LNCrawler

ราชินีบ้านพักทหาร

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ราชินีบ้านพักทหาร

บ้านพักครอบครัวทหารของกองพลยี่สิบสามเป็นเรือนแถวอิฐแดงยาวหกแถว เรียงรายเป็นระเบียบราวกับทหารเข้าแถวตรวจพล ไป๋ลู่ยกหีบไม้ลงจากท้ายรถบรรทุกด้วยมือเดียว พลางยืนมองห้องพักที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลาธิการชี้ให้

มันคือห้องสุดท้ายของแถวที่หก ตั้งอยู่โดดเดี่ยวด้วยขนาดไม่ถึงสิบห้าตารางเมตร ด้านหนึ่งติดกับกองถ่านหินของโรงครัวรวม ส่วนอีกด้านห่างจากส้วมสาธารณะของบ้านพักไม่ถึงยี่สิบก้าว ยามสายลมพัดผ่านคราใด กลิ่นปฏิกูลโชยตามมาทุกที

"ตามระเบียบ ผู้การกรมต้องได้สองห้องในแถวหนึ่ง" ฮั่วเจิ้นเป่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

เจ้าหน้าที่พลาธิการหนุ่มเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า เขาละล่ำละลักก้มอ่านกระดาษในมือ "รายงานผู้การ ห้องแถวหนึ่งจัดสรรให้ครอบครัวรองผู้ตรวจการการเมืองไปแล้วเมื่อวานครับ เป็นคำสั่งจาก... จากที่ประชุมฝ่ายพลาธิการกองพล ห้องอื่นยังไม่ว่างเลยครับ"

ฮั่วเจิ้นเป่ยขยับก้าวออกไปเบื้องหน้า ทว่าไป๋ลู่กลับยื่นมือไปคว้าแขนเสื้อเขาไว้ได้ทัน "ผู้การจะไปไหนคะ"

"ไปถามให้รู้เรื่อง"

"ถามแล้วได้อะไรคะ" เธอระงับเสียงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ได้ยิน "ผู้การกรมที่เพิ่งกลับจากลาแต่งงาน บุกไปทะเลาะเรื่องห้องพักกว้างแคบต่อหน้าฝ่ายพลาธิการ คืนนี้คนทั้งกองพลจะนินทาว่าอย่างไร? ว่าผู้การฮั่วรักความสุขสบาย ได้เมียแล้วเหลิง หรือไม่เคารพระเบียบวินัย?"

ชายหนุ่มก้มมองเธอ กรามแกร่งยังคงขบแน่นจนเป็นสัน

"นี่คือบ่วง" ไป๋ลู่เอ่ยเตือนสติ "คนวางกับดักอยากให้ผู้การเดินเข้าไปเอง ฉันเป็นพรานป่า ไม่มีวันเดินเข้าบ่วงที่เห็นอยู่ทนโท่เด็ดขาด"

เธอหันกลับไปส่งยิ้มละมุนให้เจ้าหน้าที่หนุ่ม "ห้องนี้ดีมากค่ะ ใกล้โรงครัว ขนถ่านสะดวก ขอบคุณฝ่ายพลาธิการด้วยนะคะ"

นายทหารหนุ่มอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปราวกับนักโทษที่เพิ่งได้รับอภัยโทษ

ห้องพักซอมซ่อที่ถูกทิ้งร้างมานานมีหยากไย่เกาะเต็มเพดาน เตาถ่านร้าวเป็นทางยาว หน้าต่างกระจกแตกชำรุดไปช่องหนึ่ง ไป๋ลู่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง แล้วลงมือจัดการปัดกวาดเช็ดถูราวกับพรานป่าที่กำลังรื้อกระท่อมร้างกลางขุนเขาก่อนพายุหิมะจะมาเยือน

