LNCrawler

นาฬิกาเรือนนั้น (NC)

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

นาฬิกาเรือนนั้น (NC)

ไป๋ลู่ยกหม้อดินใบใหญ่ออกจากเตาด้วยมือเปล่า มีเพียงผ้าขี้ริ้วบางๆ พันหูหม้อไว้ชั้นเดียว ไอร้อนจากซุปปลาตะเพียนต้มเต้าหู้พวยพุ่งเป็นสายสีขาวข้น ครัวของบ้านผู้การกองพลเซี่ยกว้างขวางเสียยิ่งกว่าห้องพักของเธอทั้งห้อง ประตูหลังเปิดออกสู่ทางเดินยาวที่ทอดตรงไปยังห้องหนังสือ และไม่มีใครย่างกรายเข้ามาในครัวนี้เลยนอกจากเธอ ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน

"น้องสะใภ้ทำอาหารเก่ง ช่วยพี่ดูหม้อซุปหน่อยนะจ๊ะ" คุณนายเหมิงชิวพูดกับทุกคนตั้งแต่เธอก้าวพ้นประตูบ้าน "คนบ้านนอกคงคุ้นชินกับก้นครัวมากกว่าโต๊ะรับแขก"

ไป๋ลู่ไม่คิดโต้เถียง ครัวคือสนามของเธอ ทว่าสนามที่ไร้พยานรู้เห็นเช่นนี้ ย่อมเป็นสนามที่คนอื่นจงใจเลือกไว้ให้แล้ว

เธอยกหม้อซุปออกไปวางกลางโต๊ะอาหารในจังหวะที่นาฬิกาตั้งพื้นตรงมุมห้องโถงตีบอกเวลาแปดครั้ง ผู้การกองพลเซี่ยหย่งเฉิง ชายวัยห้าสิบเศษร่างท้วมใบหน้ากลมแป้น ดวงตาเล็กหยีราวกับคนฆ่าหมูที่กำลังประเมินน้ำหนักเนื้อ ชิมซุปคำแรกแล้ววางช้อนลง "ดี รสชาติดี ขอเติมอีกชาม"

"น้องสะใภ้" คุณนายเหมิงชิวแตะแขนเธอเบาๆ ต่อหน้าแขกเหรื่อเต็มโต๊ะ "พรุ่งนี้สหพันธ์สตรีจะส่งอาสาสมัครไปช่วยทีมพยาบาลตรวจสุขภาพแรงงานที่อ่างเก็บน้ำหงฉี น้องไปด้วยกันนะ ร่างกายแข็งแรงแบบนี้คงช่วยยกของหนักได้เยอะทีเดียว"

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังลั่นมาจากทางห้องหนังสือ

"นาฬิกาของผู้การหายไปแล้ว!" ภรรยาของหัวหน้าฝ่ายพลาธิการ หญิงร่างผอมเกร็งใบหน้าแหลมเล็กผู้คอยเดินตามก้นคุณนายเหมิงชิวทุกฝีก้าว ยืนชี้นิ้วอันสั่นเทาอยู่หน้าห้องหนังสือ ลิ้นชักโต๊ะทำงานไม้เปิดอ้าทิ้งไว้ เผยให้เห็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินที่บัดนี้ว่างเปล่าไร้สิ่งใด

"นาฬิกาสวิสกันแม่เหล็กเรือนทองแท้" คุณนายเหมิงชิวยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ "ผู้บังคับบัญชาคนเก่ามอบให้ผู้การเป็นรางวัลตอนรบชนะศึกที่เกาหลีเชียวนะ"

"ฉันเห็นกับตา!" เมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการหันขวับมาชี้หน้าไป๋ลู่ทันควัน "ก่อนนาฬิกาจะตีบอกเวลา ตอนที่หล่อนอยู่ในครัวคนเดียว ฉันเดินไปเติมน้ำในกาน้ำชา แล้วเห็นหล่อนเดินเลี่ยงออกประตูหลังครัวมุ่งตรงไปทางห้องหนังสือ"

