วัดตัวบนเตียงอุ่น (NC)
วัดตัวบนเตียงอุ่น (NC)
กลิ่นหิมะกับน้ำมันปืนลอยเข้ามาก่อนเสียงประตู
ไป๋ลู่ลืมตาขึ้นในความมืด ถ่านใต้เตียงอิฐยังทอแสงแดงระเรื่อ เสียงสลักประตูถูกยกขึ้นแผ่วเบาที่สุดเท่าที่มือหนาหยาบจะทำได้ ตามด้วยเสียงถอดรองเท้าบูตวางลงทีละข้าง เชื่องช้าจนน่าขัน ผู้การกรมที่เคยนำทหารนับพันบุกฝ่าหิมะสูงท่วมเข่าขึ้นยอดเขา กำลังย่องเข้าห้องนอนตัวเองราวกับหัวขโมยย่องเบา
"ถ้าจะย่องขนาดนั้น" เธอพูดเสียงงัวเงีย "ก็อย่าชโลมน้ำมันปืนมาทั้งตัวสิคะ กลิ่นมาถึงก่อนตัวคุณอีก"
ร่างสูงใหญ่ชะงักงัน ก่อนเสียงไม้ขีดไฟจะดังขึ้น ตะเกียงน้ำมันก๊าดสว่างวาบเป็นดวง ฮั่วเจิ้นเป่ยยืนตระหง่านในเสื้อโค้ตที่เปียกชื้นด้วยรอยหิมะ คิ้วดกหนาเกาะกุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งขาวโพลน สิบสองวันในค่ายฝึกซ้อมรบ หนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มล้อมกรอบกรามแกร่ง เขาพูดประโยคแรกโดยไร้คำทักทาย "เรื่องครีม ทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกผม"
"คุณอยู่ห่างไปแปดสิบกิโล ส่งไปคุณก็ได้แต่นั่งกัดฟัน ฉันจัดการเสร็จแล้ว"
เขาแขวนโค้ตอย่างช้าๆ แล้วพูดเสียงต่ำ "เหมียวชิ่งเสียปลายนิ้วนางไปหนึ่งข้อ"
ไป๋ลู่นิ่งงัน เรื่องนั้นเธอจัดการไม่เสร็จ และไม่มีวันเสร็จสิ้น "ค่ะ ฉันจดชื่อคนที่ต้องชดใช้ไว้แล้ว"
เขาพูดเพียง "อืม" คำเดียวสั้นๆ ก่อนดึงร่างเธอเข้าไปกอดรัดไว้ทั้งผ้าห่ม
พลันร่างของเขากลับแข็งทื่อ มือหนาที่ทาบอยู่บนเอวบางลูบขึ้นลงสองรอบ คล้ายทหารที่กำลังคลำหาปืนพกซึ่งควรจะเหน็บอยู่ตรงนั้นแต่กลับว่างเปล่า "หายไปไหน"
"อะไรหายคะ"
ฝ่ามือใหญ่บีบกระชับเอวเธอเบาๆ "ตรงนี้... ก่อนผมไป แขนผมโอบไม่รอบ ตอนนี้กลับเหลือพื้นที่ตั้งหนึ่งข้อศอก ผมไปแค่สิบสองวันเองนะ"
ไป๋ลู่หัวเราะ "ห้ากิโลเองค่ะ ต้มครีมทั้งคืน วิ่งไปห้องพยาบาลเช้าเย็น คุณควรดีใจ"
"ไม่ดีใจ" เขาหันไปค้นตะกร้าเย็บผ้าตรงปลายเตียง ดึงสายวัดผ้าสีเหลืองซีดที่แม่โจวอวี้เหลียนแอบยัดใส่ห่อเสื้อผ้าให้ลูกสาวขึ้นมาเส้นหนึ่ง "ถอดเสื้อ"
"ผู้การคะ นี่ตีหนึ่งนะ"
"ตรวจสภาพกำลังพล ไม่มีเวลาราชการ" เขาพูดหน้าตาย เธอเลิกคิ้วขึ้น "ระเบียบข้อไหนคะ" เขาพูด "ข้อที่ผมเพิ่งตั้งขึ้นมา" ใบหูแกร่งเริ่มซับสีแดงระเรื่อขึ้นทีละน้อยนับตั้งแต่พูดคำว่าถอด
เสื้อตัวในถูกดึงพ้นศีรษะเธอไปกองกับพื้น ลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างทำเอาผิวบางลุกซู่ ยอดอกทั้งสองข้างชูชันขึ้นทันตา ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงอีกหนึ่งจังหวะ ก่อนสายวัดจะพันรอบเอวบาง
