LNCrawler

กำไลที่หมุนตอนโกหก

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

กำไลที่หมุนตอนโกหก

คำว่าโทรศัพท์ไม่ควรออกมาจากปากของไป๋เหมยเหมย

ในหมู่บ้านไป๋สือโกว โทรศัพท์มีอยู่เครื่องเดียวที่ที่ทำการคอมมูน ตัวเครื่องสีดำหนาหนักเหมือนก้อนอิฐ ต้องหมุนแป้นแล้วรอสายจากชุมสายอำเภอครึ่งค่อนวัน ไม่มีใครในหมู่บ้านพูดถึงมันว่า "โทรศัพท์ฉัน" ราวกับเป็นหวีหรือผ้าเช็ดหน้าที่ควรอยู่ข้างตัวตลอดเวลา แต่ไป๋ลู่เคยพูดประโยคแบบนั้นมาทั้งชีวิตในชาติก่อน ทุกเช้าที่ลืมตาตื่น

"สมองขาดออกซิเจน เพ้อไปเรื่อย!" เซี่ยอวี้ถิงรีบป่าวประกาศ เสียงดังลั่นหวังกู้หน้าคืนต่อหน้าคนมุง "คงอยากโทรหาพ่อแม่ที่คอมมูนนั่นแหละ เอาตัวขึ้นเปลแล้วส่งโรงพยาบาลทหาร เร็วเข้า!"

เหมยเหมยถูกหามขึ้นเปล ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวไม่หยุด มองเขื่อนดิน แรงงานในเสื้อปะเข่า ธงแดงบนเพิงผ้าใบ และป้ายคำขวัญอักษรขาวบนผ้าแดงที่เขียนว่า 'เรียนรู้จากต้าไจ้' ริมฝีปากม่วงคล้ำขยับพึมพำอีกครั้ง

"นี่มัน... กองถ่ายละครย้อนยุคเหรอ"

ไม่มีใครเข้าใจ ทุกคนคิดว่าคนเพิ่งฟื้นจากความตายก็ต้องพูดจาเลอะเลือนเป็นธรรมดา

แต่แล้วเหมยเหมยก็หุบปากฉับ หล่อนหรี่ตามองเสื้อผ้าของพยาบาล มองมือตัวเองที่ทั้งขาวบางและหยาบกร้าน ก่อนจะก้มมองกำไลเงินเส้นเล็กบนข้อมือราวกับเพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรก จากนั้นก็เงียบกริบไปตลอดทาง ไม่เอ่ยปากถามอะไรอีกเลย

ไป๋ลู่ยืนมองเปลหามจนลับสายตา หยาดน้ำยังคงหยดจากปลายผมเปียกลู่ลงบนไหล่ทีละหยด

ปู่พรานสอนเธอว่าสัตว์ที่ติดบ่วงแล้วร้องโวยวายนั้นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือตัวที่ติดบ่วงแล้วเงียบ นอนนิ่ง แล้วมองหาทางออก

วันรุ่งขึ้น ไป๋ลู่หิ้วกระติกน้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นรากบัวเข้าไปในตึกผู้ป่วยหญิงของโรงพยาบาลทหาร

หัวหน้าทีมพยาบาลขอให้เธอมาดูอาการ เพราะเป็นคนกดหน้าอกจนซี่โครงหัก ทั้งโรงพยาบาลลือกันไปแล้วว่าเมียผู้การฮั่วดึงคนตายกลับมาจากประตูผีด้วยสองมือ บางคนบอกว่าเป็นวิชาแพทย์ต่างประเทศ บางคนบอกว่าเป็นวิชาหมอผีจากเขาเฮยเฟิง

เหมยเหมยนอนอยู่เตียงริมหน้าต่างสุดห้อง หนุนหมอนสองใบ ผ้าพันรอบซี่โครง ผมที่เคยถักเปียผูกโบแดงถูกรวบเป็นหางม้าสูงไว้กลางกระหม่อม แบบที่ไม่มีหญิงสาวคนไหนในยุคนี้ทำกัน

หล่อนกำลังพูดกับพยาบาลรุ่นพี่ที่เพิ่งวัดไข้ให้ "ไม่มีน้ำแร่เหรอ" เหมยเหมยถามพลางถอนหายใจยาว "ขวดเล็กๆ ใสๆ น่ะ"

"น้ำอะไรนะ"

"ช่างเถอะ โอเคๆ ไปได้แล้ว" หล่อนโบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน ดึงผ้าห่มทหารสีเขียวขึ้นมาดมแล้วสะบัดทิ้งทันที "คันยังกับกระสอบป่าน ที่นี่ไม่มีของดีๆ ให้คนใช้เลยหรือไง"

