สีย้อมบนนิ้วคนร้าย
สีย้อมบนนิ้วคนร้าย
"นี่หรือคะ ยาที่ไม่ต้องตัดนิ้ว"
เซี่ยอวี้ถิงชูกระปุกดินเผาขึ้นสูง จงใจให้ทุกคนในห้องพยาบาลเห็นถนัดตา น้ำเสียงของหล่อนไม่ได้ราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับตกลงกลางห้องราวกับก้อนหินหนักๆ ที่ทุ่มลงกลางผืนน้ำ ทหารที่ยืนมุงอยู่ตรงประตูซึ่งเมื่อวานยังส่งเสียงโห่เชียร์ ต่างพากันเบือนหน้าหนี บางคนมองตรงมายังไป๋ลู่ด้วยสายตาผิดหวัง ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกให้ซื้อของปลอม
"ฉันเตือนคุณแล้วนะคะผู้ตรวจการ" อวี้ถิงทอดถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าสลดราวกับเวทนาเสียเต็มประดา "วันนี้อาจจะแค่รักษามือเดียว แต่พรุ่งนี้...อาจต้องตัดทิ้งเป็นร้อยๆ มือ"
ไป๋ลู่เดินเลี่ยงผ่านร่างของหล่อน ตรงเข้าไปนั่งลงที่ขอบเตียงคนไข้ เธอประคองมือที่บวมเป่งจนผิดรูปของเหมียวชิ่งขึ้นมาตรวจดูอย่างเบามือ ผิวเนื้อตรงนั้นร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟที่ยังคุโชน ตึงแน่นจนขึ้นเงา หยาดหนองข้นคลักไหลซึมจากปลายนิ้วนางเป็นทางยาว โชคยังดีที่ยังไม่มีเส้นเลือดแดงอักเสบลามขึ้นไปตามท่อนแขน
เธอเอื้อมมือไปขอกระปุกยาใบนั้นมาดมพิสูจน์ ก่อนจะใช้นิ้วควักเนื้อครีมขึ้นมาป้ายถูบนหลังมือตัวเอง สีม่วงแดงของมันดูคล้ายคลึงกับยาของเธอไม่มีผิด แต่เนื้อสัมผัสกลับหยาบข้นเป็นเม็ดสาก ไม่ลื่นเนียน กลิ่นที่ควรจะโชยมาด้วยไอสมุนไพรตังกุย กลับกลายเป็นกลิ่นหืนเปรี้ยวของมันหมูเก่าเก็บที่ถูกทิ้งไว้ข้างเตาไฟ ยิ่งเมื่อเพ่งมองดูดีๆ ใต้เนื้อครีมเหลวๆ นั้นยังมีผงละเอียดสีน้ำตาลปนอยู่ มันคือดินกระถางต้นไม้ชัดๆ
ไอเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาตามไขสันหลังทันที คนที่ลงมือทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ ถึงกับยอมแลกนิ้วมือทั้งนิ้วของเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบเก้าปี เพียงเพื่อจะซื้อความอับอายขายหน้าให้เธอ
"นี่ไม่ใช่ยาครีมของฉันค่ะ" ไป๋ลู่พูดเสียงเรียบ
"ทุกคนที่ทำเรื่องผิดพลาดจนเกิดเรื่อง ก็มักจะพูดแก้ตัวแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ" อวี้ถิงคลี่ยิ้มบางเบาอย่างผู้ชนะ
"ค่ะ และทุกคนที่ถูกคนอื่นจงใจใส่ร้ายป้ายสี ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน" ไป๋ลู่วางกระปุกดินเผาลงบนโต๊ะเสียงดังตึก "เรื่องใครจริงใครเท็จ เอาไว้ค่อยสะสางกันทีหลัง ตอนนี้ต้องรักษามือของเขาให้หายก่อน"
ไป๋ลู่ใช้ใบมีดคมกริบที่ลนไฟฆ่าเชื้อแล้วกรีดเปิดปากแผลเพื่อระบายหนองข้นๆ ออกมาอย่างระมัดระวัง เธอใช้น้ำเกลืออุ่นชะล้างบาดแผลซ้ำๆ จนกระทั่งน้ำที่ไหลผ่านผิวเนื้อเริ่มใสสะอาด จากนั้นจึงโรยผงหวงเหลียนผสมกับดอกสายน้ำผึ้งบดละเอียดที่เก็บมาจากเรือนกระจก ก่อนจะหันไปกำชับให้พยาบาลเวรช่วยฉีดเพนิซิลลินของโรงพยาบาลให้ตรงเวลา ยาปฏิชีวนะในคลังมิติของเธอเหลือน้อยเต็มที เกินกว่าจะเอาออกมาใช้ฟุ่มเฟือยในสถานการณ์ที่ยาสามัญของโรงพยาบาลยังพอจะรักษาได้
