LNCrawler

กิ่งหลิวกับเหล้าขาวของผู้ใหญ่บ้าน

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

กิ่งหลิวกับเหล้าขาวของผู้ใหญ่บ้าน

ไป๋ลู่ถีบประตูออกไปก่อนสมองจะทันสั่งการ

ร่างหนักเก้าสิบกิโลกรัมพุ่งผ่านธรณีประตูเร็วจนตัวเธอเองยังนึกทึ่ง แสงแดดเดือนหกสาดแยงตาจนต้องหรี่ลง ภาพตรงหน้าคือลานดินอัดแน่นที่มีไก่สามตัวแตกฮือ กองฟืนพิงผนังโรงเก็บของ ต้นท้อคดงอกลางลาน และป้าต้าเฟิ่งที่ยืนเงื้อกิ่งหลิวยาวเกือบวาอยู่ข้างเล้าไก่

เสี่ยวหู่นอนขดอยู่บนพื้น สองแขนผอมเกร็งกอดบางสิ่งไว้แนบอก หางคิ้วซ้ายแตกเป็นแผลลึก เลือดสดไหลทะลักปนน้ำตาจนใบหน้ามอมแมมเลอะเทอะเป็นทางยาว

"ขโมยไข่ใช่ไหม ปากแข็งนักนะ!" กิ่งหลิวถูกเงื้อขึ้นอีกรอบ แต่หนนี้มันไม่ได้ฟาดลงมา

ไป๋ลู่คว้ากิ่งหลิวไว้กลางอากาศแล้วออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างของป้าต้าเฟิ่งเซถลาไปสองก้าว กิ่งหลิวหลุดจากมือหล่อนมาอยู่ในมือเธอทันที ไป๋ลู่หักมันเป็นสองท่อนด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

"ต้าหนิว! แกกล้า..."

ไป๋ลู่ไม่ตอบคำถาม เธอคว้าคอเสื้อป้าต้าเฟิ่งแล้วกระชากยกขึ้นสูง

เธอตั้งใจเพียงจะดึงให้หล่อนหันกลับมา ทว่าร่างเตี้ยตันหนักร่วมหกสิบกิโลกรัมกลับลอยพ้นพื้นขึ้นมาอย่างง่ายดาย ราวกับหิ้วถุงผ้าใส่มันเทศ เท้าสองข้างของป้าต้าเฟิ่งตะกุยอากาศลนลาน ดวงตาถลนเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว ส่วนไป๋ลู่เองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน

แรงช้างสาร... ความทรงจำของร่างเดิมบอกไว้เพียงแค่นั้น แต่ไม่ได้บอกเลยว่ามันจะทรงพลังเกินจริงถึงขนาดนี้

ในหัวของนักธุรกิจผู้ผ่านโลกมาทั้งชีวิต มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเยือกเย็น สินทรัพย์ชิ้นแรกของร่างนี้ มีมูลค่าสูงกว่าที่ประเมินไว้มากนัก

"ปล่อย! ปล่อยฉันนะนังหมีดำ! ช่วยด้วย! ต้าหนิวมันจะฆ่าคนแล้ว!"

ไป๋ลู่เดินตรงไปที่ต้นท้อ แล้วกดแผ่นหลังของป้าต้าเฟิ่งแนบติดกับลำต้นไว้ แรงกดนั้นไม่ถึงขั้นทำให้บาดเจ็บ แต่แน่นหนาพอที่จะทำให้ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด เปลือกไม้ขรุขระครูดกับเสื้อผ้าของหล่อนดังแกรกๆ

"ป้าเสียงดังดีนะคะ" ไป๋ลู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เรียกคนมาดูเยอะๆ เลยค่ะ ฉันเองก็อยากให้ทุกคนเห็นเหมือนกันว่าเด็กหกขวบต้องเลือดอาบหน้าเพียงเพราะไข่ไก่ฟองเดียว"

ตามแนวรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ รอบบ้านเริ่มมีศีรษะของเพื่อนบ้านโผล่มามุงดู ป้าบ้านตะวันออกถือตะกร้าผักค้างเติ่ง ลุงแบกจอบชะงักเท้าหยุดอยู่กลางทาง เด็กๆ สามสี่คนปีนขอบกำแพงดินชะเง้อคออย่างสนใจ

"แม่! แม่จ๋า!" ป้าต้าเฟิ่งเปลี่ยนเป้าหมายมาแหกปากร้องเรียกแม่สามี "ดูหลานรักของแม่สิ มันจะฆ่าลูกสะใภ้คนนี้แล้ว!"