เธอยกเตียงไม้ทั้งหลังออกไปตั้งกลางลานกว้างเพื่อเคาะฝุ่นด้วยสองมือเปล่าเพียงลำพัง ทหารสองนายที่เดินผ่านมาถึงกับชะงักเท้าอ้าปากค้างจนเกือบเดินชนกันเอง จากนั้นหญิงสาวก็ขนดินเหนียวมาปะรอยร้าวของเตาถ่าน ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์เก่ามาบุผนังรอบเตียง ถูพื้นอิฐจนสะอาดหมดจดเผยให้เห็นสีแดงดั้งเดิม แล้วจึงนำผ้าห่มปักลายเป็ดแมนดารินมาปูลงบนเตียงเป็นขั้นตอนสุดท้าย

งานทั้งหมดเสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง

ฮั่วเจิ้นเป่ยยืนพิงวงกบประตูพลางกอดอก สายตาที่จับจ้องภรรยาทำงานนั้นเป็นแววตาแบบเดียวกับที่นายทหารระดับสูงใช้เฝ้ามองหน่วยรบชั้นยอดกำลังฝึกซ้อมรบ

"ผู้การยืนดูเฉยๆ ทำไมคะ" ไป๋ลู่ยกลูกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก "ไปขนถ่านหินมาได้แล้วค่ะ"

"อืม" เขาตอบรับ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน "ขอฉันดูอีกหน่อย"

ก๊อกน้ำรวมของบ้านพักตั้งอยู่บริเวณหัวแถวที่สาม ยามเย็นเช่นนี้มักเป็นช่วงเวลาที่เหล่าแม่บ้านทหารมารวมตัวกันล้างผัก ซักผ้า และจับกลุ่มซุบซิบ ไป๋ลู่หิ้วถังเหล็กสองใบเดินเข้าไปใกล้ในจังหวะที่วงสนทนากำลังออกรสชาติร้อนแรงที่สุดพอดี

"ได้ยินว่าเป็นลูกสาวชาวนาในป่าในเขา ตัวหนักตั้งเป็นร้อยกิโลเชียวนะ"

"ก็ต้องเลือกคนแบบนั้นแหละ ในเมื่อผู้การเขากลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว ใครที่ไหนจะยอมแต่งงานด้วย"

"หมอเซี่ยเป็นคนพูดเองกับปากเลยนะ ว่าไม่มีทางรักษาหาย..."

"เมียผู้การอ้วนเผละ" หญิงคนหนึ่งหัวเราะคิกคัก "ส่วนผู้การก็ไร้น้ำยา ช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก"

เสียงหัวเราะร่าพลันดับวูบลงทันทีที่ไป๋ลู่วางถังเหล็กกระทบพื้นเสียงดังข้างก๊อกน้ำ เธอยิ้มแย้มให้ทุกคนทีละคน เป็นรอยยิ้มละไมทว่าทรงพลังจนทำให้คนที่ถูกจ้องมองต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาไปเอง

ข่าวลือในหมู่บ้านอาจมอดดับไปพร้อมกับผ้าปูที่นอนผืนนั้นแล้ว ทว่าในค่ายทหารแห่งนี้ ข่าวลือกลับหยั่งรากลึกยิ่งกว่า เพราะมีคนคอยรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยให้มันเจริญงอกงามอยู่ทุกวัน

บัดนี้เธอไม่ได้อ้วนฉุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ร่างกายเพรียวลงจนเหลือราวหกสิบห้ากิโลกรัม ทรวดทรงอวบอิ่มตึงกระชับ ใบหน้าเรียวเล็กขับเน้นดวงตากลมโตทอประกาย ทว่าในสายตาของกลุ่มสตรีที่ตั้งแง่จะจับผิด ความอวบอิ่มก็ไม่ต่างอะไรจากความอ้วนอยู่วันยังค่ำ

"พี่สะใภ้ทุกท่านคะ" ไป๋ลู่เอื้อมมือเปิดก๊อกน้ำอย่างไม่รีบร้อน "ฉันเพิ่งย้ายมาใหม่ พักอยู่ห้องสุดท้ายของแถวหกข้างส้วมสาธารณะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะทำแป้งทอดต้นหอมร้อนๆ หากใครว่างก็แวะไปชิมด้วยกันนะคะ"

