อ่างเก็บน้ำหงฉี
อ่างเก็บน้ำหงฉี
ไป๋เหมยเหมยขัดกระโถนใบที่สามสิบเอ็ดของเช้าวันนั้น หล่อนโยนแปรงลงถังจนน้ำสกปรกกระเซ็นเปื้อนชายเสื้อพยาบาลสีขาว
สี่วันในโรงพยาบาลทหาร ลูกจ้างชั่วคราวอย่างหล่อนไม่เคยได้แตะเข็มฉีดยาสักเล่ม พยาบาลรุ่นพี่สั่งให้ขัดกระโถน ล้างผ้าพันแผลเปื้อนหนอง และถูพื้นทางเดินตึกผู้ป่วย พี่ถานคนฝากงานบอกแค่ให้อดทน หมอเซี่ยเอ็นดู หมอเซี่ยเรียกหล่อนไปพบเพียงครั้งเดียว แต่กลับถามถึงแต่เรื่องต้าหนิว ว่าชอบกินอะไร กลัวอะไร และว่ายน้ำเป็นไหม
ส่วนนางหมีดำกลับได้นอนห้องผู้การ ได้ไปงานเลี้ยงบ้านผู้การกองพล แถมยังได้คำชมจากคนทั้งบ้านพักทหาร จนเรื่องนาฬิกาเรือนทองลือสะพัดมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่
เหมยเหมยบิดปลายเปียตัวเองซ้ำๆ จนเส้นผมแตกปลาย
วันนี้ทีมพยาบาลต้องไปตรวจสุขภาพแรงงานขุดลอกที่อ่างเก็บน้ำหงฉี หล่อนได้ยินหมอเซี่ยคุยกับคุณนายเหมิงชิวเมื่อวานว่าเมียผู้การฮั่วจะไปด้วย และหล่อนยังจำอีกเรื่องหนึ่งที่คนในหมู่บ้านไป๋สือโกวรู้ดี ตอนเด็กต้าหนิวเคยตกลำธาร จมดิ่งลงไปราวกับก้อนหิน จนผู้ใหญ่ต้องใช้ไม้ไผ่เกี่ยวเส้นผมดึงขึ้นมา… ต้าหนิวว่ายน้ำไม่เป็น
เหมยเหมยมองมือตัวเองที่เปียกชื้นจากการขัดกระโถน มือขาวบาง นิ้วเรียว ครั้งที่แล้วมือคู่นี้ก็ไม่สั่นเลยสักนิด
อ่างเก็บน้ำหงฉีกว้างสุดสายตาในเช้ากลางเดือนแปด ผิวน้ำสีเขียวอมเทาสะท้อนแดดเป็นเกล็ดระยับ สันเขื่อนดินยาวเกือบกิโลทอดขวางหุบเขา ตรงกลางคือประตูระบายน้ำคอนกรีตที่เพิ่งเทใหม่เมื่อต้นปี สายน้ำไหลลอดช่องประตูลงไปม้วนตัวเป็นวังวนสีขาวโพลน ส่งเสียงคำรามต่ำไม่ขาดสาย
แรงงานหลายร้อยคนจากหลายคอมมูนกำลังขุดลอกตะกอนริมอ่าง หาบถังดินต่อแถวยาวราวกับมดขนอาหาร ทีมแพทย์ทหารตั้งโต๊ะตรวจโรคอยู่ใต้เพิงผ้าใบริมสันเขื่อน
ไป๋ลู่แบกลังยาสองใบซ้อนกันขึ้นบ่า ผ้าพันคอผืนบางพันรอบคอแน่นหนาทั้งที่แดดเริ่มร้อนจนเหงื่อซึม พยาบาลสาวสองคนที่เดินตามหลังซุบซิบกันว่าเมียผู้การคงเป็นหวัด ไป๋ลู่ไม่ได้แก้ข่าว เธอจะอธิบายได้อย่างไรว่าใต้ผ้าผืนนี้มีรอยจ้ำแดงแปดรอยที่สามีทิ้งไว้ เพียงเพราะหึงผู้การกองพลที่จับมือเธอนานเกินไป
หัวหน้าทีมแพทย์วันนี้คือหมอเซี่ยอวี้ถิง หล่อนยืนอยู่ใต้เพิงในชุดกาวน์สีขาวรีดเรียบ ผมเกล้ามวยสูง ส่งยิ้มหวานให้ไป๋ลู่มาแต่ไกล "สหายไป๋ วางลังไว้ตรงนั้นได้เลยค่ะ" อวี้ถิงพูดพลางผายมือ "งานยกของหนักเหมาะกับคุณที่สุดแล้ว"
"ค่ะหมอเซี่ย" ไป๋ลู่วางลังลง "หมอเองก็เหมาะกับงานพูดที่สุดเหมือนกัน"
อวี้ถิงยิ้มค้าง ไป๋ลู่เดินเลี่ยงผ่านไปก่อนที่อีกฝ่ายจะทันหาคำตอกกลับ
