านอิฐสามห้องนี้สร้างบนที่ดินตระกูลไป๋ ฉันคือหัวหน้าตระกูล! ห้องตะวันออกต้องยกให้เถี่ยจู้ มันโตเป็นหนุ่มแล้ว ต้องมีห้องส่วนตัว"

"ใช่!" ป้าต้าเฟิ่งรีบเสริม ลมรั่วออกทางช่องฟันที่หลุดหายจนเสียงพูดกลายเป็นเสียงหวีดแหลม "จะปล่อยบ้านว่างไว้ทำไม"

ย่าเหลียงคว้าไม้กวาดหมับ พ่อลุกพรวดขึ้นทันที แต่ก่อนที่ไป๋ลู่จะได้อ้าปาก ฮั่วเจิ้นเป่ยก็ก้าวออกมาจากห้องตะวันตก ในมือถือซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่ง

เขาไม่เอ่ยคำใด เพียงดึงกระดาษสองแผ่นออกมาส่งให้ผู้ใหญ่บ้านฉิน ซึ่งย่าแอบส่งเสี่ยวหู่วิ่งไปตามตัวมาตั้งแต่ตอนที่เห็นปู่เดินมา

กระดาษแผ่นแรกคือใบเสร็จค่าอิฐสามพันก้อนจากเตาเผาของคอมมูน ซึ่งออกในนามครัวเรือนไป๋กุ้ยซาน แผ่นที่สองคือบันทึกข้อตกลงการสร้างบ้าน ระบุชัดเจนว่าบ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินที่จัดสรรให้บ้านรองในวันแยกบ้าน โดยใช้เงินส่วนตัวของฮั่วเจิ้นเป่ยกับไป๋ลู่ ถือเป็นทรัพย์สินของครัวเรือนไป๋กุ้ยซานซึ่งมีสถานะเป็นครอบครัวทหาร ท้ายกระดาษประทับตราหน่วยผลิตพร้อมลายเซ็นของผู้ใหญ่บ้านฉิน

และที่สำคัญที่สุดคือ ลายนิ้วโป้งสีแดงชาดเด่นหราในช่องพยาน... ในฐานะหัวหน้าตระกูลไป๋

ผู้ใหญ่บ้านฉินหรี่ตามองรอยหมึกแดงนั้นทันทีที่มาถึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองปู่ไป๋

"ในวันงานแต่งงาน" ฮั่วเจิ้นเป่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ปู่ดื่มไปสามจอก ผมจึงขอให้ปู่ช่วยลงนามเป็นพยานในฐานะหัวหน้าตระกูล ปู่บอกเองว่าเรื่องแค่นี้หัวหน้าบ้านย่อมจัดการให้ได้ แล้วปู่ก็กดลายนิ้วมือด้วยตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่บ้านนั่งเป็นพยานอยู่ข้างๆ"

ไป๋ลู่หันขวับไปมองสามี เธออุตส่าห์เตรียมแผนการรับมือไว้ถึงสามชั้น นึกไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มจะวางบ่วงดักไว้ก่อนแล้วชั้นหนึ่ง ตั้งแต่ตอนที่เธอยังยืนเฝ้าหม้อข้าวอยู่ในครัวเสียอีก

ใบหน้าของปู่ไป๋ต้าฝูแปรเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นเทาคล้ำในสามอึดใจ หากจะแย้งว่าไม่ได้กด ก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเองเมามายจนขาดสติในงานแต่งงานของทหารต่อหน้าภาพของท่านประธาน แต่หากจะบอกว่ากดแล้วไม่นับ ก็เท่ากับประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าคำพูดของหัวหน้าตระกูลไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย

"ในเมื่อหัวหน้าตระกูลกดลายนิ้วมือแล้ว" ฮั่วเจิ้นเป่ยพับกระดาษเก็บเข้าซองอย่างเป็นระเบียบ "หัวหน้าตระกูลคงไม่คิดจะคืนคำกระมัง"

ย่าเหลียงวางไม้กวาดลงข้างตัวอย่างนึกเสียดาย ก่อนจะควักสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อ เลียปลายดินสอเบาๆ "วันนี้บ้านใหญ่มาขอยืมห้อง แต่ไม่ได้ไป ฉันจดบัญชีหนี้แค้นไว้เรียบร้อยแล้ว"

