LNCrawler

ครีมกันหิมะกัด

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ครีมกันหิมะกัด

ตลอดสามเดือนระหว่างเรื่องที่เกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำหงฉีกับหิมะแรก ไป๋ลู่ย้ายบ้านหนึ่งครั้ง ตั้งกลุ่มทำงานหนึ่งกลุ่ม และไม่เคยแตะต้องสมุดเล่มนั้นเลยสักครั้ง

หลังคดีนาฬิกาสิ้นสุด หัวหน้าฝ่ายพลาธิการถูกย้ายไปคุมโกดังชายแดน ห้องพักสุดแถวหกข้างส้วมของเธอจึงเปลี่ยนเป็นสองห้องในแถวสามตามระเบียบที่ควรได้รับตั้งแต่แรก วงล้อมพับแป้งทอดหน้าห้องแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มแม่บ้านทหารสิบสองคน ช่วยกันเย็บรองเท้า ดองผัก และแลกเปลี่ยนสูตรอาหารกันอย่างคึกคัก

ส่วนฮั่วเจิ้นเป่ยไล่ตรวจสมุดลงชื่อเยี่ยมไข้ของโรงพยาบาลทหารช่วงที่เขานอนเจ็บ แต่กลับพบว่าหน้ากระดาษของสัปดาห์แรกถูกฉีกหายไปทั้งแผ่น เหลือทิ้งไว้เพียงรอยฉีกขาดตรงโคนสมุด

สมุดปกแข็งของเหมยเหมย บัดนี้ถูกซุกซ่อนอยู่ในเสื้อชั้นในของหล่อนตลอดเวลา ไป๋ลู่ไม่จำเป็นต้องอ่านซ้ำ บรรทัดแรกเพียงบรรทัดเดียวก็บอกเธอพอแล้วว่าไป๋เจียอีถือโพยอะไรอยู่ในมือ

หิมะแรกโปรยปรายลงมากลางเดือนสิบเอ็ด ยามเช้าท่อน้ำหน้าห้องพักจับตัวแข็งเป็นแท่ง ทหารยามหนุ่มหน้าบ้านพักยืนเป่ามือตัวเอง ข้อนิ้วแดงบวมเป่งเป็นปล้อง ผิวแตกเป็นร่องลึกจนน้ำเหลืองซึม

"เป็นแบบนี้ทุกปีครับพี่สะใภ้ ในห้องพยาบาลมีแต่วาสลีน ทาแล้วก็ยังแตกซ้ำ ปีก่อนทหารกรมเจ็ดต้องตัดนิ้วทิ้งไปสองคน"

ในคลังชั้นสามมีครีมรักษาแผลหิมะกัดสำเร็จรูปอยู่ไม่กี่ลัง หลอดอะลูมิเนียมทุกหลอดปั๊มวันผลิตและแถบบาร์โค้ดไว้ที่ก้นหลอด แม้จะขูดสีออกก็ยังเหลือรอยนูนเด่นชัด หากใช้หมดแล้วก็หมดเลย ทหารทั้งกรมมีเป็นพันนาย ขณะที่ฤดูหนาวที่นี่ยาวนานถึงห้าเดือน หากคิดจะทำ ก็ต้องทำของที่สามารถผลิตซ้ำได้ด้วยมือคนในยุคนี้

คืนนั้น ไขแกะที่แลกคูปองมาจากสหกรณ์ถูกเคี่ยวจนละลายในหม้อดิน รากจื่อเฉ่าหั่นฝอยจากเรือนกระจกถูกโยนตามลงไป น้ำมันใสแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มดั่งไวน์ กลิ่นตังกุยหอมปนขมโชยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เพียงสามวันต่อมา กระปุกสีม่วงแดงของเมียผู้การฮั่วก็กระจายไปอยู่ในห้องพักของเมียทหารเกือบครึ่งแถวสาม

คืนก่อนกรมเจ็ดจะออกซ้อมรบฤดูหนาว ไฟในห้องทำงานของผู้การยังคงเปิดสว่างอยู่ตอนสี่ทุ่ม