สามีเตือนให้ระวังเหมยเหมย เธอจึงคอยจับตาดูผู้หญิงคนนั้นตั้งแต่ลงจากรถ เหมยเหมยในชุดพยาบาลฝึกหัดสีขาวเดินวนเวียนอยู่รอบเพิงสามรอบ มองมาทางเธอเจ็ดครั้ง ทุกครั้งจะหลบตาทันที และทุกครั้งที่มอง มือก็ต้องบิดปลายเปียตัวเอง
ท่าทางเหมือนหมาจิ้งจอกเดินวนรอบเล้าไก่ ไป๋ลู่เคยเห็นสายตาแบบนี้มาแล้วบนลานบ้านในวันแต่งงาน
สายวันนั้น เหมยเหมยวิ่งหน้าตื่นตรงมาที่เพิงผ้าใบ "ต้าหนิว! ต้าหนิว!" หล่อนหอบจนตัวโยน "มีคนงานเป็นลมอยู่ตรงประตูระบายน้ำ หมอเซี่ยไปตรวจคนงานที่โดนจอบฟันเท้าอยู่อีกฝั่ง ฉันพยุงเขาคนเดียวไม่ไหว เธอแรงเยอะ ไปช่วยหน่อย!"
ไป๋ลู่จ้องหน้าลูกพี่ลูกน้องนิ่ง ดวงตาของเหมยเหมยแดงก่ำ เหงื่อไหลโทรมใบหน้า ท่าทางร้อนรนสมจริงทุกกระเบียดนิ้ว หากมีคนเป็นลมจริง ทุกวินาทีคือชีวิต แต่หากไม่มี... มันก็คือกับดัก
เธอคว้ากระเป๋าปฐมพยาบาลแล้วก้าวตามไป โดยเดินเยื้องไปทางซ้ายของเหมยเหมยครึ่งก้าวตลอดทาง เพื่อให้อีกฝ่ายอยู่ในระยะสายตาเสมอ
ประตูระบายน้ำอยู่ห่างจากเพิงราวสองร้อยก้าว ทางเดินบนสันคอนกรีตกว้างเพียงสองศอก ด้านหนึ่งคือน้ำนิ่งลึกในอ่าง อีกด้านเป็นหน้าผาคอนกรีตดิ่งลงไปสามวา สู่กระแสน้ำที่พุ่งลอดประตูระบายน้ำลงไปม้วนตัวเป็นวังวนสีขาวโพลน ละอองน้ำเย็นเฉียบปลิวปะทะใบหน้า
แต่บนสันเขื่อนกลับไม่มีคนงานเป็นลมอยู่เลยสักคน
"เอ๊ะ..." เหมยเหมยทำเสียงประหลาดใจ หล่อนหันมองรอบตัว "เมื่อกี้เขายังนอนอยู่ตรงนี้เลย หรือจะมีคนพากลับไปแล้ว?"
ไป๋ลู่ยืนนิ่งอยู่ริมขอบสันเขื่อนฝั่งที่ติดกับวังวนน้ำเชี่ยว เธอไม่ยอมหันหลังให้อีกฝ่าย ปลายเท้าที่สวมรองเท้าผ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ขอบปูนตรงนี้ร่วนซุย เศษคอนกรีตก้อนเล็กหลุดร่วงลงสู่ห้วงน้ำเบื้องล่างทันทีที่เธอขยับเท้า
คอนกรีตที่เพิ่งเทเมื่อต้นปี จะร่วนซุยเป็นทรายได้อย่างไร? เธอยังไม่ทันหาคำตอบ สายลมก็พัดเอากลิ่นน้ำมันใส่ผมดอกกุ้ยฮวาโชยมาจากด้านหลัง มันคือกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนหมอนในบ้านใหญ่ตระกูลไป๋ เงาร่างของหญิงสาวทาบลงบนพื้นคอนกรีตเปียกชื้นตรงปลายเท้า สองแขนยื่นเหยียดตรงมาข้างหน้า
นายพรานไม่จำเป็นต้องหันมองเหยื่อ แค่ฟังเสียงลมก็รู้ทิศทาง
ไป๋ลู่เบี่ยงตัวหลบไปทางซ้ายเพียงก้าวเดียว
สองมือขาวบางที่พุ่งกระแทกเข้าหาแผ่นหลังปะทะเพียงความว่างเปล่า ร่างผอมบางเสียหลักถลาไปข้างหน้า เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนขอบปูนร่วนซุยตรงจุดที่ไป๋ลู่เคยยืนพอดี
ขอบคอนกรีตแตกยุบกลายเป็นผงทรายใต้ฝ่าเท้าหล่อน
"ต้าหนิว...!"