"มาแล้ว!" ย่าเหลียงก้าวพรวดออกมาจากประตูบ้าน ไม้กวาดต้นข้าวฟ่างในมือเงื้อขึ้นสูงเด่น

ไป๋ลู่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างได้ทันท่วงทีในจังหวะที่ไม้กวาดฟาดตูมลงมา

พลั่ก! ก้านข้าวฟ่างแห้งฟาดเข้าเต็มแผ่นหลังของป้าต้าเฟิ่งจนฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง

"โอ๊ย! แม่! ตีผิดคนแล้ว!"

"ตีผิดคนที่ไหนกัน!" ย่าเหลียงหวดซ้ำอีกฉาดใหญ่ "แกตีหลานฉันจนหัวร้างข้างแตก ฉันก็ต้องตีแกให้หลังลาย จะได้หายกัน! ไข่ฟองเดียวเนี่ยนะ! ไข่ที่เหมยเหมยกินทุกเช้า เคยหวงบ้างไหม!"

ไป๋ลู่ปล่อยมือออกเงียบๆ แล้วถอยออกมาปล่อยให้ย่าจัดการต่อ พรานล่าสัตว์สองคนที่ทำงานเป็นคู่ย่อมไม่ต้องเอ่ยปากเตือนกัน เธอกับย่าเหลียงสบตากันเพียงแวบเดียวก็เข้าใจหน้าที่ของตนเองทันที

เธอคุกเข่าลงข้างกายของน้องชาย เสี่ยวหู่ยังคงนอนขดตัวแน่น สองแขนกอดบางอย่างเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

"เสี่ยวหู่ ให้พี่ดูแผลหน่อยสิ"

เด็กชายค่อยๆ คลายวงแขนออก ในมือเล็กมอมแมมเปื้อนดินคราบฝุ่นคือไข่ไก่ฟองหนึ่ง เปลือกของมันร้าวไปเกือบครึ่งฟอง ไข่สีเหลืองข้นไหลเยิ้มเหนียวติดนิ้วมือ

"ของพี่ครับ..." เสี่ยวหู่สะอื้น "ย่าบอกว่าพี่หัวแตก ต้องกินไข่ถึงจะหายดี ผมเลยไปเอามา ผมไม่ได้ขโมยนะ ไก่ตัวลายมันไข่ทิ้งไว้ในกองฟืน ไม่ใช่ในตะกร้าของป้าสะใภ้สักหน่อย"

ไป๋ลู่รู้สึกจุกแน่นในอกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัด ชาติก่อนเธอมีเงินทองล้นฟ้าพอจะกว้านซื้อฟาร์มไก่ได้ทั้งมณฑล ทว่าไข่ไก่เพียงฟองเดียวที่เด็กชายตัวผอมเกร็งคนหนึ่งยอมโดนตีจนหัวร้างข้างแตกเพื่อเก็บมันไว้ให้เธอนั้น ต่อให้มีเงินมากมายมหาศาลเท่าใดก็ไม่อาจซื้อหามาได้

"เก่งมากจ้ะ" เธอลูบศีรษะของน้องชายอย่างแผ่วเบา "ไข่ฟองนี้พี่จะรับไว้เอง แล้วพี่สัญญาว่าจะหาเนื้อมาคืนให้พวกเรากินจนอิ่ม"

"เนื้อจริงๆ เหรอครับ" ดวงตาแดงก่ำรื้นน้ำตาของเด็กชายเบิกกว้างขึ้นทันที

"พี่ไม่เคยผิดสัญญาอยู่แล้ว"