ฮั่วเจิ้นเป่ยนั่งไล่ตรวจรายชื่อพยาบาลเวรที่ได้มาจากหม่าเสี่ยวกัง พลันเสียงเคาะประตูก็ดังสามครั้ง แผ่วเบาแต่ทอดจังหวะยาวคล้ายผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี

เหมยเหมยเดินเข้ามาในชุดเสื้อพยาบาลฝึกหัดเนื้อบาง สองมือประคองกระติกน้ำร้อน เรือนผมที่เคยถักเปียถูกปล่อยสยายลงบ่า "หมอเซี่ยให้ฉันเอาซุปบำรุงมาส่งค่ะ ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังอาการบาดเจ็บ"

"วางไว้ แล้วออกไป" เขาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

หล่อนไม่ยอมออกไป แต่กลับวางกระติกลงบนโต๊ะทำงาน แล้วนั่งลงบนขอบโต๊ะข้างกระดาษรายชื่อ ปลายนิ้วเรียวไล่ปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด... หนึ่ง... สอง... สาม...

"ผู้การคะ..." เสียงของหล่อนแหบต่ำลง "ผู้ชายที่จะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ ต้องมีผู้หญิงที่มองเห็นอนาคตอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีแต่แบกหามของหนัก"

ฮั่วเจิ้นเป่ยวางปากกาลง เขาเงยหน้าขึ้น แล้วจ้องมองหล่อนราวกับมองแผนที่ผิดมาตราส่วน "เมียผมยกเตียงไม้ออกไปเคาะฝุ่นคนเดียวได้ทั้งหลัง" เขาพูดเสียงเรียบ "แต่คุณถือซุปมากระติกเดียวยังมือสั่น... ติดกระดุมเสื้อให้ครบซะ ยาม!"

ทหารยามหน้าประตูพุ่งตัวเข้ามาภายในสองวินาที ผู้การกรมชี้ไปที่สมุดบันทึกเวรบนโต๊ะตัวเล็ก "จดไว้ เวลาสี่ทุ่มสิบนาที พยาบาลฝึกหัดไป๋เหมยเหมยเข้าห้องทำงานผู้การกรมโดยไม่ได้รับอนุญาต บันทึกเสร็จแล้วพาหล่อนกลับไปส่งที่หอพยาบาล"

เขาก้มลงเก็บสิ่งของชิ้นเล็กที่กลิ้งมาหยุดอยู่ข้างขาเก้าอี้ มันคือกระดุมเสื้อสีขาวที่หลุดติดมือหล่อนเพราะรีบร้อนปลดเร็วเกินไป ก่อนจะหย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง

เวลาตีห้า ไป๋ลู่ยืนผูกผ้าพันคอให้สามีที่หน้าประตูบ้าน เขาเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนสั้นกระชับ ก่อนจะวางกระดุมเม็ดนั้นลงบนฝ่ามือของเธอ "จะให้ผมรายงานเบื้องบน หรือเธอจะจัดการเอง"

"ฉันจัดการเอง" เธอกำกระดุมเม็ดนั้นไว้แน่น "นี่เป็นสงครามของเมียทหาร"

"อืม" เขาก้มลงจูบหน้าผากเธอ ใบหูแดงระเรื่อด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ลมหนาว ก่อนจะเดินไปขึ้นรถพร้อมหม่าเสี่ยวกัง การซ้อมรบครั้งนี้กินเวลาสิบสองวัน ณ พื้นที่ห่างออกไปแปดสิบกิโล

เจ็ดโมงเช้า บริเวณก๊อกน้ำรวมหัวแถวสามคลาคล่ำที่สุดของวัน เมียทหารยืนต่อแถวรอรองน้ำไปล้างผัก ไป๋ลู่ส่งเด็กคนหนึ่งไปที่หอพยาบาลพร้อมฝากข้อความสั้นๆ ว่า กระติกน้ำร้อนของสหายเหมยเหมยลืมทิ้งไว้ ให้มารับคืนได้ที่ก๊อกน้ำรวม