ไป๋ลู่ยื่นมือออกไปคว้า ปลายนิ้วเฉียดปลายแขนเสื้อพยาบาลสีขาวไปเพียงคืบ ร่างของไป๋เหมยเหมยหงายหลังร่วงดิ่งลงจากสันเขื่อน สองมือตะกุยอากาศอย่างไร้ที่ยึดเหนี่ยว ก่อนจะจมหายลงไปในวังวนสีขาวโพลนเบื้องล่างพร้อมเสียงตูมสนั่น
ห้าวินาทีที่ไป๋ลู่ยืนนิ่งอยู่บนขอบเขื่อนนั้น ราวกับยาวนานกว่าห้าปี
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งลงมือฆ่าเธอ และเป็นเจ้าของมือขาวบางที่สวมกำไลเงินเส้นเล็กซึ่งผลักร่างเดิมตกเนินหลังไร่ข้าวโพด ชาติก่อนก็เคยมีคนยื่นแก้วยาพิษให้เธอด้วยมือที่นิ่งสนิทเช่นนี้ ชาตินี้เธอเพียงแค่ยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วบอกทุกคนว่าช่วยไว้ไม่ทันก็พอ ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครรู้
ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากเบื้องล่าง มือขาวข้างหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาตะเกียกตะกาย ก่อนจะจมดิ่งหายไปอีกหน
ไป๋ลู่สะบัดรองเท้าผ้าทิ้ง แล้วพุ่งตัวดิ่งลงไปทันที สายน้ำเย็นจัดจนหัวใจแทบหยุดเต้น แรงดูดมหาศาลกระชากร่างเธอดิ่งลงสู่ความมืดมิดสีเขียวมรกต หูอื้ออึงและดวงตาแสบร้อน ร่างนี้ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ไป๋ลู่ในชาติก่อนเติบโตมากับลำธารเย็นเยือกในป่าลึกทางตอนเหนือ ปู่พรานเคยโยนเธอลงวังน้ำลึกตั้งแต่ห้าขวบ พร้อมพร่ำสอนว่าหากติดอยู่ในวังน้ำวนห้ามฝืนแรง ให้ดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแล้วถีบตัวออกด้านข้าง
เธอดำดิ่งลงไปตามกระแสน้ำ มือควานหาไปรอบตัวจนปลายนิ้วสัมผัสโดนเนื้อผ้าบางเบา เธอรีบคว้ามันไว้แล้วกระชากเข้าหาตัว ร่างผอมเกร็งในอ้อมแขนแน่นิ่งไม่ไหวติงแล้ว
พละกำลังมหาศาลปะทุขึ้นอีกครั้ง ไป๋ลู่ถีบก้นอ่างเก็บน้ำสุดแรงเกิด พุ่งตัวออกด้านข้างจนหลุดพ้นแรงดูด ก่อนจะพาร่างไร้สติขึ้นมาสูดอากาศที่ผิวน้ำห่างจากวังวนไปร่วมสิบวา บนสันเขื่อนเริ่มมีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย แรงงานหลายคนวิ่งกระหืดกระหอบลงมาตามทางลาด พลางยื่นด้ามจอบและไม้คานลงมาให้เธอเกาะ
เหมยเหมยนอนหงายแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินริมอ่าง ใบหน้าขาวซีดจนกลายเป็นสีเทาอมเขียว ริมฝีปากม่วงคล้ำ ร่างกายเปียกโชก เส้นผมที่เคยถักเปียหลุดลุ่ยพันกันรุงรังเกาะเต็มแก้ม
ไป๋ลู่คุกเข่าลงข้างกายหล่อน หยาดน้ำจากเรือนผมของเธอหยดลงบนใบหน้าคนจมน้ำ เธอทาบนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนเส้นเลือดข้างลำคอ นับจังหวะในใจ หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า...