ไร้เสียงตอบรับจากกลุ่มแม่บ้าน ทว่ามีสองสามคนแอบสบตากันด้วยความลังเลใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋ลู่ตั้งกระทะเหล็กใบโตบนเตาถ่านที่ซ่อมเสร็จเมื่อวาน เธอลงมือนวดแป้งกับน้ำร้อนจนเนียนนุ่ม คลึงออกเป็นแผ่นบางเฉียบ ทาน้ำมันหมูหอมกรุ่นที่เจียวจากมันหมูในคลังมิติชั้นสอง โรยต้นหอมซอยละเอียดกับเกลือพริกไทยคั่วจนทั่ว ม้วนแป้งเป็นขดกลมแล้วกดลงให้แบน ก่อนจะวางลงบนกระทะที่ร้อนจัดจนควันกรุ่น

เสียงน้ำมันฉ่าพร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้ง ลอยละล่องข้ามกองถ่านหินไปไกลแสนไกล กลบกลิ่นไม่พึงประสงค์จากส้วมสาธารณะจนหมดสิ้น

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง บริเวณหน้าห้องพักท้ายแถวหกก็มีเด็กน้อยมายืนกลืนน้ำลายสอถึงห้าคน ตามมาด้วยกลุ่มมารดา และเหล่าแม่บ้านทหารที่พากันอ้างว่าแค่เดินผ่านมา ไป๋ลู่ฉีกแบ่งแป้งทอดร้อนๆ แจกจ่ายให้ทุกคนชิมคนละชิ้น แป้งทอดสูตรนี้กรอบนอกนุ่มใน เนื้อแป้งแยกตัวเป็นชั้นบางใสราวกับแผ่นกระดาษ ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำมันหมูและอบอวลด้วยกลิ่นหอมละมุนของต้นหอม

เมียผู้การกองพันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงหน้ากลมเสียงดังที่ยืนอยู่วงนอกสุดเมื่อวานนี้ พอได้ลิ้มรสคำแรกก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "ใส่อะไรลงไปน่ะน้องสะใภ้ ทำไมเนื้อแป้งถึงแยกเป็นชั้นๆ ได้ขนาดนี้!"

"เคล็ดลับอยู่ที่การพับสามทบและทาน้ำมันหมูเคลือบไว้ทุกชั้นค่ะ" ไป๋ลู่ส่งยิ้มพิมพ์ใจ "หากพี่สะใภ้อยากเรียนรู้เคล็ดลับนี้ วันหลังฉันสอนให้ได้นะคะ ไม่คิดเงินสักหยวนเดียวค่ะ"

"จริงหรือ!"

การจะเปิดตลาดใหม่ย่อมต้องดึงดูดด้วยของสมนาคุณฟรี ชาติก่อนเธอเคยใช้วิธีการนี้ตีตลาดสมุนไพรจนราบคาบมาแล้วถึงสามมณฑล ชาตินี้เธอนำมันมาปรับใช้กับตรอกเรือนแถวอิฐแดงหกแถวแห่งนี้ แม้ขนาดของตลาดจะย่อส่วนลงมา ทว่าหลักการตลาดยังคงเหมือนเดิมทุกประการ

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง ในขณะที่ไป๋ลู่กำลังสาธิตวิธีพับแป้งทอดให้แม่บ้านทหารสามคนดูที่หน้าห้องพัก จู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบด้านก็พลันเงียบกริบลงพร้อมกันราวกับมีใครเอื้อมมือไปกดสวิตช์ปิดเสียง