เหมยเหมยมาถึงก่อนที่ไป๋ลู่จะรองน้ำเต็มถัง หล่อนไม่รอให้ใครถาม แต่ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ดังก้องพอให้คนทั้งแถวได้ยินทั่วกัน

"พี่สะใภ้คะ เมื่อคืนหมอเซี่ยสั่งให้ฉันเอาซุปไปส่งผู้การตามหน้าที่ แต่ผู้การคงเหนื่อยล้าเกินไปจนเข้าใจผิด ถึงได้ไล่ฉันออกมาต่อหน้าทหารยาม ฉันอายแทบแย่เลยค่ะ" นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของหล่อนจับกำไลเงินบนข้อมือพลางหมุนช้าๆ ตามเข็มนาฬิกา... หนึ่ง... สอง... สาม... คางเรียวเชิดขึ้น มุมปากขวายกยิ้ม "ฉันไม่ได้คิดอะไรเกินเลยจริงๆ นะคะ"

เมียทหารหลายคนหันมามองไป๋ลู่ บางคนเริ่มมีสายตาลังเล ในเมื่อพยาบาลสาวหน้าหวานพูดจาถึงเพียงนี้ หากไป๋ลู่ยังเอาเรื่อง คนที่จะถูกมองว่าใจแคบก็คือตัวเมียหลวงเอง

ไป๋ลู่ไม่ตอบคำ เธอปิดก๊อกน้ำ เปิดฝากระติกน้ำร้อนออก แล้วเทน้ำซุปที่ยังอุ่นลงบนพื้นหิมะข้างรางน้ำทันที ไอสีขาวลอยฟุ้งขึ้นมา เผยให้เห็นชิ้นตัวยาจีนสีน้ำตาลไหลทะลักออกมากองอยู่บนพื้นหิมะขาวโพลน

"เขากวางอ่อนสามแว่น ม้าน้ำตากแห้งสองตัว กานพลู เก๋ากี้..." เธอใช้ปลายรองเท้าชี้ตัวยาทีละชิ้น "พี่สะใภ้คนไหนที่เคยต้มยาบำรุงให้สามีย่อมรู้ดี ตำรับนี้ไม่ได้ช่วยสมานแผล แต่เป็นยาปลุกกำหนัดของผู้ชายตอนกลางคืน หมอเซี่ยสั่งยาตำรับนี้ให้สามีคนอื่นจริงๆ หรือ"

บริเวณก๊อกน้ำเงียบกริบลงทันตา เมียผู้การกองพันหน้ากลมหรี่ตามองกองยาบนพื้นหิมะ สลับกับจ้องหน้าเหมยเหมย

ไป๋ลู่หยิบกระดุมสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อ หย่อนมันลงไปในกระติกน้ำร้อนที่ว่างเปล่า เสียงกระดุมกระทบก้นเหล็กดังกริ๊กชัดเจน

"กระดุมเม็ดที่สามของเสื้อเธอ ผู้การเก็บได้ข้างขาเก้าอี้ในห้องทำงาน" เธอยื่นกระติกส่งคืนให้ "แค่มาส่งซุปตามหน้าที่ ต้องปลดกระดุมลึกถึงเม็ดที่สามด้วยอย่างนั้นหรือ"

สายตาทุกคู่เลื่อนไปจับจ้องที่หน้าอกเสื้อพยาบาลของเหมยเหมย ตรงนั้นมีรังดุมว่างเปล่าอยู่หนึ่งรูจริงๆ

เหมยเหมยอ้าปากค้าง แต่ยังไม่ทันได้พูด ฝ่ามือของไป๋ลู่ก็ฟาดลงบนแก้มของหล่อนอย่างรวดเร็ว

แม้จะใช้แรงไปไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน แต่เสียงฝ่ามือกระทบแก้มกลับดังสนั่นไปถึงแถวสี่ ใบหน้าของหล่อนสะบัดหันไปตามแรงตบ ปรากฏรอยนิ้วมือห้านิ้วแดงก่ำเป็นแนวเด่นชัดขึ้นมาทันตา