สายตาของทุกคนในห้องหันขวับมาจับจ้องที่ไป๋ลู่เป็นจุดเดียว คำพูดประโยคนั้นถูกกลั่นกรองและเลือกสรรมาอย่างประณีต ในช่วงเวลาที่เธอจมอยู่กับงานครัวเพียงลำพัง ย่อมไม่มีพยานปากใดมายืนยันความบริสุทธิ์ได้เลยว่าเธอไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องนั้น

"ค้นย่ามของหล่อนดูสิ!" ใครคนหนึ่งในกลุ่มแขกเสนอขึ้นมา

ย่ามผ้าของแขกสิบกว่าใบแขวนเรียงรายอยู่บนตะขอไม้ข้างประตูบ้าน สีเทาอมเขียวทหารดูคล้ายคลึงกันไปเสียหมด เมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการถลันตัวเข้าไปถึงก่อนใคร หล่อนล้วงมือลงไปในย่ามใบที่สามนับจากซ้ายมืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะชูสิ่งที่อยู่ในนั้นขึ้นสูง นาฬิกาเรือนทองหน้าปัดสีขาวนวลห้อยต่องแต่งอยู่ตรงปลายนิ้วของหล่อน เสียงฮือฮาดังระงมขึ้นทั่วทั้งห้องโถงในทันที

"น้องสะใภ้..." คุณนายเหมิงชิวส่ายหน้าช้าๆ พลางทอดถอนใจ น้ำเสียงยังคงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี "คนบ้านนอกคอกนาขัดสนมาทั้งชีวิต เรื่องนี้พี่เข้าใจดี แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎระเบียบและวินัยทหาร พี่คงช่วยปกปิดให้เธอไม่ได้จริงๆ"

เซี่ยหย่งเฉิงยังคงนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงหัวโต๊ะ ดวงตาเล็กหยีคู่นั้นจับจ้องมองมาคล้ายกำลังชมงิ้วฉากเด็ดที่ตนเองล่วงรู้ตอนจบอยู่ก่อนแล้ว

ไป๋ลู่ไม่ได้ขยับเขยื้อนกาย เธอยืนนิ่งสงบอยู่อย่างนั้นนานชั่วอึดใจใหญ่ นานพอที่จะปล่อยให้เสียงฮือฮารอบข้างค่อยๆ เงียบเสียงลงไปเอง และนานพอที่จะทำให้เมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการเผยรอยยิ้มหยันตรงมุมปากออกมาอย่างผู้ชนะ

"ฉันขอดูนาฬิกาหน่อยได้ไหมคะ" เธอพูดพลางยื่นมือไปรับมันมาจากมือของอีกฝ่ายที่ยังไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ไป๋ลู่ยกสายหนังของนาฬิกาขึ้นมาดมใกล้จมูก "สายนาฬิกาเส้นนี้มีกลิ่นครีมบำรุงผิวเสวี่ยฮวากลิ่นกุหลาบโชยมาอย่างชัดเจน" เธอยื่นมือทั้งสองข้างของตนเองส่งให้ภรรยาของผู้การกองพันใบหน้ากลมแป้นที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด "พี่สะใภ้คะ ช่วยดมมือของฉันหน่อยสิคะ"

"มีแต่กลิ่นคาวปลากับกลิ่นขิง" อีกฝ่ายพูดขึ้นทันทีหลังจากก้มลงดม

"ครีมเสวี่ยฮวาใครๆ เขาก็ใช้กันทั้งนั้นแหละ!" เมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการรีบพูดสวนขึ้นมาทันควัน พลางซุกมือขาวเนียนเป็นมันขลับของตนเข้าไปใต้แขนเสื้ออย่างรวดเร็ว และในจังหวะนั้น หญิงสาวอีกสามคนในห้องก็เผลอทำท่าทางแบบเดียวกันโดยไม่รู้ตัว