พยาบาลรุ่นพี่มองหน้าหล่อนเหมือนมองคนบ้า แล้วเดินหนีไป คำว่าโอเคไม่มีในพจนานุกรมของหมู่บ้านไป๋สือโกว ไป๋ลู่รู้ดี เพราะเธอต้องกัดลิ้นตัวเองไว้ไม่ให้หลุดคำนี้มาตลอดสามเดือน

เหมยเหมยเงยหน้าขึ้นเห็นไป๋ลู่ที่ยืนอยู่ปลายเตียง ดวงตาคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเชื่องช้า ประเมินค่าราวกับพนักงานตีราคาทรัพย์สินที่กำลังตรวจดูบ้านมือสอง สายตาหยุดนิ่งที่ต้นแขนอวบ เอวหนา และรองเท้าผ้าปะหัว ก่อนที่มุมปากข้างหนึ่งจะหยักยิ้ม

ไป๋ลู่ยืนนิ่ง

"คุณคือเมียผู้การที่ช่วยฉันไว้ใช่ไหม" เหมยเหมยพูดคำว่า "คุณ" ออกมาอย่างลื่นไหล ราวกับเรียกพนักงานขายมากกว่าลูกพี่ลูกน้องที่โตมาในลานบ้านเดียวกันสิบเก้าปี "ขอบคุณนะ"

"เหมยเหมยจำฉันไม่ได้เหรอ" ไป๋ลู่ถามพลางสบตาตรงๆ

"ไม่ได้เลยค่ะ" เหมยเหมยตอบกลับทันควัน "หมอบอกว่าสมองขาดออกซิเจนจนความจำเสื่อม ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง"

ระหว่างพูด นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของหล่อนแตะลงบนกำไลเงินที่ข้อมือซ้าย แล้วหมุนมันไปรอบข้อมือช้าๆ ตามเข็มนาฬิกา... หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ คางเชิดขึ้นนิดหนึ่ง มุมปากข้างขวายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ

ไป๋ลู่ไม่ได้ยินเสียงอะไรในห้องอีกเลย

ห้องรับรองชั้นบนสุดของคลังกลางลู่เซียน ตีสองของคืนสุดท้ายในชาติก่อน กระจกบานใหญ่มองเห็นไฟลานจอดรถบรรทุกเรียงเป็นแถว

ไป๋เจียอีนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนัง ในชุดเดรสสีครีมราคาเท่าเงินเดือนพนักงานคลังทั้งแผนก บนข้อมือซ้ายคือกำไลทองคำขาวที่ซื้อด้วยบัตรเครดิตเสริมของพี่สาว บนโต๊ะมีไวน์บอร์โดซ์ขวดหนึ่ง ปีเดียวกับที่พ่อเกิด

"ดีลโรงงานใหม่ปิดได้แล้ว ต้องฉลองสิ!" น้องสาวต่างแม่ยื่นแก้วไวน์ส่งให้ "ฉันอุตส่าห์หาขวดปีเกิดของพ่อมาเลยนะ"

"เธอมาทำอะไรที่คลังตอนตีสอง"

"คิดถึงพี่ไง" ไป๋เจียอีตอบพลางหัวเราะเบาๆ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้หมุนกำไลทองคำขาวรอบข้อมือสามรอบ คางเชิดขึ้นเล็กน้อยพร้อมมุมปากขวาที่ยกยิ้ม "จริงๆ นะ ฉันไม่ได้คิดอะไรไม่ดีเลย"

ไวน์รสฝาดนุ่มลิ้น มีกลิ่นขมจางๆ ที่ปลายลิ้นซึ่งเธอคิดว่าเป็นกลิ่นถังโอ๊ก แต่เพียงสิบห้านาทีต่อมา ขากลับไร้เรี่ยวแรง ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวและเอียงวูบ มือเรียวบางคู่หนึ่งเข้ามาพยุงเธอเข้าไปในลิฟต์ขนของหมายเลขสอง ตัวเลขแสดงชั้นลดลงทีละดวง... จนกระทั่งหยุดนิ่งที่ชั้นสอง

ทางเดินเย็นเฉียบ ประตูเหล็กหนาหมายเลขสามเปิดออกพร้อมไอเย็นสีขาวที่พวยพุ่ง ก่อนจะปิดลงเสียงดังปังไล่หลัง เสียงสลักเลื่อนเข้าที่ ตามด้วยเสียงแม่กุญแจทองเหลือง