"นั่นสำหรับกระดุมเม็ดนั้น" ไป๋ลู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หากครั้งหน้ายังกล้ามาเคาะประตูห้องสามีฉันอีก ฉันจะไม่นับว่ามันเป็นแค่หน้าที่แน่"

ไม่มีใครหัวเราะ และไม่มีใครคิดจะเข้าไปห้ามปราม เมียทหารที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดรีบดึงเสื้อผ้าของสามีตัวเองที่ตากไว้บนราวลงมากอดแนบอก เมียผู้การกองพันหน้ากลมพูดขึ้นเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งแถว "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากห้องไหนในแถวนี้เห็นหล่อนถือกระติกน้ำร้อนมาป้วนเปี้ยนหน้าประตูอีก ให้เอาไม้กวาดไล่ตะเพิดไปได้เลย"

เสียงขานรับดังขึ้นเป็นระลอก เหมยเหมยยืนกุมแก้มอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่พากันหันหลังให้หล่อนทีละคน... ทีละคน... จนกระทั่งเหลือเพียงตัวหล่อนกับเสียงน้ำจากก๊อกที่หยดลงพื้นดังติ๋งๆ

ภายในห้องน้ำรวมของหอพยาบาล ไป๋เจียอีจ้องมองรอยนิ้วมือห้านิ้วบนแก้มของตนเองผ่านกระจกเงาที่ขึ้นฝ้ามัว

ในชาติภพก่อน คนที่กล้าลงมือตบหน้าไป๋เจียอียังไม่เกิดด้วยซ้ำ พี่สาวที่ฉลาดที่สุดในโลกคนนั้นทำได้เพียงส่งยิ้มและคอยจ่ายเงินตามหลังให้หล่อนเสมอ แต่ในชาตินี้ หล่อนกลับถูกหมีบ้านนอกตบหน้าฉาดใหญ่กลางลานก๊อกน้ำต่อหน้าพวกเมียทหารสิบกว่าคน

แม้แต่ผู้การหนุ่มที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นนายพลคนนั้น ก็ยังมองหล่อนด้วยสายตาเหยียดหยาม หล่อนเอื้อมมือแตะรอยแดงบนแก้มแผ่วเบา ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก ในเมื่อแย่งชิงมาไม่ได้ ก็ต้องทำลายมันทิ้งเสีย

บ่ายวันนั้น หล่อนเคาะประตูห้องทำงานของหมอเซี่ยอวี้ถิง "หมอเซี่ยคะ ครีมสีม่วงของเมียผู้การฮั่วกำลังจะถูกยื่นเรื่องเข้าสหกรณ์ทหารแล้วนะคะ" หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "หมออยากเห็นมันผ่านเข้าไปจริงๆ หรือคะ"

"สหกรณ์ทหารไม่มีทางยอมรับสินค้าที่ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยาเด็ดขาด"

เซี่ยอวี้ถิงยืนเด่นอยู่กลางห้องทำงานของผู้ตรวจการการเมืองสือเหวินจง หล่อนหยิบกระปุกดินเผาหนึ่งในหกใบที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดฝา ดมกลิ่นแล้วย่นจมูกด้วยความรังเกียจ "ต้มในหม้อแกงในห้องนอนตัวเอง แบบนี้เรียกว่ายาเถื่อนชัดๆ ค่ะ หากทหารนำไปใช้แล้วเกิดติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดมือทิ้ง ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ"

ผู้ตรวจการสือ ชายวัยห้าสิบปีที่มีใบหน้าเหลี่ยมเคร่งขรึมดั่งแผ่นหิน หันสายตาอันหนักอึ้งมาทางไป๋ลู่

ไป๋ลู่รอจนกระทั่งอวี้ถิงวางกระปุกยาลง รอให้หล่อนยืนกอดอกด้วยท่าทางของผู้ชนะอย่างผู้เหนือกว่า แล้วจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเบา "หมอเซี่ยคะ ปีก่อนที่ทหารกรมเจ็ดต้องตัดนิ้วทิ้งไปสองคน ยาที่พวกเขาใช้รักษาในตอนนั้น มีเลขทะเบียนถูกต้องใช่ไหมคะ"