ปู่ไป๋หันหลังเดินกลับออกไปโดยไม่เอ่ยปากอีกแม้แต่คำเดียว ไม้เท้าในมือไม่ได้กระแทกดินเสียงดังอีกแล้ว มันถูกลากครูดไปตามพื้นดินอย่างหมดแรง เถี่ยจู้หอบห่อผ้านวมเดินตามหลังต้อยๆ ส่วนป้าต้าเฟิ่งที่ยืนรั้งท้ายอ้าปากเตรียมจะพ่นคำด่า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหากพูดออกไปจะมีแต่เสียงลมรั่วไร้น้ำหนัก หล่อนจึงจำต้องหุบปากลงฉับ

"ผู้การวางบ่วงเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ" ไป๋ลู่กระซิบถามข้างหู

"เรียนรู้จากเมีย" เขาเก็บซองกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อพลางติดกระดุมทับอย่างเป็นระเบียบ

ในคืนสุดท้าย ไป๋ลู่กับฮั่วเจิ้นเป่ยพากันเดินลัดเลาะผ่านสวนข้าวโพดมุ่งตรงไปยังคอกวัว ในตะกร้าสานมีซาลาเปาไส้เนื้ออุ่นๆ ยี่สิบลูก ผ้าห่มผืนหนาสองผืน และยาสามัญประจำบ้านที่ห่อด้วยกระดาษธรรมดาอย่างมิดชิดทุกเม็ด

นายพลฮั่วกั๋วตงเคี้ยวซาลาเปาลูกที่สามจนหมด แล้วเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย "เรื่องโทรเลขฉบับนั้นฉันรู้เรื่องแล้ว เซี่ยหย่งเฉิงเป็นคนเซ็นอนุมัติเองสินะ มันคงอยากให้เมียของแกอยู่ในสายตาตลอดเวลา คนที่ส่งพวกเรามานอนในคอกวัวซอมซ่อแห่งนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก"

ไป๋ลู่สลักชื่อนั้นไว้ในใจ... เซี่ยหย่งเฉิง หากเศษหนามในผ้าพันแผลเปรียบเสมือนรอยเท้าที่ทิ้งไว้ ชายผู้นี้ก็คงเป็นหมาป่าจ่าฝูงที่เธอยังไม่เคยเผชิญหน้า

"ไอ้เซี่ยน่ะไม่เท่าไหร่หรอก มันเป็นแค่หมาป่าที่ชอบเห่าก่อนจะกัด" ทหารเฒ่าหันมาสบตากับลูกสะใภ้ "แต่คนที่ต้องระวังให้ดีคือเมียของมันต่างหาก"

"ผู้หญิงคนนั้นยิ้มหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษ" หลินเพ่ยอวิ๋นเอ่ยสมทบแทนสามี น้ำเสียงในยามนี้ไม่มีแววประชดประชันหลงเหลืออยู่เลย "ตอนที่เซี่ยหย่งเฉิงยังเป็นแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพ่อแก คุณนายเหมิงชิวชวนฉันไปดื่มน้ำชาทุกสัปดาห์ แล้วก็เอาทุกคำที่ฉันหลุดปากพูดไปเล่าให้ผัวหล่อนฟัง จนพวกมันเขียนรายงานกล่าวหาพ่อแกได้เป็นเล่มๆ หากหล่อนหัวเราะเยาะว่าเธออ้วนท้วนหรือเป็นแค่สาวบ้านนอก เธอก็จงยิ้มรับไว้ อย่าได้แสดงออกให้หล่อนรู้เด็ดขาดว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่"

"คุณแม่เป็นห่วงฉันหรือคะ"

"ฉันแค่ห่วงชื่อเสียงของตระกูลฮั่วต่างหาก" แม่สามีสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง แต่ปลายนิ้วที่หยาบกร้านและมีรอยเข็มแทงกลับกระชับผ้าห่มผืนใหม่ในมือแน่นขึ้น

หมอเฒ่าหยางซึ่งนั่งหลังตรงสงบนิ่งอยู่มุมคอกวัว ยกห่อยาขึ้นมาดมพิสูจน์อยู่นาน "ตัวยาสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าร้านยาใหญ่ๆ ในปักกิ่งเสียอีก คนที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้เธอเป็นใครกัน"

"ปู่หมอในฝันค่ะ"

หมอเฒ่าจ้องมองเธอเนิ่นนานจนหญิงสาวเกือบจะหลบสายตา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ พลางเก็บห่อยาเข้าอกเสื้อโดยไม่ซักไซ้สิ่งใดอีก

รุ่งสางของวันที่สาม รถบรรทุกทหารสีเขียวเข้มแล่นมาจอดรออยู่หน้าบ้านอิฐตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ชายที่กระโดดลงมาจากเบาะคนขับคือหลี่ต้าจ้วง ทหารหนุ่มที่เคยตะโกนเรียกเธอว่าโจรป่าเสียงดังลั่นบนเขาเฮยเฟิง บัดนี้ร่างกายของเขาซูบผอมลงไปถนัดตา เขาเดินตรงเข้ามาหยุดตรงหน้าไป๋ลู่ แล้วทรุดเข่าลงบนพื้นดินทันที