ทว่าตรงข้อบนสุดของนิ้วนางข้างนั้น ผิวหนังกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำเป็นวงแคบๆ เนื้อสัมผัสตรงจุดนั้นแข็งกระด้างและเย็นชืดกว่าเนื้อดีรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไป๋ลู่ออกแรงกดลงไปเบาๆ เหมียวชิ่งกลับไม่มีอาการสะดุ้งเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
ประสาทรับรู้ตรงข้อนี้... ตายไปเสียแล้ว
"พี่สะใภ้ครับ..." เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างหวาดกลัว "ผม... ผมจะต้องเสียนิ้วนี้ไปไหมครับ"
ไป๋ลู่ลงมือผูกปมผ้าพันแผลอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวไม่หยุดชะงักเลยแม้แต่วินาทีเดียว "พี่จะพยายามรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด" เธอตอบเลี่ยงๆ โดยไม่ได้รับปากว่าจะรักษาไว้ได้ทั้งหมด พรานป่าผู้เจนจัดย่อมไม่นับจำนวนสัตว์ป่าก่อนที่พวกมันจะติดบ่วงดัก
จากนั้นเธอจึงหันไปเผชิญหน้ากับผู้ตรวจการสือ "ฉันขอเก็บยากลุ่มนี้คืนทั้งหมดค่ะ คืนนี้ฉันจะปรุงยาครีมล็อตใหม่มาวางไว้ที่เดิม แล้วเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ใครอยากจะเข้ามาตรวจสอบก็เชิญได้ตามสบายเลยค่ะ"
"นี่ยังคิดจะทำขึ้นมาอีกหรือคะ" อวี้ถิงเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางแค่นยิ้มหยัน
"พวกทหารยังต้องยืนยามท่ามกลางพายุหิมะทุกค่ำคืน ยาพวกนี้จำเป็นสำหรับพวกเขา" ไป๋ลู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดังพอที่จะส่งไปถึงท้ายแถว ตรงจุดที่พวกพยาบาลฝึกหัดและพยาบาลเวรยืนเบียดเสียดกันอยู่สิบกว่าคน หนึ่งในกลุ่มนั้นคือเหมยเหมย หล่อนยืนนิ่งสงบ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเยาะเย้ย
นายพรานที่ดีจะไม่วิ่งไล่กวดเหยื่อให้เหนื่อยแรง แต่จะเลือกวางบ่วงดักเอาไว้ตรงเส้นทางเดิมที่เหยื่อชอบเดินผ่านซ้ำๆ เท่านั้น
ภายในห้องคลังชั้นสาม ใต้ชั้นวางเมล็ดพันธุ์พืช มีโหลแก้วใบหนึ่งที่ไป๋ลู่ดองทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงปลายฤดูร้อน เปลือกวอลนัทสีเขียวสดที่เก็บมาจากตีนเขาเฮยเฟิงถูกแช่หมักไว้ในเหล้าข้าวชั้นดีจนน้ำแปรเปลี่ยนเป็นสีชาอ่อนๆ
ปู่พรานของเธอเคยใช้สูตรน้ำหมักแบบนี้ย้อมเชือกบ่วงดักสัตว์เพื่อให้สีของมันกลมกลืนไปกับผืนดิน ยามแรกเริ่มน้ำหมักนี้จะใสกระจ่างราวกับน้ำชาธรรมดา แต่เมื่อใดที่มันสัมผัสถูกผิวหนังของมนุษย์และทำปฏิกิริยากับอากาศผ่านไปสักสามถึงสี่ชั่วโมง ผิวตรงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้จนเกือบดำ ต่อให้พยายามล้างด้วยสบู่หรือใช้ทรายหยาบขัดถูอย่างไรก็ไม่มีวันออก มีแต่ต้องรอให้ผิวหนังลอกหลุดไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาร่วมสัปดาห์
ในค่ำคืนนั้น เธอลงมือเคี่ยวต้มยาครีมล็อตใหม่ขึ้นมาอีกห้าสิบกระปุก ทุกขั้นตอนประณีตเหมือนเดิมทุกประการ จากนั้นจึงใช้พู่กันจุ่มน้ำหมักเปลือกวอลนัททาเคลือบไว้บางๆ ทั่วผิวด้านนอกของกระปุกยาทุกใบ รวมถึงใช้ทาซ้ำลงบนเชือกป่านที่ใช้มัดลังไม้อีกสองรอบ และที่ใต้ก้นกระปุกทุกใบ เธอใช้ปลายมีดแหลมขีดเขียนรอยสัญลักษณ์จิ๋วขนาดเท่าเมล็ดงาเอาไว้