อวี้ถิงถึงกับกะพริบตาปริบๆ พูดไม่ออก

"ตอนนี้ในห้องพยาบาลมีทหารชื่อเหมียวชิ่ง จากหน่วยสื่อสาร" ไป๋ลู่หันไปเผชิญหน้ากับผู้ตรวจการสือ "นิ้วนางและนิ้วก้อยมือขวาของเขาเริ่มดำคล้ำจนหมอลงบันทึกสั่งตัดปลายนิ้วในวันจันทร์หน้าแล้ว ขอเวลาให้ฉันพิสูจน์แค่สามวันค่ะ หากอาการไม่ดีขึ้น ฉันจะเทครีมทั้งหมดทิ้งด้วยตัวเอง และจะเขียนหนังสือวิจารณ์ความผิดพลาดของตัวเองติดประกาศไว้ที่บอร์ดหน้าโรงอาหารด้วย"

"แล้วถ้าแผลเน่าลุกลามไปจนถึงข้อนิ้วล่ะคะ" อวี้ถิงเค้นเสียงถาม

"ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด" ไป๋ลู่ตอบเสียงหนักแน่น

ผู้ตรวจการสือจ้องมองเธออยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะตวัดปากกาเขียนบันทึกสั้นๆ สองบรรทัด "ให้เวลาสามวัน โดยมีหมอเซี่ยเป็นผู้ตรวจประเมินผลด้วยตัวเอง"

เหมียวชิ่งเป็นทหารหนุ่มอายุสิบเก้าปี ใบหน้ากลมแป้นดั่งซาลาเปา ปลายนิ้วทั้งสองข้างของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำคล้ำคล้ายลูกหม่อนเน่า ไป๋ลู่บรรจงล้างแผลด้วยน้ำเกลือ ใช้เข็มลนไฟเจาะตุ่มพองออกอย่างระมัดระวัง แล้วพอกครีมสีม่วงแดงลงไปหนาเป็นชั้น

"ถ้าแสบก็แปลว่าเนื้อยังไม่ตาย แต่ถ้าไม่รู้สึกแสบเลยสักนิด ตอนนั้นค่อยร้องไห้แล้วกัน"

เช้าวันที่สาม ผ้าพันแผลถูกแกะออกต่อหน้าอวี้ถิงและกลุ่มทหารที่มายืนเบียดเสียดมุงดูจนเต็มประตูห้องพยาบาล รอยคล้ำสีม่วงดำจางหายไปกว่าครึ่ง ใต้สะเก็ดแผลเริ่มมีเนื้อสีชมพูสดแทรกตัวขึ้นมา ไป๋ลู่ใช้ปลายเข็มสะกิดลงบนปลายนิ้วนางเบาๆ

"โอ๊ย! เจ็บครับพี่สะใภ้! ผมรู้สึกเจ็บแล้วครับ!"

พวกทหารที่ยืนออกันอยู่ตรงประตูพากันโห่ร้องยินดีขึ้นพร้อมกัน อวี้ถิงเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง "แค่เคสเดียวยังใช้วัดผลสรุปอะไรไม่ได้หรอกค่ะ"

"ค่ะ" ไป๋ลู่ยกยิ้มบาง "ถ้าอย่างนั้น รบกวนหมอช่วยลงบันทึกด้วยนะคะว่าเคสเดียวเคสนี้... ไม่ต้องตัดนิ้วทิ้งแล้ว"

ที่ท้ายแถวของกลุ่มคนมุง เหมยเหมยในชุดพยาบาลฝึกหัดยืนกอดกระดานบันทึกแน่น รอยแดงช้ำบนแก้มจางลงจนกลายเป็นสีเหลืองซีด หล่อนไม่ได้ปรายสายตามองไป๋ลู่เลยสักนิด แต่กลับจ้องเขม็งไปยังชั้นวางของในห้องเวชภัณฑ์แทน