สตรีผู้หนึ่งเยื้องกรายเข้ามาตามทางเดินอิฐระหว่างแถวเรือนพัก โดยมีกลุ่มแม่บ้านทหารอีกสี่ห้าคนเดินตามหลังห่างออกไปครึ่งก้าวประหนึ่งนางกำนัลผู้คอยปรนนิบัติรับใช้ หล่อนมีอายุราวห้าสิบปี ผิวพรรณขาวนวลเนียนไร้รอยหมองคล้ำจากแดดเผา เส้นผมดัดลอนสั้นจัดทรงเรียบร้อยไร้ที่ติ สวมเสื้อคอจีนผ้าต่วนสีเทาอมฟ้าหรูหรา ตัวเสื้อตัดเย็บประณีตเข้ารูปพอดีตัวจนดูมีราคาแพงกว่าเสื้อผ้าของสตรีทุกคนในบ้านพักรวมกัน ที่ข้อมือซ้ายสวมนาฬิกาเรือนจิ๋วสายหนังสีดำขับเน้นความภูมิฐาน

หล่อนคือคุณนายเหมิงชิว ภรรยาของเซี่ยหย่งเฉิงผู้เป็นผู้การกองพล และเป็นดั่งราชินีผู้กุมอำนาจสูงสุดของบ้านพักทหารแห่งนี้

"ตายจริง นี่น่ะหรือน้องสะใภ้" หล่อนคลี่ยิ้มหวานหยด น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะราวกับกำลังเอื้อนเอ่ยบทกวี "พี่ตั้งใจจะมาต้อนรับตั้งแต่เมื่อวานแล้วเชียว แต่พอดีติดประชุมที่สหพันธ์สตรีเสียก่อน ต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะ"

"ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณนาย" ไป๋ลู่ปัดเศษแป้งออกจากฝ่ามือเบาๆ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน ซึ่งความสูงของเธอข่มอีกฝ่ายจนมิดเกือบครึ่งศีรษะ

คุณนายเหมิงชิวกวาดสายตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเชื่องช้าทีละส่วน สายตาคู่นั้นหยุดนิ่งเนิ่นนานตรงต้นแขน เอว และสะโพก ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นมาสบประสานที่ใบหน้า โดยที่รอยยิ้มเคลือบยาพิษบนดวงหน้านั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

"ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงดีจังเลยนะ" หล่อนเอ่ยชม "สมแล้วที่เป็นลูกสาวชาวนาจากในป่าในเขา คงจะทำงานหนักตรากตรำได้ทั้งวันไม่มีเหน็ดเหนื่อย เหมาะสมกับห้องพักห้องนี้มากเลยนะจ๊ะ อยู่ใกล้กองถ่านหินดี"

บรรดาแม่บ้านทหารที่ห้อมล้อมตามหลังหล่อนมาพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคักรับลูกกันเบาๆ

"เรื่องห้องพักนี่ พี่ต้องขอโทษแทนน้องๆ ฝ่ายพลาธิการด้วยนะจ๊ะ" คุณนายเหมิงชิวเอ่ยต่อ พลางใช้นิ้วเรียวกรีดกรายลูบสายนาฬิกาข้อมือเบาๆ "พวกเขาจัดสรรตามลำดับอาวุโส ใครมาก่อนย่อมได้ก่อน แต่น้องสะใภ้เป็นคนบ้านนอกคอกนา คงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้หรอกใช่ไหมจ๊ะ"

"ไม่ถือสาเลยสักนิดค่ะ" ไป๋ลู่ส่งยิ้มตอบกลับ เป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจตามแบบฉบับที่แม่สามีเคยพร่ำสอน ยิ้มกว้างจนดวงตาหยียิ้มเพื่อปกปิดประกายตาคมกล้า "ฉันชอบห้องนี้มากเลยค่ะ ขนถ่านหินก็สะดวก แถมยังอยู่ใกล้ส้วมสาธารณะด้วย ตอนกลางคืนผู้การฮั่วตื่นมาทำธุระจะได้ไม่ต้องเดินไปไหนไกล"

พลันมีใครบางคนหลุดขำพรืดออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะรีบยกมือขึ้นอุดปากตัวเองไว้แน่น

"อีกอย่างนะคะ" ไป๋ลู่เอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงใสซื่อบริสุทธิ์ "ห้องพักแคบๆ แบบนี้ หากมีใครแวะเวียนมาเยี่ยมเยือน ฉันจะได้จดจำใบหน้าของทุกคนได้ขึ้นใจอย่างไรเล่าคะ"