ไป๋ลู่สะดุ้งจนเกือบตกเตียง "เย็น! สายวัดคุณเอาไปแช่หิมะมาเหรอ"
"ผมขอโทษ" เขาดึงสายวัดกลับมากำแน่น แล้วเป่าลมหายใจอุ่นรดใส่ฟู่ๆ สามรอบ คล้ายกำลังอุ่นลำกล้องปืนก่อนลั่นกระสุนนัดแรก ไป๋ลู่หัวเราะจนน้ำตาเล็ด รอบที่สองสายวัดอุ่นกำลังดี เขาดึงให้ตึงเสมอกันแล้วอ่านค่า "เจ็ดสิบสอง เดิมเจ็ดสิบเก้า หายไปเจ็ดเซนติเมตร"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าเดิมเท่าไหร่"
เขาก้มลงจูบข้างสะดือตรงที่ปลายสายวัดประกบกัน ลมหายใจร้อนผ่าวทำให้เธอขนลุกซู่ไปถึงต้นคอ "แขนผมจำได้... ทุกคืน"
สายวัดเลื่อนขึ้นไปพันรอบอก เขาดึงให้แนบพอดีตรงส่วนที่นูนที่สุด เนื้อผ้าหยาบครูดผ่านยอดอกจนเธอต้องขบกัดริมฝีปากแน่น "เก้าสิบสาม หายไปหนึ่ง"
"แค่นั้นเอง ผู้การเสียดายด้วยเหรอคะ"
"เสียดายที่สุด" เขาปล่อยสายวัดทิ้งแล้วก้มลงครอบครองยอดอกข้างซ้ายเข้าปาก ลิ้นร้อนตวัดระรัวรอบปลายยอดที่แข็งเป็นไต ดูดดึงแผ่วเบาก่อนจะเน้นหนักขึ้น มืออีกข้างรวบเต้าขวาอวบอิ่มขึ้นมาบีบคลึงจนเนื้อนุ่มล้นทะลักตามร่องนิ้ว
ไป๋ลู่หอบสะท้าน "นี่วัดตรงไหนคะ"
เขาพูดทั้งที่ริมฝีปากยังแนบชิดผิวเนื้อ "ตรวจคุณภาพ ปริมาณลดลง แต่คุณภาพต้องไม่ลดตาม"
"แล้วผลลัพธ์ล่ะคะ" เธอถาม
"ต้องเก็บตัวอย่างเพิ่ม" ก่อนจะย้ายไปซุกไซ้อีกข้าง "ข้างนี้ยังไม่ได้ลงบันทึก" เขาพูด
สายวัดเลื่อนลงไปจบที่สะโพก กางเกงนอนตัวบางหลุดลอยตามลงไปก่อนที่เขาจะทันอ่านตัวเลข ไป๋ลู่นอนหงายราบบนเตียงอิฐที่ร้อนระอุแผ่ซ่านแผ่นหลัง แต่เบื้องหน้าคือชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ระหว่างขาของเธอ มือเรียวหนาถือสายวัดราวกับกำลังกางแผนที่ยุทธการ
เขาก้มลงจูบกระดูกสะโพกทีละข้าง "เก้าสิบแปด หายไปสี่ ตรงนี้ผมไม่ยอม"
"ไม่ยอมแล้วจะไปร้องเรียนใครคะ"
"ร้องเรียนเจ้าของ" แล้วเขาก็ก้มลงไปต่ำกว่านั้น "ส่วนที่เหลือ สายวัดวัดไม่ได้"
ไป๋ลู่ร้องครางเสียงหลงยามลิ้นร้อนผ่าวแตะต้องลงบนกลีบเนื้อที่ฉ่ำชื้นอยู่แล้ว เขาไม่รีบร้อน ค่อยๆ ไล่เลียขึ้นลงทีละด้านราวกับกำลังแกะรอยเท้าสัตว์ป่าทีละรอย จนกระทั่งถึงเม็ดเนื้อเล็กละเอียดด้านบน แล้วตวัดวนลิ้นเน้นย้ำอยู่ตรงนั้น สองมือใหญ่กดตรึงต้นขาเธอแยกออกไม่ให้หุบหนี เธอครางกระเส่า "ฮั่วเจิ้นเป่ย... คุณไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน"
เขาเงยหน้าขึ้นครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากเปียกชื้นเป็นประกายวาว "ไม่ได้เรียน ลาดตระเวนหาจุดอ่อนข้าศึก ตรงไหนเธอร้องดัง ผมก็ตั้งฐานที่มั่นตรงนั้น"
"ใครเป็นข้าศึก!"