อุณหภูมิติดลบสิบแปดองศา เธอทุบประตูเหล็กจนข้อนิ้วแตกยับ เลือดแข็งตัวเป็นเกล็ดสีแดงเข้มบนแผ่นเหล็กเย็นเยียบ นาฬิกาดิจิทัลเหนือประตูเปลี่ยนตัวเลขเป็น 02:17 แล้วไฟก็ดับพรึบลง ในความมืดมิด ผ่านช่องระบายอากาศแคบๆ ด้านบน มีเสียงกำไลโลหะกระทบกันเบาๆ สามครั้ง

"พี่สาวคะ ไวน์ขวดนั้นแพงนะ อย่าให้เสียของ"

ราวเหล็กเตียงผู้ป่วยในมือของไป๋ลู่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดเบาๆ เธอก้มลงมอง ราวเหล็กกลมหนาเท่านิ้วโป้งตรงจุดที่เธอกำแน่นงอบุ๋มลงไปเป็นรอยนิ้วมือทั้งห้า สีเคลือบสีขาวกะเทาะลอกออกเป็นสะเก็ดร่วงกราว เธอคลายมือออกช้าๆ ทีละนิ้ว

ไป๋เจียอี… คนที่วางยาในไวน์ คนที่ลั่นดาลประตูห้องเย็นหมายเลขสาม คนที่ยืนหัวเราะอยู่หลังช่องระบายอากาศขณะปล่อยให้พี่สาวค่อยๆ แข็งตายอย่างทรมาน... คนคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงตรงหน้า ในร่างของลูกพี่ลูกน้องที่เพิ่งพยายามผลักเธอลงวังน้ำวน ร่างที่เธอเพิ่งกระโดดลงไปยื้อชีวิตขึ้นมา กดหน้าอกจนซี่โครงหัก และเป่าลมหายใจของตัวเองเข้าไปในปอดเพื่อฉุดหัวใจให้กลับมาเต้นอีกครั้ง

เมื่อวานเธอยืนอยู่บนขอบนั้นห้าวินาที ห้าวินาทีที่เลือกได้ว่าจะปล่อยให้คนคนหนึ่งจมหายไป แต่เธอกลับเลือกช่วยชีวิตฆาตกรของตัวเอง

เสียงหัวเราะเย้ยหยันตัวเองดังสะท้อนในอก แต่ไม่มีเล็ดลอดออกไป ชาติก่อนเธอทุ่มเทลงทุนกับน้องสาวคนนี้ ส่งเรียนเมืองนอก ซื้อรถหรู มอบบัตรเครดิตเสริมให้ ผลตอบแทนที่ได้คือห้องเย็นติดลบสิบแปดองศา ชาตินี้เธอยังอุตส่าห์ลงทุนด้วยลมหายใจของตัวเองเป่าเข้าไปในปอดของหล่อนอีก หุ้นตัวนี้ซื้อทีไรขาดทุนทุกที

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า" เหมยเหมยถามพลางหรี่ตามองราวเตียงที่บุบเบี้ยวสลับกับใบหน้าของเธอ "หน้าซีดเชียว"

ไป๋ลู่ยิ้ม ยิ้มแบบเดียวกับที่ใช้รับของขวัญจากคุณนายเหมิงชิว ตาหยีจนไม่เหลือช่องให้ใครมองทะลุเข้าไปข้างใน

"ไม่เป็นไรจ้ะ แค่เมื่อวานว่ายน้ำเหนื่อยไปหน่อย" เธอวางกระติกน้ำแกงลงบนโต๊ะข้างเตียง "น้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นรากบัว ดื่มให้หมดซะนะ ซี่โครงจะได้ประสานกันไวๆ"

ไป๋เจียอีไม่รู้ นั่นคือไพ่ใบเดียวที่ไป๋ลู่ถืออยู่ในมือ และเธอจะไม่วางมันลงบนโต๊ะจนกว่าจะถึงเวลาที่คุ้มที่สุด

หากจะแฉตอนนี้ก็ง่ายดายเหลือเกิน เด็กสาวบ้านนอกที่หลุดปากพูดเรื่องโทรศัพท์ส่วนตัวและอนาคต ในยุคสมัยที่คำพูดผิดหูเพียงคำเดียวอาจกลายเป็นข้อหาต่อต้านการปฏิวัติร้ายแรง แต่ถ้าเจียอีโดนข้อหานั้น ร่างของเหมยเหมยย่อมลากตระกูลไป๋ทั้งบ้านลงเหวไปด้วย ทั้งย่า พ่อ แม่ พี่อวิ๋นโจว และเสี่ยวหู่ ทุกคนล้วนใช้แซ่เดียวกัน ไป๋ลู่ไม่มีวันยอมเผาบ้านตัวเองเพียงเพื่อไล่หนูสกปรกตัวเดียว