"ผมไปกลืนแป้งเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลมณฑลมาแล้วครับพี่สะใภ้!" เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ "มีก้อนเนื้อร้ายอยู่จริงๆ โชคดีที่มันยังเล็กและยังไม่ลาม หมอนัดผ่าตัดหลังฤดูเกี่ยวข้าว บอกว่าหากปล่อยทิ้งไว้เกินครึ่งปีคงไม่รอดชีวิตแน่"

ไป๋ลู่เอื้อมมือไปจับชีพจรของเขาตามสัญชาตญาณ สัมผัสได้ว่ายังคงติดขัดตรงตำแหน่งกระเพาะ แต่เต้นแรงและเป็นจังหวะมั่นคงกว่าวันนั้นมาก "งดเหล้า งดของหมักดองทุกชนิด แล้วก็ลุกขึ้นเถอะ ฉันไม่ใช่เจ้าแม่มาจากไหน"

"พี่สะใภ้นี่แหละคือเจ้าแม่ในใจของผม!" หลี่ต้าจ้วงลุกขึ้นยืนตรงแล้วทำความเคารพอย่างแข็งขัน "หากใครในค่ายกล้าพูดจาไม่ดีถึงพี่สะใภ้ ผมจะหักคอมันเอง!"

หีบไม้เพียงใบเดียวถูกยกขึ้นไปไว้ท้ายรถ ผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดาริน มีดพับด้ามเขากวาง และสมุดบันทึกการรักษาเล่มเล็ก... ทรัพย์สินทั้งหมดที่เธอมีบนโลกใบนี้สามารถบรรจุลงในหีบใบเดียวได้อย่างพอดิบพอดี แต่ที่หน้าประตูบ้านกลับมีคนในครอบครัวยืนส่งกันพร้อมหน้า ย่าถือไม้กวาดคาไว้ พ่อกำหมัดแน่นเพื่อสะกดอารมณ์ แม่หลั่งน้ำตาเงียบๆ พี่อวิ๋นโจวโบกมือให้อย่างช้าๆ ส่วนเสี่ยวหู่วิ่งตามรถไปจนสุดแนวรั้วบ้าน

รถบรรทุกแล่นผ่านบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ผ่านพ้นต้นหลิวใหญ่ตระหง่าน แต่พอถึงทางแยกปากทางเข้าหมู่บ้าน หลี่ต้าจ้วงกลับต้องเหยียบเบรกกะทันหัน

ร่างผอมบางในชุดเสื้อลายดอกยืนขวางอยู่กึ่งกลางถนนดิน ไป๋เหมยเหมยหิ้วกระเป๋าผ้าใบใหม่เอี่ยม เส้นผมถักเปียเรียบร้อยผูกด้วยโบสีแดงสดเส้นใหม่ หล่อนเดินอ้อมมาหยุดที่ข้างหน้าต่างฝั่งที่ไป๋ลู่นั่งอยู่ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นพลางส่งยิ้มหวานหยด

"ฉันได้งานที่โรงพยาบาลทหารแล้วนะต้าหนิว พี่ถานเป็นคนฝากฝังให้เอง แถมหมอเซี่ยยังเซ็นอนุมัติรับเข้าทำงานด้วยตัวเองกับมือเลยด้วย"

ไป๋ลู่ปรายตามองกระเป๋าผ้าใบนั้น ตราประทับสีแดงชาดของโรงพยาบาลทหารบนใบตอบรับตัวที่โผล่พ้นปากกระเป๋าออกมาระบุตำแหน่งไว้ชัดเจน... 'ลูกจ้างชั่วคราว' โรงพยาบาลทหารไม่มีทางรับลูกสาวชาวนาเข้าทำงานเพียงเพราะมีญาติเป็นแค่พยาบาลเวรแน่ นอกเสียจากว่าจะมีผู้มีอำนาจที่เหนือกว่านั้นจงใจดึงตัวหล่อนไปไว้ใกล้หูใกล้ตา

ไป๋เหมยเหมยสังเกตเห็นสายตาคู่นั้น นิ้วเรียวแสร้งเลื่อนไปม้วนปลายผมเปียเล่นแก้เก้อ แต่รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้ากลับไม่ยอมเลือนหาย

"แล้วเจอกันที่ค่ายทหารนะ"