"ค่ะ ใครๆ ก็ใช้กัน" ไป๋ลู่พยักหน้ารับคำนิ่งๆ "งั้นฉันขอถามข้อที่สอง ย่ามทั้งหมดสิบสองใบนี้มีสีเทาเขียวเหมือนกันหมด ฉันนำมาแขวนไว้ตอนที่สหายกำลังยืนรินน้ำชาให้คุณนายอยู่ในห้องรับแขก ซึ่งตอนนั้นสหายหันหลังให้ประตูห้องโถงอย่างชัดเจน แต่พอเกิดเรื่อง สหายกลับวิ่งตรงดิ่งมาแล้วล้วงมือลงไปในย่ามของฉันทันทีเพียงใบเดียว โดยไม่คิดจะแตะต้องหรือลองค้นใบอื่นเลยสักใบ สหายรู้ได้อย่างไรคะว่าย่ามใบนี้เป็นของฉัน"

เมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการอ้าปากค้าง ก่อนจะหุบลง แล้วอ้าขึ้นอีกครั้งอย่างหาคำตอบไม่ถูก "ก็ย่ามของหล่อนมันดูเก่าที่สุดในกลุ่มยังไงล่ะ!"

สายตาของทุกคนในห้องหันกลับไปมองที่ตะขอข้างประตูอีกครั้ง ย่ามผ้าของภรรยารองผู้ตรวจการการเมืองมีรอยปะชุนตรงก้นหนาถึงสองชั้น ซึ่งดูอย่างไรก็เก่ากว่าย่ามของไป๋ลู่อย่างเห็นได้ชัด

ทันใดนั้น เสียงเล็กๆ ใสๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากใต้โต๊ะอาหารยาว

"คุณป้าคนนั้นแหละที่เป็นคนขโมยไปเอง!" เด็กชายตัวน้อยใบหน้ากลมแป้นอายุราวหกขวบ ค่อยๆ คลานต้วมเตี้ยมออกมาจากใต้ชายผ้าปูโต๊ะผืนยาว ในมือกำกบของเล่นแบบไขลานไว้แน่นตัวหนึ่ง เขาคือลูกชายของภรรยาผู้การกองพันหน้ากลม เด็กน้อยคนเดียวกับที่เคยกินแป้งทอดต้นหอมฝีมือเธอไปถึงสามชิ้นเมื่อวันก่อนนั่นเอง

"ผมแอบเล่นกบไขลานอยู่ใต้โต๊ะทำงานในห้องหนังสือ แล้วคุณป้าคนนั้นก็เดินเข้ามาเปิดลิ้นชัก หยิบนาฬิกาใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ พอหันมาเห็นผมเข้า ก็บอกว่าถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร จะสั่งให้พ่อของผมถูกย้ายไปอยู่ชายแดนไกลๆ" นิ้วป้อมๆ ของเด็กชายชี้ตรงไปที่ใบหน้าของเมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการอย่างไม่กลัวเกรง "ผมไม่อยากให้พ่อต้องไปอยู่ชายแดน แต่ว่าพี่สาวคนสวยคนนี้ทำแป้งทอดอร่อยๆ ให้ผมกิน"

ไป๋ลู่ไม่ได้หันไปมองคนร้ายที่กำลังหน้าถอดสี เธอเพียงพลิกด้านหลังของนาฬิกาเรือนทองในมือขึ้นมาดู ฝาหลังทองเหลืองมีรอยสลักตัวอักษรจีนโบราณเอาไว้ เธอจึงอ่านข้อความนั้นออกเสียงช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำทีละประโยค

"มอบแด่สหายเซี่ยหย่งเฉิง ผู้กล้าหาญแห่งแนวรบเกาหลี… ฮั่วกั๋วตง"

สิ้นเสียงอ่าน ทั่วทั้งห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงัน เงียบสงัดเสียจนได้ยินเสียงลูกตุ้มเหล็กของนาฬิกาตั้งพื้นแกว่งไกวไปมาดังแว่วชัดเจน