บ่ายวันนั้น ใบสั่งผลิตและจัดส่งครีมจำนวนสองร้อยกระปุกในนามกลุ่มแม่บ้านครอบครัวทหาร ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานของผู้ตรวจการสือ ลายเซ็นของเขาประทับเด่นชัดอยู่ในช่องแรก ส่วนช่องที่สองเป็นตำแหน่งลงนามของฝ่ายเสนาธิการ

ชายผู้เดินเข้ามาเซ็นเอกสารมีอายุราวสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง สวมแว่นตากรอบดำ ใบหน้าเรียบร้อยดูละม้ายคล้ายครูประถม ‘เสนาธิการเจิ้งเค่อ’ ยิ้มให้เธออย่างสุภาพนุ่มนวล สุภาพเสียจนดูคล้ายกับผ่านการฝึกซ้อมยิ้มหน้ากระจกมาเป็นอย่างดี

"ได้ยินมาว่าผู้การฮั่วเองก็หายดีเพราะฝีมือของสหายไป๋ด้วยใช่ไหมครับ" เขาก้มลงจรดปากกาเซ็นชื่อ พลางกรอกจำนวนกระปุกยาและวันที่ลงไป

ไป๋ลู่จ้องมองปลายปากกาของเขา เลขเจ็ดที่เขาเขียนมีขีดขวางตรงกลางตามแบบฉบับของคนที่เรียนหนังสือกับครูชาวรัสเซีย ส่วนเลขเก้าลากหางม้วนตลบกลับขึ้นมาคล้ายหางหมู เธอรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน คล้ายกับเคยเห็นตัวเลขเจ็ดลักษณะนี้จากที่ไหนสักแห่ง... ในสถานที่ที่ไม่ควรจะมีตัวเลขปรากฏอยู่เลยด้วยซ้ำ

"ผู้การเพียงแค่เหนื่อยล้าสะสมค่ะ ได้กินอิ่มนอนหลับเต็มที่ก็หายดีแล้ว"

"ดีแล้ว ดีแล้ว..." แววตาหลังกรอบแว่นดำคู่นั้นจับนิ่งอยู่บนใบหน้าของเธอนานเกินกว่าที่คนเพิ่งรู้จักกันพึงกระทำ

คืนนั้น ครีมกระปุกดินเผาล็อตแรกจำนวนห้าสิบใบถูกส่งตรงเข้าห้องเวชภัณฑ์ เหมียวชิ่งได้รับแจกไปหนึ่งกระปุกเต็มๆ สองมือของเขาประคองมันไว้ราวกับกำลังถือเหรียญเกียรติยศ

ไป๋ลู่เดินกลับบ้านพักท่ามกลางหิมะโปรยปราย โดยไม่ได้หันกลับไปมองหน้าต่างห้องเวชภัณฑ์ที่ยังคงเปิดไฟสว่างโร่ ทั้งที่ล่วงเลยเวลาปิดทำการมานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง พลันเสียงเคาะประตูก็ดังรัวกระชั้นชิด พยาบาลเวรคนหนึ่งยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าห้องพัก ผ้าคลุมศีรษะของหล่อนเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะเกาะหนา

ไป๋ลู่วิ่งกระหืดกระหอบไปถึงห้องพยาบาลภายในเวลาไม่ถึงห้านาที ผู้ตรวจการสือยืนหน้าเครียดขรึมอยู่ข้างเตียงคนไข้ โดยมีอวี้ถิงยืนอยู่อีกฝั่ง มือของหล่อนถือกระปุกครีมสีม่วงแดงที่ฝาเปิดอ้าทิ้งไว้ และบนเตียงนั้น เหมียวชิ่งกำลังนั่งตัวสั่นเทา พยายามยกมือขวาขึ้นให้ทุกคนเห็น

มือข้างนั้นบวมเป่งจนนิ้วกางแยกออกจากกันราวกับถุงมือยางที่ถูกเป่าลมจนตึง แผลที่ปลายนิ้วซึ่งเมื่อวานยังเป็นสีชมพูระเรื่อ บัดนี้กลับมีน้ำหนองสีเหลืองขุ่นข้นไหลเยิ้มทะลักลงมาถึงข้อมือต่อหน้าต่อตาทุกคนในห้อง