หากเป็นคนไข้ที่หยิบกระปุกยาไปใช้เพียงใบเดียวเพื่อทาแผล นิ้วมือก็แทบจะไม่เปื้อนเปรอะรอยด่าง แต่สำหรับคนที่ต้องยกลังไม้ออก แกะปมเชือกป่าน และหยิบจับกระปุกยาสลับสับเปลี่ยนทีละใบจนครบห้าสิบครั้ง มือของคนผู้นั้นย่อมต้องชุ่มโชกไปด้วยน้ำหมักจนถึงข้อมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เวลาสองทุ่มครึ่ง ไป๋ลู่แบกลังไม้บรรจุยาตรงเข้าไปในห้องเวชภัณฑ์ด้วยตัวเองต่อหน้าต่อตาพยาบาลเวรที่เข้ากะ เธอสวมถุงมือหนังของสามีที่หลวมโคร่งจนต้องพับปลายนิ้วขึ้นมา วางลังยาลงบนชั้นวางตำแหน่งเดิมอย่างมั่นคง ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัดว่าในเวลาเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผู้ตรวจการสือจะเดินทางมาเปิดลังยานี้ดูต่อหน้าทุกคน ดังนั้นจึงห้ามไม่ให้ใครแตะต้องมันเด็ดขาด
ครั้นถึงเวลาเก้าโมงเช้าวันถัดมา อวี้ถิงเดินนำหน้าทุกคนตรงไปยังชั้นวางเวชภัณฑ์ หล่อนเอื้อมมือหยิบกระปุกยาที่วางอยู่ด้านบนสุดลงมาเปิดฝาออกดูทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ทว่ากลิ่นที่โชยออกมากลับเป็นกลิ่นหืนเปรี้ยวเช่นเดิม
"ยาครีมล็อตใหม่ก็ยังส่งกลิ่นเหม็นหืนเหมือนเดิมไม่มีผิด" หล่อนพูดจาเนิบนาบ น้ำเสียงคล้ายครูผู้คุมสอบที่กำลังจะตวัดปากกาหักคะแนนนักเรียน "คงต้องยอมรับว่าฝีมือการปรุงยาของคุณนี่คงเส้นคงวาดีจริงๆ นะคะ"
ไป๋ลู่รับกระปุกยาใบนั้นมาถือไว้แล้วพลิกดูที่ก้นกระปุกทันที ผิวใต้ก้นเรียบเนียนสนิท ไม่มีรอยขีดสัญลักษณ์ที่เธอทำไว้เมื่อคืน แม้แต่ผิวด้านนอกก็แห้งสะอาดสะอ้าน เธอจึงยื่นกระปุกนั้นส่งให้ผู้ตรวจการสือได้พิสูจน์ด้วยตาตนเอง "ยาทุกกระปุกที่ฉันปรุงและนำมาส่ง ที่ก้นกระปุกจะต้องมีรอยขีดสลักอยู่ แต่ใบนี้กลับไม่มี นั่นหมายความว่ามีคนแอบสับเปลี่ยนยาทั้งกระปุกไปค่ะ"
"แล้วจะเป็นใครกันล่ะคะ" อวี้ถิงหัวเราะเสียงเบาในลำคออย่างนึกขัน "หรือคุณจะให้เจ้าหน้าที่ทั้งโรงพยาบาลมายืนต่อแถวยื่นมือให้ดมพิสูจน์กลิ่นกันทุกคนงั้นหรือ"
"ไม่จำเป็นต้องดมกลิ่นหรอกค่ะ แค่ใช้ตาดูเฉยๆ ก็รู้เรื่องแล้ว" ไป๋ลู่ตอบกลับเสียงเรียบ
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา พยาบาลทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าออกห้องเวชภัณฑ์ได้ก็ถูกเรียกตัวมารวมกัน ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่กลางลานหิมะอันหนาวเหน็บ ทั้งหมดสิบสี่คน ทุกคนต่างยื่นมือทั้งสองข้างออกมาข้างหน้า มือสิบสองคู่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะความเย็นจัด มีเพียงคู่หนึ่งที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายหนาเตอะ และอีกคู่หนึ่งที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อคลุมอย่างมิดชิด
"พยาบาลถาน" หัวหน้าพยาบาลเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเข้มงวด "ยื่นมือของคุณออกมาเดี๋ยวนี้"