รอยยิ้มละไมของคุณนายเหมิงชิวยังคงค้างอยู่บนใบหน้า ทว่าหางตาของหล่อนกลับกระตุกวูบขึ้นคราหนึ่ง มันรวดเร็วมากเสียจนคนทั่วไปไม่มีทางสังเกตเห็น แต่ทว่าไป๋ลู่กลับจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ราวกับได้เห็นปลายหางของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โผล่พ้นพุ่มไม้ออกมาแวบหนึ่งไม่มีผิด

"น้องสะใภ้นี่ฝีปากกล้ากว่าที่พี่คิดไว้เสียอีกนะจ๊ะ" หล่อนเอ่ยพลางหันไปหยิบห่อผ้าจากมือแม่บ้านทหารที่คอยรับใช้ ยื่นส่งให้ไป๋ลู่ "นี่เป็นของขวัญต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ จากพี่จ้ะ"

ไป๋ลู่รับมาแล้วคลี่ห่อผ้าออกดู ด้านในเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มสองตัว เป็นของใหม่เอี่ยม เนื้อผ้าดีและตัดเย็บอย่างประณีต ทว่าขนาดของมันกลับใหญ่โคร่งพอที่จะให้สตรีที่หนักร่วมร้อยกิโลกรัมสวมใส่ได้อย่างสบาย

"พี่กะขนาดเสื้อจากเรื่องเล่าที่ได้ยินมาน่ะจ้ะ" คุณนายเหมิงชิวส่งยิ้มอ่อนหวาน "เผื่อไซส์ไว้ให้กว้างหน่อย เพราะกลัวว่าหากเล็กไปน้องสะใภ้จะสวมใส่ไม่ได้"

ทั่วทั้งบริเวณทางเดินพลันเงียบกริบลงทันตา เหล่าแม่บ้านทหารที่เมื่อเช้ายังรุมล้อมกินแป้งทอดของไป๋ลู่อย่างเอร็ดอร่อยต่างพากันก้มหน้ามองพื้นนิ่งสนิท

ไป๋ลู่ก้มมองเสื้อตัวโคร่งในมือเงียบๆ อยู่หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม

"ขอบพระคุณมากค่ะคุณนาย ผ้าเนื้อดีขนาดนี้หากฉันสวมใส่คนเดียวคงน่าเสียดายแย่" เธอพับเสื้อเก็บเข้าห่อผ้าตามเดิม "ฉันตั้งใจจะนำมันไปตัดแบ่งเป็นเสื้อตัวเล็กสองตัว มอบให้พี่สะใภ้ในบ้านพักที่เพิ่งคลอดลูกน่ะค่ะ เนื้อผ้าผืนใหญ่ขนาดนี้คงพอดีสำหรับทั้งแม่และลูกน้อยเลยทีเดียว คนในบ้านพักทหารจะได้สรรเสริญทั่วกันว่าคุณนายช่างมีจิตใจโอบอ้อมอารีเหลือเกิน"

คุณนายเหมิงชิวชะงักงันไปครึ่งวินาที ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะใสกระจ่างราวกับเสียงกระดิ่งลม "น้องสะใภ้นี่ช่างคิดช่างทำเสียจริงนะจ๊ะ" หล่อนหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มบริวาร เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบกับแผ่นอิฐทางเดินดังก๊อกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่ได้เร่งรีบขึ้นหรือช้าลงเลยแม้แต่ก้าวเดียว

ไป๋ลู่ทอดสายตามองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงเป๊ะนั้นไปจนกระทั่งลับสายตา สตรีผู้นี้ไม่ใช่ป้าต้าเฟิ่งประเภทที่เอะอะโวยวายเรียกคนมามุงดูแล้วหน้าแตกยับเยินภายในสามประโยค ทว่าหล่อนเปรียบเสมือนอสรพิษร้ายที่รู้จักหดหัวกลับเข้าหารูยามที่ท่อนไม้ฟาดลงมา แล้วขดตัวซุ่มรออยู่ใต้กองฟืนอย่างอดทนเพื่อรอจังหวะที่เหยื่อเผลอ