ไร้ชีพจร ไร้ลมหายใจ ทรวงอกสงบนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหว
"หลีกไป!" เซี่ยอวี้ถิงแหวกกลุ่มคนเข้ามา เสื้อกาวน์สีขาวเปื้อนโคลนไปครึ่งแถบ หล่อนก้มลงแตะข้อมือของเหมยเหมยเพียงอึดใจเดียว ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนพลางส่ายหน้า
"ตายแล้ว" อวี้ถิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา "จมน้ำนานเกินสามนาที หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว ไม่มีทางช่วยได้ ห่มผ้าคลุมไว้แล้วไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าขยับเขยื้อนศพให้เสียรูปคดี"
เสียงผู้คนรอบข้างเริ่มฮือฮา หญิงชาวบ้านสองสามคนถึงกับปล่อยโฮ
ไป๋ลู่ไม่สนใจคำพูดนั้น เธอจับศีรษะเหมยเหมยเอียงไปด้านข้าง สอดนิ้วเข้าไปกวาดเศษโคลนและเศษหญ้าน้ำออกจากช่องปาก จากนั้นประสานมือทั้งสองข้างวางลงกึ่งกลางทรวงอกผอมบาง เหยียดแขนตึง แล้วทิ้งน้ำหนักกดลงไปสุดแรง
หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า...
"คุณจะทำอะไร!" อวี้ถิงร้องเสียงหลง "นั่นมันศพคนตายแล้วนะ!"
ยี่สิบ... ยี่สิบเอ็ด...
เสียงกระดูกลั่นกร๊อบดังขึ้นใต้ฝ่ามือของไป๋ลู่ ซี่โครงหักไปหนึ่งซี่ คนรอบวงพากันร้องด้วยความตกใจ แต่เธอไม่ยอมหยุด ซี่โครงหักยังประสานใหม่ได้ แต่หากหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว จะไม่มีใครต่อชีวิตให้ได้อีก
สามสิบ!
เธอเชิดคางของเหมยเหมยขึ้น บีบจมูกหล่อนไว้แน่น ก่อนจะก้มลงประกบปากเป่าลมเข้าสู่ปอดเต็มแรงสองครั้ง ทรวงอกผอมบางขยับยกขึ้นตามแรงลมแล้วยุบลง
"จูบศพ!" ใครคนหนึ่งในกลุ่มคนมุงกรีดร้องขึ้นมา "เมียผู้การกำลังจูบศพ!"
"สหายไป๋ หยุดมือเดี๋ยวนี้!" อวี้ถิงตรงเข้ากระชากไหล่เธอ "นี่มันผิดหลักการแพทย์ คุณกำลังดูหมิ่นศพคนตาย ฉันเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่นี่ ขอสั่งให้คุณหยุด!"
ไป๋ลู่สะบัดไหล่เพียงครั้งเดียว มือของอวี้ถิงก็หลุดกระเด็น หล่อนเสียหลักเซถอยหลังไปสองก้าว จนแรงงานด้านหลังต้องช่วยกันประคองไว้
"หมอเซี่ย" ไป๋ลู่พูดโดยไม่ยอมเงยหน้า สองมือยังคงกดนวดหัวใจเป็นจังหวะต่อเนื่อง "หมอจะยืนนับเวลาตายอยู่ตรงนั้น หรือจะมาช่วยฉันนับจังหวะกู้ชีพ เลือกเอาสักอย่าง"
อวี้ถิงยืนหน้าดำคร่ำเครียด ไม่ยอมขยับไปไหน แต่ไป๋ลู่สังเกตเห็นจากหางตาว่ายามที่เธอนับถึงยี่สิบ ริมฝีปากของหมอสาวกลับขยับนับตามโดยไม่รู้ตัว ตรงจังหวะไม่มีผิดเพี้ยน และในตอนแรกที่หล่อนก้มลงตรวจร่างนั้น มือของหล่อนทาบลงตรงกึ่งกลางกระดูกหน้าอกก่อนจะเลื่อนไปแตะชีพจรที่ข้อมือแทน