พยาบาลสาวผิวคล้ำที่มีเค้าโครงใบหน้าคล้ายคลึงกับป้าต้าเฟิ่งราวกับถอดพิมพ์เดียวกันมา ค่อยๆ ดึงมือทั้งสองข้างออกจากแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ฝ่ามือของหล่อนดำคล้ำเป็นปื้นสีน้ำตาลไหม้ลามไล่ขึ้นไปจนถึงข้อมือ ยิ่งไปกว่านั้น ตามร่องนิ้วและฝ่ามือยังมีรอยกดทับของเส้นเชือกป่านพาดผ่านเป็นแนวเด่นชัด
"ฉัน... ฉันแค่ปอกเปลือกวอลนัทค่ะ!" หล่อนละล่ำละลักปฏิเสธ เสียงสั่นเครือ "ที่บ้านส่งวอลนัทมาให้กิน ใครปอกเปลือกมันก็ต้องมือดำแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ"
ไป๋ลู่นับหนึ่งถึงสามเงียบๆ ในใจ
"ผลวอลนัทที่ส่งมาในช่วงกลางเดือนสิบเอ็ด เปลือกสีเขียวด้านนอกย่อมแห้งเหี่ยวกลายเป็นกาบดำสนิทไปตั้งแต่เดือนเก้าแล้วค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำ "ต่อให้คุณจะลงมือปอกอย่างไร อย่างมากที่สุดก็มีเพียงฝุ่นผงสีดำติดมือเท่านั้น และที่สำคัญ คนที่ปอกวอลนัทธรรมดาจะไม่มีรอยเชือกป่านพาดขวางฝ่ามือเด่นชัดขนาดนี้ รอยกดทับลึกแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อต้องออกแรงยกลังไม้หนักๆ ที่มัดด้วยเชือกป่านเท่านั้น"
พยาบาลถานถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหิมะเย็นเยียบ "เหมยเหมยเป็นคนสั่งฉันค่ะ! หล่อนเอาถุงใส่กระปุกยาปลอมมาส่งให้ฉันทั้งสองคืน แล้วสั่งให้ฉันเอาไปสับเปลี่ยนกับของจริง หล่อนรับปากว่าจะช่วยพาฉันไปฝากเนื้อฝากตัวกับบ้านของผู้ใหญ่ในกองทัพ!"
สายตาทุกคู่ในลานหิมะหันขวับไปจับจ้องที่มือคู่ที่ยังคงสวมถุงมือผ้าฝ้ายหนาเป็นตาเดียว
เหมยเหมยถอดถุงมือผ้าฝ้ายออกอย่างเชื่องช้าและใจเย็น หล่อนยื่นมือที่ขาวผ่องสะอาดสะอ้านออกไปข้างหน้าให้ทุกคนได้พิสูจน์ นิ้วเรียวเลื่อนไปจับกำไลเงินที่ข้อมือแล้วออกแรงหมุนมันเล่น หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ ก่อนจะเชิดคางขึ้นอย่างถือดี "ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยสักนิดนะคะ ญาติของฉันคนนี้คงจะอิจฉาต้าหนิว พอตัวเองกลัวความผิดก็เลยคิดจะโยนบาปมาให้ฉัน มือของฉันทุกคนก็เห็นอยู่กับตาว่าสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยเปื้อนสีแม้แต่จุดเดียว"
"มือของเธอสะอาดสะอ้าน ก็เพราะเธอสวมถุงมือเอาไว้ตลอดเวลาอย่างไรเล่า" ไป๋ลู่พยักหน้ารับพลางเอ่ยต่อ "แต่สิ่งของที่ต้องเปื้อนสีน้ำหมักไม่ได้มีแค่วัตถุผิวหนังมนุษย์เท่านั้น ยาของจริงทั้งห้าสิบกระปุกของฉันถูกทาสีเคลือบไว้ที่ผิวนอกทุกใบ ถุงผ้าที่ใช้บรรจุพวกมันไป ด้านในย่อมต้องเปื้อนสีดำจนทั่ว และถุงมือที่สวมใส่ขณะหยิบจับสับเปลี่ยนกระปุกยา ด้านในของมันก็ต้องเปื้อนสีดำด้วยเช่นกัน...ผู้ตรวจการคะ รบกวนช่วยพลิกด้านในของถุงมือคู่นั้นออกมาดูหน่อยค่ะ"
ถุงมือผ้าฝ้ายคู่หนาถูกดึงกลับด้าน พลิกเอาซับในออกมาแผ่หลาอยู่กลางลานหิมะ ปรากฏรอยเปื้อนสีน้ำตาลไหม้เข้มเด่นชัดตรงบริเวณปลายนิ้วทั้งสิบอย่างไม่มีทางบิดพริ้ว
"ถุงผ้าลายดอกสีน้ำเงินค่ะ!" พยาบาลถานรีบตะโกนชี้ช่องทันที "หล่อนซ่อนมันไว้ที่หลังโรงหม้อต้มน้ำ ซุกอยู่ใต้กองถ่านหิน!"