ฮั่วเจิ้นเป่ยกลับมาถึงห้องพักในเวลาสามทุ่มตรง กลิ่นน้ำมันล้างปืนและฝุ่นละอองจากสนามฝึกซ้อมยังคงติดตัวเขามา ชายหนุ่มเหลือบเห็นห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะจึงเอ่ยปากถามว่าคือสิ่งใด ไป๋ลู่จึงถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

ทันทีที่เธอเล่าถึงประโยค "กลัวใส่ไม่เข้า" บรรยากาศภายในห้องพักพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้ง ราวกับแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันจะหรี่มืดลงไปในพริบตา

"พรุ่งนี้ผมจะ..."

"ผู้การไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นค่ะ" ไป๋ลู่ยื่นชามบะหมี่เนื้อร้อนๆ ส่งให้เขา "นี่คือสงครามของเหล่าแม่บ้านทหาร หากผู้การยื่นมือเข้ามาสอดเมื่อใด ฉันจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทันที เพราะทุกคนจะพากันตราหน้าว่าฉันไร้ความสามารถจนต้องให้สามีออกหน้าแทน"

ชายหนุ่มจ้องมองดวงหน้าของเธอนิ่งอยู่นาน ก่อนจะรับชามบะหมี่ไปคีบกินรวดเดียวหมดไปครึ่งชาม จากนั้นจึงวางตะเกียบลง เอื้อมมือดึงร่างของเธอเข้ามานั่งบนตักกว้าง อ้อมแขนหนาทรงพลังโอบรัดรอบเอวบางของเธอไว้แน่นหนา

"หกสิบห้ากิโลกรัม..." เขาซุกหน้าพึมพำชิดซอกคอขาวผ่องของเธอ

"อะไรนะคะ"

"ผมอุ้มเธออยู่ทุกค่ำคืน ย่อมต้องรู้ดีที่สุด" ชายหนุ่มกดจูบลงที่ใต้ติ่งหูของเธอแผ่วเบา ลมหายใจเป่ารดผิวเนื้อ "ใครที่บังอาจว่าเธออ้วน คนผู้นั้นคงตาบอดไปแล้ว"

ไป๋ลู่หลุดหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะเบี่ยงหน้ากลับไปประทับจูบลงบนริมฝีปากของเขาที่ยังคงกรุ่นกลิ่นน้ำซุปเนื้อ รสจูบนั้นลึกซึ้งและเนิ่นนานเสียจนบะหมี่อีกครึ่งชามที่เหลือในชามค่อยๆ เย็นชืดลง

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพและเป็นจังหวะจะโคน

ไป๋ลู่รีบขยับกายลุกขึ้นจากตักของสามี จัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยเข้าที่ แล้วจึงเดินไปเปิดประตูออก ทว่าเบื้องนอกกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงซองกระดาษสีแดงสดซองหนึ่งวางนิ่งอยู่บนธรณีประตูเท่านั้น

เมื่อเปิดออกดู ด้านในพบว่าเป็นการ์ดเชิญร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่บ้านพักของผู้การกองพลเซี่ยในคืนวันพรุ่งนี้เวลาหนึ่งทุ่มตรง ตัวอักษรทุกตัวถูกเขียนด้วยลายมือบรรจงงดงามของสตรีที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี ทว่าที่ท้ายการ์ดกลับมีข้อความเขียนต่อท้ายไว้อีกหนึ่งบรรทัด

"ผู้การเซี่ยอยากเห็นหน้าสะใภ้ตระกูลฮั่วมานานแล้ว คืนพรุ่งนี้ผู้การฮั่วติดภารกิจเวรซ้อมรบกลางคืน น้องสะใภ้เดินทางมาคนเดียวได้เลยนะจ๊ะ"