เหมยเหมยมองตามแผ่นหลังอวบของเมียผู้การที่เดินพ้นประตูห้องไป ก่อนจะเบ้ปากอย่างนึกรังเกียจ

ผ่านไปหนึ่งคืนเต็ม หล่อนปะติดปะต่อเรื่องราวได้เกือบหมด ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาเป็นระลอกตลอดทั้งคืนราวกับภาพยนตร์เร่งความเร็ว หมู่บ้านซอมซ่อชื่อไป๋สือโกว ปู่ลำเอียง แม่ปากจัด และลูกพี่ลูกน้องอ้วนดำชื่อต้าหนิวที่แย่งผู้ชายไปจากหล่อน

และปีนี้คือปีที่ปฏิทินบนผนังตึกผู้ป่วยบอกไว้ชัดเจน ปีที่ท่านประธานเหลือเวลาอีกราวปีเดียว

ชาติก่อนหล่อนอาจเรียนประวัติศาสตร์ไม่เอาถ่าน แต่หล่อนไม่ได้โง่ หล่อนดูซีรีส์ย้อนยุคมาเป็นร้อยเรื่อง อ่านนิยายทะลุมิติมาเป็นพันตอน ย่อมรู้ทิศทางลมและโครงสร้างใหญ่ของสิบปีข้างหน้า รู้ว่าขั้วอำนาจการเมืองจะพลิกผัน รู้ว่าจะมีการฟื้นฟูระบบสอบเอ็นทรานซ์ รู้ว่าจะมีการเปิดประเทศ และรู้ว่าใครที่เริ่มลงทุนก่อนจะกลายเป็นเศรษฐีใหม่ แล้วยังมีอีกเรื่องที่ทำให้หล่อนนอนยิ้มคนเดียวทั้งคืน

ฮั่วเจิ้นเป่ย... ชื่อนี้หล่อนคุ้นหูยิ่งนัก หล่อนเคยเห็นผ่านตาในสารคดีทหารที่เปิดทิ้งไว้ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภาพชายชราผมขาวหลังตรงตระหง่านในชุดนายพลเต็มยศ มีเหรียญเกียรติยศประดับเต็มอก ผู้บรรยายกล่าวว่าเขาคือหนึ่งในนายพลคนสำคัญของยุคปฏิรูปกองทัพ เคียงข้างเขามีภรรยายืนสง่าอยู่ด้วย เพียงแต่หล่อนจำใบหน้าของสตรีผู้นั้นไม่ได้ จะเป็นใครก็ช่าง แต่ไม่มีทางเป็นนางหมีควายบ้านนอกคนนั้นแน่!

เหมยเหมยดึงสมุดปกแข็งเล่มเล็กที่ขอจากพยาบาลเมื่อเช้าออกมาจากใต้หมอน เปิดหน้าแรกออกแล้วจับปากกาหมึกซึมมั่น ราวกับกำลังจับปากกาเตรียมเซ็นเช็คเงินสด

ผู้การที่จะเป็นนายพลในอนาคต…

หล่อนเคยเอาชนะพี่สาวที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลกมาได้แล้วครั้งหนึ่ง กับแค่เมียชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออกคนนี้ มันจะยากเย็นตรงไหน?

ไป๋ลู่เดินไปได้เพียงครึ่งทางเดินตึกผู้ป่วย ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมกำชับเรื่องเวลาเปลี่ยนผ้าพันซี่โครงไว้กับพยาบาลเวร เธอจึงหมุนตัวเดินย้อนกลับไปที่ห้องพักฟื้นหญิง

เตียงริมหน้าต่างว่างเปล่า พยาบาลรุ่นพี่เพิ่งพยุงเหมยเหมยไปห้องน้ำปลายตึก ผ้าห่มถูกเลิกทิ้งไว้ หมอนเบี้ยวไปข้างหนึ่ง

ใต้มุมหมอนที่เบี้ยวโย้นั้น มีสมุดปกแข็งสีน้ำตาลเล่มเล็กโผล่พ้นออกมาครึ่งเล่ม ปากกาหมึกซึมยังคงเสียบคาอยู่ตรงสันสมุด หน้าแรกของมันถูกเปิดค้างไว้

ไป๋ลู่ย่างเท้าเข้าไปใกล้โดยไม่ให้เกิดเสียงรองเท้ากระทบพื้นแม้แต่น้อย ก่อนจะก้มลงมอง ลายมือหวัดเอียงขวาอันคุ้นตาของคนที่ชินกับการพิมพ์คีย์บอร์ดมากกว่าการจับปากกาเขียน บรรทัดแรกสุดของหน้ากระดาษถูกขีดเส้นใต้เน้นย้ำไว้สองเส้นหนา

"ตุลาคม แก๊งสี่คน..."