สิบห้านาทีต่อมา ถุงผ้าลายดอกสีน้ำเงินที่เนื้อผ้าด้านในเปรอะเปื้อนคราบสีดำเป็นดวงๆ ก็ถูกนำมาเทลงบนโต๊ะกลางลานหิมะ กระปุกยาดินเผาทั้งห้าสิบใบกลิ้งออกมากระจัดกระจาย และที่ก้นของทุกใบปรากฏรอยขีดจิ๋วสลักอยู่อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภายในถุงยังมีเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งตกอยู่ ลายมือที่เขียนโย้เอียงไปทางขวาบันทึกข้อความสั้นๆ ไว้สองบรรทัดว่า 'ห้าสิบกระปุก กระปุกละห้าเหมา ตรอกหลังสถานีรถไฟ วันอาทิตย์'
ไป๋ลู่ทอดสายตามองกระดาษโน้ตแผ่นนั้นอยู่นานแสนนาน เหมยเหมยไม่ได้เพียงแค่ต้องการทำลายชื่อเสียงและทำลายยาของเธอเท่านั้น แต่หล่อนยังแอบเก็บยาสมุนไพรของดีเหล่านี้เอาไว้เพื่อนำไปปล่อยขายในตลาดมืด ต้นทุนในการลงมือเป็นศูนย์ แต่กลับได้กำไรกลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกกระปุก ทว่าต้นทุนชีวิตที่หล่อนไม่ได้นำมาคำนวณด้วยนั้น บัดนี้นอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องพยาบาล พร้อมกับนิ้วมือที่เริ่มเน่าเปื่อยกลายเป็นสีดำคล้ำ
ใบหน้าที่เคยขาวผ่องของเหมยเหมยบัดนี้ซีดเผือด จนมองเห็นเส้นเลือดฝอยสีเขียวคล้ำเต้นตุบๆ อยู่ที่ขมับอย่างชัดเจน
โทษทัณฑ์ที่ควรจะได้รับจริงย่อมต้องหนักหนาสาหัสกว่านี้มาก การแอบลักลอบค้าขายในตลาดมืดของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลทหาร หากเรื่องนี้ถูกรายงานส่งตรงไปถึงกองพลเมื่อใด โทษสถานเดียวคือการถูกไล่ออกอย่างไร้เกียรติ และต้องถูกส่งตัวไปให้ทางคอมมูนลงทัณฑ์อย่างเด็ดขาด
ทว่าก่อนจะถึงเวลาเที่ยงวัน รองผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนต่างรู้ดีว่ามักจะไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของผู้การกองพลเซี่ยอยู่เป็นประจำทุกเดือน ได้เดินเข้ามาเจรจาเกลี้ยกล่อมขอร้องให้ผู้ตรวจการสือยอมปล่อยผ่าน และจัดการเรื่องนี้ให้เป็นเพียง "เรื่องอื้อฉาวภายในของโรงพยาบาล" เท่านั้น เนื่องจากโรงพยาบาลทหารมีสายการบังคับบัญชาเฉพาะของตนเอง ผู้ตรวจการสือขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายก็จำต้องลงนามยินยอมตามคำขอ
ผลลัพธ์คือพยาบาลถานต้องเขียนหนังสือสำนึกผิดและวิจารณ์ความผิดพลาดของตัวเอง ก่อนจะถูกสั่งย้ายด่วนไปทำงานที่โรงซักผ้า ส่วนเหมยเหมยถูกถอดถอนรายชื่อออกจากหอผู้ป่วย และถูกส่งตัวไปทำหน้าที่ล้างกระโถนปัสสาวะที่ตึกผู้ป่วยชายอนาถา หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเศษกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอีกเลย
เซี่ยอวี้ถิงเดินสะบัดหน้ากลับไปยังตึกผ่าตัดก่อนใครเพื่อน หล่อนไม่แม้แต่จะหันกลับมาปรายตามองพยาบาลรับใช้ที่หล่อนเคยหยิบยืมมือมาใช้งานเลยแม้แต่แวบเดียว