"ผู้บังคับบัญชาคนเก่าที่คุณนายพูดถึง ก็คือพ่อสามีของฉันเองนี่คะ" ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นสบตาทุกคน พลางส่งยิ้มอันแสนใสซื่อบริสุทธิ์ไปให้ "ของขวัญที่พ่อสามีของฉันเป็นคนมอบให้เองกับมือ ฉันจะขโมยมันไปทำไมกันคะ หากฉันอยากจะเห็นนาฬิกาเรือนนี้จริงๆ แค่เดินทางกลับไปขอให้พ่อเล่าเรื่องราวในวันที่ท่านมอบมันให้ฟังก็ย่อมได้ ตอนนี้ท่านยังคงพักอยู่ที่คอกวัวไป๋สือโกว นั่งรถไปไม่ถึงครึ่งวันก็ถึงแล้ว"

ไม่มีใครในที่นั้นหัวเราะออกมาได้สักคน นายทหารสูงวัยสองสามคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะต่างพากันวางตะเกียบในมือลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย บางคนในกลุ่มนี้เคยกินข้าวหม้อเดียวกันและร่วมเป็นร่วมตายกับนายพลฮั่วในสนามรบมาแล้ว ทุกคนในห้องต่างรู้ดีแก่ใจว่าใครเป็นคนส่งอดีตนายพลผู้เกรียงไกรไปตกระกำลำบากอยู่ที่คอกวัว และทุกคนก็เพิ่งจะได้ประจักษ์แก่สายตาว่าคนคนนั้นยังคงเก็บรักษาของขวัญล้ำค่าจากนายพลเอาไว้ในกล่องกำมะหยี่หรูหราเช่นนี้

"คุมตัวหล่อนส่งไปให้ฝ่ายการเมืองจัดการ" คุณนายเหมิงชิวหันไปสั่งการเสียงเรียบเฉียบขาด น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุกขณะจ้องมองเมียหัวหน้าฝ่ายพลาธิการ "ฉันอุตส่าห์ไว้ใจเธอมาโดยตลอดแท้ๆ"

ลูกน้องคนสนิทถูกตัดหางปล่อยวัดทิ้งในประโยคเดียว ราวกับหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ยอมกัดหางตัวเองให้ขาดสะบั้นเพื่อดิ้นรนให้หลุดพ้นจากบ่วงนายพราน

เซี่ยหย่งเฉิงระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาจากหัวโต๊ะอาหาร เขาปรบมือเสียงดังสามครั้ง ก่อนจะยื่นมืออวบหนาออกมาตรงหน้าเพื่อขอนาฬิกาคืน ไป๋ลู่ค่อยๆ วางนาฬิกาเรือนทองลงบนฝ่ามือของเขา ทว่านิ้วมืออันอ้วนสั้นคู่นั้นกลับจงใจปิดทับลงบนหลังมือของเธอค้างไว้จังหวะหนึ่ง นานเกินกว่ามารยาทอันควร

"สะใภ้ตระกูลฮั่วคนนี้ช่างตาไวและฉลาดเฉลียวจริงๆ" ดวงตาเล็กหยีคู่นั้นหรี่ลง พลางกวาดสายตาไล่ขึ้นจากข้อมือเรียวบางของเธอขึ้นไปจนถึงลำคออย่างเชื่องช้า ราวกับพ่อค้าเขียงหมูที่กำลังเลือกสรรชิ้นเนื้อที่ดีที่สุด นายทหารสองสามคนที่นั่งรายล้อมโต๊ะต่างพากันมองตามสายตาของผู้บังคับบัญชาไปด้วยความสนใจ "เจิ้นเป่ย... เมียของเธอนี่น่าสนใจกว่าข่าวลือที่ได้ยินมาเยอะทีเดียว"