"เธอ" เขาพูดสั้นๆ แล้วก้มลงยึดครองฐานที่มั่นต่อ นิ้วยาวหนาเลื่อนแทรกเข้าไปในช่องทางรักทีละนิ้ว จนกระทั่งสองนิ้ว งอปลายนิ้วขึ้นลูบไล้ผนังด้านในเป็นจังหวะสอดประสานกับลิ้นที่ดูดดึงเม็ดเนื้อนุ่ม
ไป๋ลู่ขยุ้มผ้าห่มแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว สะโพกมนยกลอยขึ้นจากเตียงโดยสัญชาตญาณ เสียงครางกระเส่าไต่ระดับจากลมหายใจแผ่วเบากลายเป็นเสียงอ้อนวอน ก่อนจะดังระงมจนเธอต้องยกหลังมือขึ้นอุดปาก คลื่นอารมณ์ลูกแรกซัดสาดเข้ามาในจังหวะที่ต้นขาเรียวหนาหนีบศีรษะเขาไว้แน่นทั้งสองข้าง ร่างบางกระตุกเกร็ง ช่องทางรักตอดรัดนิ้วแกร่งเป็นจังหวะถี่รัว
เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากระหว่างขาเธอ "ลู่ลู่...หู...หูผม"
เธอคลายขาออก ผู้การกรมเงยหน้าขึ้นมาหายใจเฮือก ใบหูทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับลูกพลับสุกเพราะถูกแรงบีบมหาศาล ไป๋ลู่หัวเราะจนตัวงอ
เธอยังหัวเราะไม่หยุดตอนเอื้อมไปคว้าสายวัดมาจากมือเขา "ตาฉันบ้าง ระเบียบต้องเท่าเทียม ตรวจทั้งสองฝ่าย"
"ไม่มีข้อบังคับนั้น" เขาพูด
"ฉันเพิ่งตั้งขึ้นมาเอง" แล้วพันสายวัดรอบแก่นกายใหญ่โตที่แข็งขึงชี้หน้าเธออยู่ ส่วนปลายหัวแดงก่ำเปียกเยิ้มด้วยหยาดน้ำหวาน เขาคว้าจับข้อมือเธอไว้ทันควัน แต่ช้าไปครึ่งจังหวะ เธออ่านตัวเลขบนสายวัดได้เสียก่อนแล้ว
"โอ้โห ผู้การ..."
"ห้ามอ่านออกเสียง" เขากระชากสายวัดคืนไปขยำเป็นก้อน ซุกไว้ใต้หมอน ใบหูแดงก่ำลามลงไปถึงลำคอ "ความลับทางทหาร"
เธอแกล้งถาม "ถ้าหลุดไปถึงข้าศึกล่ะคะ" เขากดเธอลงกับเตียงทั้งที่ยังหัวเราะ แก่นกายร้อนผ่าวถูไถกลีบเนื้อที่ชุ่มลื่นอยู่แล้วสองสามครา "ข้าศึกคนเดียวที่รู้นอนอยู่ตรงนี้ ต้องปิดปาก"
พลันเขาก็กดแทรกตัวตนเข้ามาทีเดียวจนสุดทาง เสียงหัวเราะของไป๋ลู่ขาดห้วงกลางคันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางยาว คืนนี้เขาไม่ได้เร่งร้อนเหมือนคืนเข้าหอ และไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราดเหมือนคืนที่หึงหวง เขาขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่เน้นย้ำล้ำลึก พร้อมบดสะโพกวนรอบหนึ่งครั้งในทุกคราที่กระแทกลงไป
"ลู่ลู่" เขากระซิบ "ผอมลงแล้ว ยังมีแรงเหลือเฟืออยู่ไหม"
เธอยกขาขึ้นล็อกรอบเอวเขา "อยากรู้เหรอคะ" แล้วบีบกระชับเข้าหาตัว