ยามพลบค่ำมาเยือน บริเวณด้านหลังของโรงซักผ้า ไอน้ำร้อนระอุที่พวยพุ่งออกมาจากหม้อต้มผ้าลอยอวลกลายเป็นม่านหมอกบางเบา คั่นกลางระหว่างร่างของไป๋ลู่กับพยาบาลถาน
"จดหมายที่เธอเขียนส่งไปที่หมู่บ้านไป๋สือโกวเมื่อช่วงฤดูร้อนปีก่อน ข้อความที่บอกว่าผู้การฮั่วกลายเป็นคนไร้น้ำยาไปตลอดชีวิต" ไป๋ลู่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหล่อนตรงๆ "พยาบาลเวรธรรมดาๆ อย่างเธอ ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหรือเปิดดูแฟ้มประวัติการรักษาของระดับผู้การกรมได้หรอก... บอกมาซิ ใครเป็นคนคาบข่าวนี้มาเล่าให้เธอฟัง"
พยาบาลถานเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าด้วยความอัดอั้น
"เธอถูกพวกหล่อนหลอกใช้มาถึงสองครั้งสองคราแล้วนะ ครั้งแรก... คนที่ใช้เธอยังคงได้นั่งกินข้าวอย่างสุขสบายอยู่ในตึกผ่าตัด ส่วนครั้งที่สอง... คนที่ใช้เธอก็กำลังก้มหน้าก้มตาล้างกระโถนปัสสาวะอยู่ แล้วเธออยากจะเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องก้มหน้ารับกรรมทั้งหมดของทั้งสองครั้งนี้ไว้เองงั้นหรือ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ไป๋ลู่พับแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งอย่างประณีตแล้วเก็บซุกเข้าไว้ในอกเสื้อ ข้อความสารภาพผิดสิบกว่าบรรทัดในนั้นลงท้ายด้วยรอยประทับลายนิ้วโป้งสีดำคล้ำ ซึ่งเป็นสีดำที่เกิดจากน้ำหมักเปลือกวอลนัทเข้มข้นโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำหมึกแท่นพิมพ์ด้วยซ้ำ และชื่อที่ปรากฏเด่นชัดอยู่บนบรรทัดที่สามของข้อความก็คือ... หมอเซี่ยอวี้ถิง
ในคืนนั้น กระดาษสารภาพความจริงแผ่นนั้นถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานชั้นสามของคลังมิติ วางสงบนิ่งอยู่ข้างๆ สมุดบันทึกเล่มหนาที่เธอใช้จดรายชื่อของทุกคนที่เคยติดค้างหนี้แค้นกับเธอเอาไว้
สองวันต่อมา ผิวเนื้อตรงข้อบนสุดของนิ้วนางข้างขวาของเหมียวชิ่งก็กลายเป็นสีดำสนิทและแห้งกรอบราวกับเศษกิ่งไม้ที่ถูกไฟไหม้จนเกรียม หมอจ้านซึ่งเป็นศัลยแพทย์อาวุโสลงมือตัดข้อนิ้วที่ตายแล้วนั้นออกภายในห้องทำแผล โดยใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดไม่ถึงสิบห้านาทีด้วยซ้ำ
ไป๋ลู่ยืนอยู่ตรงปลายเตียงคนไข้ตลอดการผ่าตัด ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองการลงมีดโดยไม่ยอมละสายตาไปทางอื่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"เสียไปแค่ข้อเดียวเองครับพี่สะใภ้" เหมียวชิ่งฝืนยิ้มกว้างออกมาทั้งที่ใบหน้ายังคงซีดเซียวเพราะความเจ็บปวด เขาพยายามชูมือที่พันผ้าพันแผลหนาเตอะขึ้นมาอวดเธอ "นิ้วชี้ของผมยังอยู่ดี ยังใช้เหนี่ยวไกปืนได้สบายมากครับ ถ้าไม่ได้พี่สะใภ้ช่วยไว้ ป่านนี้ผมคงต้องเสียนิ้วไปตั้งสองนิ้วแล้ว"