ไป๋ลู่หันตามสายตาของเขาไปทางประตู

ฮั่วเจิ้นเป่ยยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ชุดซ้อมรบเปรอะโคลนจนถึงเข่า หน้าอกกระเพื่อมไหวด้วยแรงหอบจากการวิ่งมาจากสนามฝึก เขาทันเห็นมือของผู้การกองพลที่ยังทาบทับอยู่บนหลังมือของภรรยา และสายตาของพวกผู้ชายรอบโต๊ะที่จับจ้องเธอตาไม่กระพริบ

"ครับ" ผู้การกรมที่เจ็ดพูดเสียงเรียบ "ภรรยาของผม"

ประตูห้องพักสุดแถวหกปิดกระแทกเสียงดังปัง ไป๋ลู่ยังไม่ทันได้วางย่าม แผ่นหลังก็ถูกผลักกระแทกแนบกับบานประตูไม้ดิบ มือใหญ่ทั้งสองข้างยันลงมาขนาบศีรษะเธอไว้

"ผู้การหึงเหรอคะ" เธอเชิดคางขึ้นสบตา "ผู้การกองพลอายุตั้งห้าสิบกว่าแล้วนะ..."

"มันมองเธอเหมือนมองเหยื่อ" น้ำเสียงของเขาต่ำพร่า "ผู้ชายทั้งโต๊ะมองตามมันตาเป็นมัน"

สิ้นคำ ริมฝีปากร้อนระอุบดขยี้คอเธอทันที รสจูบนี้ไม่มีความเงอะงะหลงเหลือเหมือนคืนเข้าหออีกต่อไป มันทั้งรุนแรง ล้ำลึก และคละคลุ้งด้วยแรงโทสะ เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอจนเจ็บแปลบ ลิ้นร้อนชื้นบุกทะลวงเข้ามากวาดต้อนไปทั่วโพรงปากราวกับทหารบุกยึดเนินเขา ฝ่ามือหนากระชากกระดุมเสื้อผ้าฝ้ายของเธอจนหลุดกระเด็น ไป๋ลู่ส่งเสียงครางแผ่วในลำคอ ฝ่ามือบางขยุ้มเสื้อซ้อมรบเปื้อนโคลนของเขา รั้งร่างแกร่งเข้ามาแนบชิด

ริมฝีปากร้อนซุกไซ้ลากต่ำลงไปยังซอกคอ กดจูบเน้นหนักตรงใต้ติ่งหู แรงเสียจนเธอรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้มันจะต้องกลายเป็นรอยช้ำสีเข้มขนาดเท่าเหรียญแน่ ก่อนจะซุกไซ้ย้ายไปอีกจุด... และอีกจุด ไล่ต่ำลงไปจนถึงไหปลาร้า ส่วนข้อมือข้างที่ถูกจับเมื่อครู่ในงานเลี้ยง ถูกเขาคว้าตรึงขึ้นมาแล้วฝังคมเขี้ยวขบกัดเบาๆ ตรงปานรูปหมาป่า ราวกับต้องการลบล้างรอยนิ้วมือของชายอื่นให้สิ้นซาก

"พรุ่งนี้ต่อให้ใส่เสื้อคอปิด... ก็คงปิดไม่มิดหรอกค่ะ" เธอเอ่ยเตือนเสียงหอบพร่า

"ดี" เขาพึมพำชิดผิวเนื้อ "ให้คนทั้งโต๊ะนั้นเห็น"

ฝ่ามือใหญ่รูดกางเกงของเธอลงพ้นสะโพก นิ้วหยาบกร้านสอดแทรกเข้าไประหว่างขา ก่อนจะชะงักนิ่งไปครึ่งอึดใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่เอ่อล้นอยู่ภายใน

"เปียกตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ตั้งแต่ผู้การพูดว่าของผมต่อหน้าผู้การกองพล" เธอพูด ใบหน้าร้อนผ่าวแต่ดวงตากลับจ้องลึกเข้าไปในตาเขาอย่างไม่ยอมหลบเลี่ยง

นิ้วยาวสองนิ้วสอดลึกเข้ามาในช่องทางรักจนสุด ไป๋ลู่สะดุ้งเฮือก แผ่นหลังแอ่นกระแทกบานประตูดังตึง เขาขยับนิ้วเข้าออกเน้นหนัก งอปลายนิ้วสะกิดจุดอ่อนไหวจนเข่าเธออ่อนยวบ ขณะที่นิ้วโป้งบดคลึงยอดเกสรด้านบนเป็นวงซ้ำๆ หากไม่มีลำแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้ เธอคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว

"อื้อ... อ๊ะ... เจิ้นเป่ย..."