หมอที่นับจังหวะตามได้แม่นยำเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่ไม่รู้วิธีการกู้ชีพ หมอคนนี้จงใจเลือกที่จะไม่ลงมือเอง หากกดหน้าอกแล้วไม่ฟื้น หัวหน้าทีมแพทย์ย่อมต้องรับผิดชอบลงชื่อในรายงานความตาย แต่หากปล่อยให้ลูกจ้างชั่วคราวที่ถูกส่งมาทำงานสกปรกแล้วพลาดท่าจมน้ำตายไปเงียบๆ ย่อมง่ายดายกว่าปล่อยให้รอดชีวิตกลับไปแฉว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง
หนึ่ง... สอง... สาม... สามสิบ เป่าลมสองครั้ง หนึ่ง... สอง... สาม... สามสิบ เป่าลมสองครั้ง
รอบที่สามผ่านไป รอบที่สี่ตามมา หยาดเหงื่อผสมปนเปกับน้ำในอ่างเก็บน้ำไหลโซมลงมาจากหน้าผากของไป๋ลู่ สองแขนเริ่มอ่อนล้าจนแทบหมดแรง กลุ่มคนมุงเริ่มเงียบเสียงลง มีเพียงเสียงกระแสน้ำวนตรงประตูระบายน้ำที่ยังคงคำรามก้องอยู่ไกลๆ
เข้าสู่รอบที่ห้า ไป๋ลู่ก้มลงเป่าลมหายใจเข้าสู่ปอดเป็นครั้งที่สอง
ทันใดนั้น ทรวงอกผอมบางภายใต้ฝ่ามือของเธอก็กระตุกขึ้นอย่างแรงหนึ่งครั้ง
เหมยเหมยไอสำลักพรวด น้ำขุ่นคลักสีเขียวพุ่งทะลักออกจากปากเป็นสาย ไป๋ลู่รีบพลิกตัวหล่อนให้นอนตะแคงทันที พลางตบหลังช่วยรีดน้ำให้ออกมาจนหมดสิ้น ใต้ปลายนิ้วที่กดทาบข้างลำคอ ชีพจรเริ่มกลับมาเต้นแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ทวีความแรงขึ้นตามจังหวะชีวิต
ผู้คนรอบอ่างเก็บน้ำต่างระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีขึ้นพร้อมกัน แรงงานบางคนถึงกับพนมมือท่วมหัวไหว้ขอบคุณฟ้าดิน
"ฟื้นแล้ว! เมียผู้การปลุกคนตายให้ฟื้นได้!" ชายชราคนหนึ่งตะโกนลั่น "ขนาดหมอเสื้อกาวน์ขาวยังบอกว่าตายไปแล้วแท้ๆ แต่เธอกลับดึงวิญญาณกลับมาได้!" ขณะที่เซี่ยอวี้ถิงซึ่งยืนอยู่วงนอกสุดใบหน้าซีดเผือด สองมือกำชายเสื้อกาวน์เปื้อนโคลนแน่นจนสั่น
ไป๋ลู่ทรุดกายนั่งลงบนพื้นดินแฉะชื้น เธอหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างเหน็ดเหนื่อย สองแขนสั่นเทาจนแทบยกไม่ขึ้น
เปลือกตาของไป๋เหมยเหมยกระพริบถี่รัว ก่อนจะเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่นั้นเหม่อมองท้องฟ้ากว้างอย่างสับสน มิตรรอบกายในชุดสีเขียวและสีน้ำเงินซีดจาง หมอสาวในชุดกาวน์ขาว ตลอดจนแนวเขื่อนดินและเพิงผ้าใบเบื้องหน้าล้วนดูแปลกตาไปหมด
มือขวาของหล่อนยังคงกำแน่นมาตั้งแต่ตอนร่วงหล่นจากสันเขื่อน ครั้นพอนิ้วมือคลายออก เศษปูนสีเทาที่ตะกุยติดมือมาก็ร่วงกราวออกจากร่องนิ้วราวกับทรายเปียก หล่อนจ้องมองมันด้วยความงุนงง ก่อนจะยกมือขึ้นไขว่คว้าไปรอบตัวบนพื้นดิน คล้ายกำลังมองหาของบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะอยู่ข้างกายเสมอ ริมฝีปากที่ยังคงม่วงคล้ำขยับพึมพำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมรำคาญใจ ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่ไม่มีใครในหมู่บ้านไป๋สือโกวเคยได้ยินจากปากหล่อนมาก่อน
"โทรศัพท์ฉันอยู่ไหน"