บาดแผลที่หางคิ้วยาวเกือบนิ้วเปิดลึกจนมองเห็นเนื้อสีชมพูสดด้านใน ขอบแผลยังมีเศษเปลือกไม้หลิวแห้งติดอยู่ ไป๋ลู่ขมวดคิ้วด้วยความกังวล หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ในยุคสมัยที่ไร้ยาปฏิชีวนะ แผลย่อมต้องอักเสบกลายเป็นหนอง และเด็กที่ร่างกายผอมโซขาดสารอาหารเช่นนี้อาจจะจับไข้จนถึงแก่ชีวิตได้ง่ายๆ

"ต้องล้างแผลด้วยของแรงๆ..." เธอพึมพำกับตัวเอง

"เหล้าขาว" น้ำเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากทางด้านหลัง

ไป๋ลู่จึงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น

ชายหนุ่มที่ยืนพิงวงกบประตูห้องครัวสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาซีดตัวหลวมโคร่ง ผิวพรรณของเขาขาวซีดจนมองเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางๆ ที่ขมับ ใบหน้าเรียวคมสันงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ หากร่างกายนี้มีเนื้อหนังมากกว่านี้สักสิบกิโลกรัม เขาคงเป็นชายหนุ่มที่หญิงสาวทั้งคอมมูนต่างพากันเหลียวมองจนคอเคล็ด ไป๋อวิ๋นโจว... พี่ชายคนโตของบ้านผู้มีโรคหัวใจติดตัวมาแต่กำเนิด

เขาไม่ได้ปรายตามองบาดแผลของน้องชายคนเล็กเลยแม้แต่น้อย สายตาคู่นั้นกลับจับจ้องตรงมาที่เธอ นิ่งนานเกินกว่าที่พี่ชายคนหนึ่งจะใช้มองน้องสาวร่วมสายเลือด

"บ้านเราไม่มีเหล้าหรอก" อวิ๋นโจวเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "แต่ผู้ใหญ่บ้านฉินมีเหล้าขาวชั้นดีอยู่ไหหนึ่ง แกเก็บรักษาไว้อย่างดีตั้งแต่ลูกชายแต่งงานเมื่อสิบปีก่อน ใครมาเอ่ยปากขอก็ไม่เคยยอมยกให้ แต่ฉันจะไปยืมมันมาเอง"

"เขาจะยอมให้เรายืมเหรอคะ"

"ถ้าบอกเขาว่าเราจะเอาไปใช้ทำอะไร แกต้องให้แน่" มุมปากของอวิ๋นโจวหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเดินออกไปทางประตูรั้วอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบบริเวณ โดยไม่มีการหันกลับมามองข้างหลังอีกเลย

ไป๋ลู่มองตามแผ่นหลังผอมบางนั้นแล้วยิ้ม

ผู้ใหญ่บ้านหวงเหล้ายิ่งกว่าชีวิต ถ้ารู้ว่าเหล้าที่หวงนักหวงหนาต้องถูกนำมาเทล้างแผลเพราะป้าต้าเฟิ่งตีเด็ก ความหงุดหงิดของเขาจะพุ่งไปหาใคร คำตอบนั้นชัดเจนยิ่งกว่ารอยเท้าบนหิมะเสียอีก

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ผู้ใหญ่บ้านฉินเหล่าเกินก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาในลานบ้าน ชายวัยหกสิบหน้าเหลี่ยมผิวคล้ำแดด หนวดแข็งราวกับแปรงขัดหม้อ อุ้มไหเหล้าดินเผาแนบอกราวกับอุ้มหลานชายคนโปรด โดยมีอวิ๋นโจวเดินตามหลังมาด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม

"ไหนแผล!" ผู้ใหญ่บ้านฉินตะโกนลั่น พอเห็นใบหน้าเลอะเลือดของเสี่ยวหู่ใกล้ๆ หนวดแข็งเกร็งก็กระตุก "ใครทำ!"

ทั่วทั้งลานเงียบกริบ สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องป้าต้าเฟิ่งที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่โคนต้นท้อ ผมเผ้ากระเซิงเต็มไปด้วยเศษก้านข้าวฟ่าง

"ก็... ก็มันขโมยไข่..."