"ตอนผมยังไร้น้ำยา ไม่มีใครมองเธอสักคน" เสียงของเขาแหบพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างใบหู "ตอนนี้เธอสวยขึ้นทุกวัน ใครๆ ก็เริ่มมอง แต่ผมเห็นเธอก่อนทุกคน... ผมเห็นเธอตั้งแต่ตอนแบกหมี ตอนที่เลือดเปื้อนเต็มหน้า ตอนที่ไม่มีใครอยากมองเธอด้วยซ้ำ"

ไป๋ลู่ปรือตาขึ้นมอง ในส่วนลึกของดวงตาดำขลับคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความหวงแหน หากแต่ซ่อนความกลัวที่เขาไม่เคยเอ่ยปาก กลัวว่าของล้ำค่าที่ตัวเองค้นพบก่อนจะถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่ามองเห็น แล้วยื่นมือมาชิงเอาไป

ชาติก่อนเธอเคยคิดว่าการถูกหวงเป็นเรื่องน่ารำคาญ ราวกับมีคนคอยเซ็นกำกับควบคุมทุกฝีก้าว แต่ชาตินี้เธอเพิ่งรู้ว่ามันแปลว่ามีคนกลัวจะเสียเธอไปจนสุดหัวใจ

เธอเอื้อมมือขยำคอเสื้อเขาแล้วกระชากลงมาจนชิด "งั้นก็ทำให้คนทั้งค่ายได้ยินไปเลย ว่าฉันนอนกับใคร!"

เขาถอนนิ้วออก อุ้มเธอขึ้นรวดเดียว สามก้าวยาวข้ามห้องแคบ วางเธอลงให้ยืนหันหลังพิงขอบโต๊ะไม้ มือกดแผ่นหลังเธอให้โน้มลง ชามกระเบื้องบนโต๊ะกลิ้งตกพื้นดังเพล้ง ไม่มีใครแยแสเสียงนั้น

เสียงหัวเข็มขัดทองเหลืองกระทบกัน ตัวตนอันร้อนผ่าวถูไถหาทางระหว่างกลีบเนื้อเปียกแฉะ ไป๋ลู่เกาะขอบโต๊ะแน่นจนไม้ลั่น แล้วเขาก็กระแทกเข้ามาจนมิดในคราเดียว

"อ๊า!" เสียงหวานหลุดรอดจนต้องกัดข้อมือตัวเองสะกดไว้ มุมนี้ลึกล้ำกว่าคืนเข้าหอ ลึกจนรู้สึกเหมือนกระแทกเข้าถึงจุดที่ไม่เคยมีสิ่งใดแตะต้อง เรียวขาสองข้างสั่นระริก

เขาไม่ปล่อยให้เธอได้ปรับตัว มือหนึ่งตรึงสะโพกผายไว้แน่น อีกมือขยุ้มผมท้ายทอยดึงให้เงยหน้าขึ้น แล้วตอกอัดเข้าออกหนักหน่วงราวกับจังหวะย่ำเท้าทหารสวนสนาม ขาโต๊ะไม้ครูดพื้นอิฐดังแกรกๆ ทุกครั้งที่ต้นขาแกร่งกระแทกเข้าหาบั้นท้ายกลมกลึง

"ของใคร" เขาถามชิดใบหู โดยไม่ผ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย

"ของ...อ๊ะ...ของฉันเอง!" เธอหอบกระเส่า ปากดีได้แม้เรียวขาจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "ส่วนผู้การ... ผู้การเป็นของฉัน"