คำพูดขอบคุณอย่างซื่อๆ ของเด็กหนุ่ม ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกเจ็บแปลบในอก ยิ่งกว่าการที่เขาจะเอ่ยปากด่าทอระบายความโกรธแค้นเสียอีก
ค่ำคืนนั้น ไป๋ลู่เปิดสมุดบันทึกเล่มเดิมในลิ้นชักคลังมิติขึ้นมาอีกครั้ง สมุดเล่มนี้ที่หน้ากระดาษฝั่งซ้ายใช้สำหรับจดรายชื่อของคนที่ติดค้างเธอ เธอพลิกเปิดไปยังหน้ากระดาษฝั่งขวาที่ยังคงว่างเปล่าไร้รอยขีดเขียนมาตลอดการใช้ชีวิตทั้งสองชาติภพ ก่อนจะใช้มือซ้ายจับปากกาจรดเขียนข้อความบรรทัดแรกลงไป
'เหมียวชิ่ง หน่วยสื่อสาร นิ้วนางข้างขวาขาดไปหนึ่งข้อ... สาเหตุเพราะฉันเชื่อมั่นเกินไปว่า สิ่งของที่วางอยู่บนชั้นวางยาจะปลอดภัย'
เหมยเหมยนั่งยองๆ อยู่หน้าอ่างล้างกระโถนปัสสาวะในเวลาสี่ทุ่มตรง ผิวพรรณที่มือแดงก่ำและแห้งแตกยับเยินจากการต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัด กลิ่นปัสสาวะฉุนกึกโชยคลุ้งขึ้นมาจนแสบจมูกแสบตาไปหมด
ในเวลานี้ ไป๋เจียอีไม่ได้นึกถึงเรื่องหมีดำป่าเถื่อนตัวนั้นเลยแม้แต่น้อย ในหัวของหล่อนมีเพียงภาพของรองผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองที่เดินเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ก่อนเที่ยงวัน ข้อหาค้าขายในตลาดมืดที่ควรจะฝังร่างของหล่อนให้ตายทั้งเป็นในคุก กลับมลายหายวับไปได้เพียงเพราะคำพูดของผู้ชายคนเดียว และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเพราะพิศวาสในตัวหล่อน ทว่าเขาทำไปเพราะมีบุคคลที่มีอำนาจบารมีเหนือกว่า สั่งการลงมาว่ายังต้องการเก็บหล่อนเอาไว้ใช้งานต่อ
หมากที่ยังมีคนคิดจะเก็บไว้เดิน ย่อมหมายความว่ามันยังคงมีมูลค่าและขายได้ราคาดีอยู่
หล่อนรีบเช็ดมือที่เปียกชื้นกับกางเกงจนแห้ง เอื้อมมือไปแก้ปมมัดผมปล่อยให้เส้นผมสลวยทิ้งตัวลงมาประบ่า ก่อนจะใช้นิ้วบิดดึงแก้มตัวเองแรงๆ สองสามทีเพื่อให้ผิวหน้าขึ้นสีระเรื่อดูมีชีวิตชีวา ครึ่งชั่วโมงต่อมา ประตูบ้านพักของผู้อำนวยการกองพลที่ตั้งอยู่ตรงปลายถนนสายหลักของเขตบ้านพักทหารก็เปิดออก แสงไฟสีส้มอบอุ่นสาดส่องออกมาจากห้องรับแขกด้านใน เซี่ยหย่งเฉิงนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้แดงหรูหรา ถ้วยชาในมือของเขายังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่น
ไป๋เจียอียืนตัวตรงอยู่กลางห้องโถง หล่อนคลี่ยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างมีจริต "ฉันมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตระกูลฮั่ว... ที่ท่านกำลังอยากได้มาส่งให้ค่ะ"