"ขโมยไข่!" ผู้ใหญ่บ้านฉินแผดเสียงจนไก่ในเล้าแตกตื่นบินว่อน "เด็กหกขวบหยิบไข่ไก่บ้านตัวเองฟองเดียว ถึงกับต้องตีจนหน้าแหกเชียวหรือ! ถานต้าเฟิ่ง เธอเป็นคนหรือเป็นหมาป่า ท่านประธานสอนให้ดูแลคนรุ่นหลังของการปฏิวัติ แต่เธอกลับตีทิ้งตีขว้างเสียอย่างนี้!"

ป้าต้าเฟิ่งอ้าปากเตรียมจะเถียง แต่อวิ๋นโจวเดินผ่านหล่อนไปพอดี รองเท้าผ้าของเขาเหยียบลงบนนิ้วมือที่หล่อนยันพื้นไว้เต็มแรง

"อ๊าก!"

"ขอโทษครับป้า" อวิ๋นโจวละเท้าออกอย่างเชื่องช้า ใบหน้าซีดเซียวฉายแววรู้สึกผิด "ช่วงนี้ตาผมไม่ค่อยดี เวลาโรคหัวใจกำเริบมันจะพร่ามัวไปหมด"

ไป๋ลู่ต้องขบกระพุ้งแก้มตัวเองไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ

ผู้ใหญ่บ้านฉินกัดฟันดึงจุกไหออก กลิ่นเหล้าข้าวฟ่างแรงฉุนโชยเตะจมูกจนชาวบ้านรอบๆ สูดจมูกฟุดฟิด ไป๋ลู่ยื่นชามกระเบื้องบิ่นไปรอ ชายชรารินเหล้าลงไปครึ่งชามด้วยมืออันสั่นเทา สีหน้าปวดร้าวราวกับกำลังถูกเฉือนเนื้อตัวเอง

"เจ็บหน่อยนะเสี่ยวหู่" ไป๋ลู่ลูบหัวน้องชายเบาๆ "กัดผ้านี่ไว้"

เธอใช้ผ้าสะอาดที่แม่เพิ่งต้มน้ำร้อนลวกมาชุบเหล้า แล้วเช็ดลงบนแผลอย่างมั่นคง เด็กชายสะดุ้งเฮือก ฟันขบผ้าแน่นจนแก้มป่อง น้ำตาไหลพรากแต่กลับไม่ยอมส่งเสียงร้องสักแอะ ไป๋ลู่ใช้ปลายไม้ลนไฟค่อยๆ เขี่ยเศษเปลือกหลิวออกจากขอบแผลทีละชิ้น ก่อนจะล้างซ้ำอีกสองรอบจนเนื้อแผลสะอาดเป็นสีชมพูสด

"ทีนี้ขอขี้เถ้าค่ะ" เธอหันไปหาผู้เป็นแม่ "เอาจากก้นเตาที่เพิ่งเผาฟางใหม่ๆ เลือกส่วนสีขาวละเอียด ร่อนผ่านผ้ามาด้วยนะคะ"

"ขี้เถ้า?" ป้าบ้านตะวันออกร้องเสียงหลง "โรยขี้เถ้าลงแผล เดี๋ยวก็เน่ากันพอดี!"

"ขี้เถ้าที่เพิ่งผ่านไฟร้อนๆ สะอาดกว่ามือพวกเราทุกคนในลานนี้อีกค่ะ" ไป๋ลู่ตอบโดยไม่เงยหน้า "มันช่วยดูดน้ำเหลืองและห้ามเลือด ปู่ของฉัน..."

หญิงสาวชะงักกึก ปู่ที่สอนวิชานี้ให้เธอคือพรานเฒ่าบนเขาทางเหนือ คนที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่แบเบาะในชาติก่อน ไม่ใช่ปู่ไป๋ต้าฝูที่ไม่เคยเหลียวแลร่างนี้เลยแม้แต่วันเดียว

"...ในฝันเคยสอนไว้ค่ะ" เธอเอ่ยปิดท้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย

แม่โจวอวี้เหลียนร่อนขี้เถ้าละเอียดมาให้ครึ่งถ้วย ไป๋ลู่โรยผงสีขาวนวลลงบนแผลบางๆ ก่อนจะพันผ้าสะอาดทับรอบศีรษะน้องชายสองรอบ แล้วผูกปมไว้ด้านข้างเพื่อไม่ให้บดบังดวงตา