เขาหัวเราะต่ำในลำคอ เสียงดิบเถื่อนแบบที่ไม่เคยหลุดออกมาในที่แจ้ง ก่อนจะตอบกลับด้วยสะโพก จังหวะรัวถี่และบดลึก ทุกครั้งที่ถอนออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปจนมิดโคน ช่องทางอุ่นร้อนก็ขมิบตอดรัดเขาไว้แน่นราวกับไม่ยอมปล่อย หยาดน้ำหวานเอ่อล้นไหลอาบตามเรียวขาด้านใน ไป๋ลู่ไม่ต้องกัดข้อมืออีกต่อไป เสียงครางหวานหลุดรอดเป็นห้วงๆ อย่างสุดกลั้น

"อ๊า...อ๊า...ตรงนั้น...อย่าเบา...อย่า..."

"ดังอีก" เขาสั่ง "ให้ทั้งแถวหกได้ยิน"

แรงอารมณ์ที่ระเบิดออกในครั้งแรกซัดสาดจนเธอเข่าทรุด ผนังเนื้อนุ่มบีบรัดตัวตนของเขาเป็นระลอกถี่ แต่เขาไม่ยอมหยุด อุ้มเธอพลิกหงายขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะ ดึงเรียวขาคู่สวยขึ้นเกี่ยวรัดเอว แล้วดันกายกลับเข้าไปใหม่ คราวนี้ใบหน้าเผชิญหน้า ปลายจมูกเฉียดชิดจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกัน

"มองผม" เขาสั่ง "ลู่ลู่ มองผมคนเดียว"

เธอมองสบตา ในแววตาคู่นั้นไม่มีโต๊ะอาหารบ้านเซี่ย ไม่มีนายทหารคนอื่น มีเพียงเงาสะท้อนของเธอ เขาเริ่มขยับช้าลงแต่เน้นย้ำหนักหน่วง บดเบียดความลึกซึ้งทุกครั้งจนโต๊ะไม้เลื่อนครูดไปชนผนัง ก่อนจะเร่งจังหวะขึ้นอีกรอบจนเธอไม่เหลือเสียงจะกรีดร้อง ร่างบางถูกพัดพาขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นรอบที่สอง พร้อมกับเสียงทุ้มที่ครางชื่อเธอชิดซอกคอ เขาฝังตัวตนแช่นิ่งอยู่ลึกที่สุด ปลดปล่อยทุกหยาดหยดที่อัดอั้นมาตั้งแต่ประตูบ้านเซี่ยลงสู่ส่วนลึกของร่างกายเธอ

ไป๋ลู่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าย้ายจากโต๊ะมาอยู่บนเตียงได้อย่างไร ร่างกายเธออ่อนปวกเปียกราวกับแป้งที่ถูกนวดจนเหลว บนหัวเข่ามนปรากฏรอยแดงช้ำจากขอบโต๊ะสองรอย ชายหนุ่มตักขี้ผึ้งมาทาชโลมให้ทีละข้างอย่างเบามือและตั้งอกตั้งใจ

เธอพึมพำเสียงแผ่วว่ากระดุมเสื้อหายไปเม็ดหนึ่ง เขาจึงตอบกลับว่ามันตกอยู่ใต้เตียง และรับปากว่าจะเย็บคืนให้ในวันพรุ่งนี้

อ้อมแขนแกร่งโอบกอดเธอไว้จากทางด้านหลัง ในยามที่สติของเธอกำลังจะลอยล่องเข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นชิดใบหู มันไม่ได้แหบพร่าเหมือนเมื่อครู่ แต่กลับนิ่งสนิทและเฉียบคมราวกับกำลังออกคำสั่งในสนามรบ

"พรุ่งนี้ไปอ่างเก็บน้ำกับทีมพยาบาล ระวังเหมยเหมยด้วย หล่อนอยู่ในทีมพยาบาลชุดนั้น"