ผู้ใหญ่บ้านฉินซึ่งยืนดูอยู่ตลอดพยักหน้าช้าๆ ขณะอุดจุกไหคืน "หลานต้าหนิวมือนิ่งดีนี่ ไม่เหมือนที่เขาลือกันว่าหัวทึบ"

"ตกเนินคราวนั้นทำให้หัวดีขึ้นค่ะลุงผู้ใหญ่" ไป๋ลู่ยิ้มจนตาหยี "คงกระแทกแรงจนสมองเข้าที่เข้าทางพอดี"

ชาวบ้านรอบข้างพากันหลุดหัวเราะ บรรยากาศตึงเครียดในลานบ้านพลันผ่อนคลายลงไปกว่าครึ่ง

ไป๋ลู่เหลือบมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องของบ้านใหญ่ ม่านผ้าขาดครึ่งผืนขยับไหวเล็กน้อย เหมยเหมยกำลังยืนแอบมองอยู่จากด้านใน นิ้วเรียวบิดปลายผมเปียเป็นเกลียวแน่นไม่ยอมหยุด พอเห็นว่าถูกมอง หล่อนก็ปล่อยม่านลงทันที

ไป๋ลู่เก็บภาพนั้นไว้ในใจ ราวกับนายพรานที่จดจำรอยเท้าสัตว์ป่าซึ่งยังไม่ถึงเวลาตามล่า

"ผู้ใหญ่บ้านฉิน" ย่าเหลียงส่งเสียงดังฟังชัดจงใจให้ได้ยินไปถึงนอกรั้ว "เหล้าที่เอามาครึ่งชามนี้ บ้านเราขอติดค้างไว้ก่อน ส่วนเรื่องชดใช้ ฉันเห็นว่าควรให้คนลงมือตีเด็กเป็นคนจ่าย ผู้ใหญ่ว่าถูกไหม"

"ถูก!" ผู้ใหญ่บ้านฉินตวาดพลางหันไปถลึงตาใส่ป้าต้าเฟิ่ง "เหล้าหมักสิบปีของฉัน ครึ่งชามนี้คิดเป็นไข่สิบฟอง เย็นนี้เอามาส่งที่บ้านฉันให้ครบ ขาดไปแม้แต่ฟองเดียว ฉันจะเรียกประชุมหน่วยผลิตมาวิจารณ์ความผิดของนางถานต้าเฟิ่งกลางลานนวดข้าว!"

ป้าต้าเฟิ่งหน้าซีดเผือดจนไฝข้างปากดูดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม ไข่สิบฟองของบ้านใหญ่ ย่อมต้องควักออกมาจากตะกร้าของเหมยเหมยทั้งหมด

แต่ก่อนที่หล่อนจะทันร้องแรกแหกกระเชอ เสียงไอแค่กๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูรั้ว

ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่พากันหลบทางให้เป็นช่องทันที

ชายชราร่างผอมสูงในเสื้อกั๊กดำก้าวเข้ามา มือหนึ่งถือจอบ อีกมือค้ำไม้เท้าไม้ท้อขัดมันวับซึ่งมีปลายหุ้มเหล็ก ปู่ไป๋ต้าฝูกลับมาจากไร่ข้าวโพดแล้ว ดวงตาภายใต้คิ้วหงอกขาวหรี่มองลูกสะใภ้คนโปรดที่นั่งผมเผ้ากระเซิงร้องไห้อยู่โคนต้นท้อ มองหลานชายที่หัวพันผ้าขาว แล้วในที่สุด สายตาคู่นั้นก็หยุดนิ่งอยู่ที่ไป๋ลู่

"นังต้าหนิว" น้ำเสียงของปู่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ "แกทำร้ายป้าของแกใช่ไหม"

"เปล่าค่ะปู่ ฉันแค่..."

ไม้เท้าหุ้มเหล็กในมือปู่เงื้อขึ้นสูงเหนือศีรษะ หมายจะหวดฟาดลงมาตรงกลางศีรษะของเธอเต็มเหนี่ยว!