ฮั่วเจิ้นเป่ยสะดุ้งโหยงจนหน้าผากชนหัวเตียง "เบา... เบาหน่อย ซี่โครงผมจะหักแล้ว"
"ข่าวกรองยืนยันค่ะ แรงช้างอยู่ครบ"
เขาหอบหายใจสะท้าน "รับทราบ" แล้วตอบแทนด้วยการกระแทกลึกเน้นย้ำหนึ่งครั้งจนเธอร้องลั่น กะละมังเคลือบบนชั้นข้างเตาสะเทือนตกลงพื้นดังเคร้งใหญ่ หมาของหน่วยยามเห่ารับขึ้นสามที ทั้งคู่ชะงักงัน มองหน้ากัน แล้วระเบิดหัวเราะใส่ปากกันและกัน
ไป๋ลู่กระซิบ "ทั้งค่ายได้ยินหมดแล้วมั้งคะ" เขาพูด "ดี จะได้ไม่มีใครกล้าเรียกผมว่าไร้น้ำยาอีก"
เขาพลิกเธอให้นอนตะแคง แล้วเข้าหาจากด้านหลัง แขนข้างหนึ่งสอดใต้คอให้หนุน อีกข้างโอบมาจับเต้าอวบไว้เต็มมือ มุมใหม่ทำให้ทุกครั้งที่เขาดันเข้ามา แก่นกายร้อนผ่าวครูดผ่านจุดกระสันที่ลิ้นของเขาเพิ่งกรุยทางไว้เมื่อครู่ ไป๋ลู่สั่นสะท้านไปทั้งตัว "ตรงนั้น... ตรงนั้นแหละค่ะ"
เขาพึมพำชิดใบหูบาง "ฐานเดิม" แล้วโหมกระแทกถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ จนเตียงอิฐที่ไม่เคยส่งเสียงกลับมีเสียงผ้าห่มเสียดสีดังพึ่บพั่บ หยาดเหงื่อไหลโทรมลงตามร่องหลังเนียนละเอียด ทั้งที่เบื้องนอกลมหิมะกำลังหวีดหวิวผ่านชายคาอย่างบ้าคลั่ง
คลื่นอารมณ์ลูกที่สองซัดสาดขึ้นถึงจุดสูงสุดโดยไม่มีใครยอมหยุด ไป๋ลู่ปล่อยเสียงร้องคราง ช่องทางรักบีบรัดรัดรึงเขาเป็นระลอกคลื่น จนเขาคำรามชื่อเธอออกมาเสียงต่ำ กดแนบกายเข้ากับแผ่นหลังเนียน แล้วปลดปล่อยหยาดน้ำอุ่นร้อนทั้งหมดเข้าไปเป็นจังหวะยาวนาน
"หกสิบ" เขาพูดขึ้นในความมืด คางสากระคายวางอยู่บนไหล่เธอ "น้ำหนักเธอ ผมกะเอา พรุ่งนี้ผมจะให้โรงครัวกองพันส่งเนื้อแกะมาอาทิตย์ละสองจิน"
ไป๋ลู่ค้อนขวับ "ฉันกำลังผอมสวย คุณจะขุนฉันกลับไปเป็นหมีเหรอคะ"
เขาพูดทันที "เป็นหมีก็เป็นหมีของผม"
เธอหัวเราะจนตัวสั่น แล้วรู้สึกว่าอ้อมแขนที่โอบรัดเธอเกร็งกระชับขึ้น
"ก่อนกลับ ผู้ตรวจการสือเรียกผมไปคุย" น้ำเสียงของเขาเรียบตึงลง "คดีของพ่อถูกรื้อขึ้นมาใหม่ ข้อหาถูกเพิ่มเป็นสมคบคิดกับต่างชาติ คนที่ยื่นเรื่องเป็นสายของตระกูลเซี่ย ในฐานะลูก... ผมห้ามแตะต้อง ห้ามไปเยี่ยม และห้ามส่งจดหมายเด็ดขาด ถ้าผมขยับตัวแม้แต่นิดเดียว กรมเจ็ดจะตกไปอยู่ในมือของตระกูลเซี่ยทันที หลี่ต้าจ้วงที่อยู่เวรเฝ้าค่ายยังเห็นเหมยเหมยลอบเข้าบ้านตระกูลเซี่ยตอนกลางคืน สามคืนติดต่อกันแล้ว"
ไป๋ลู่นึกถึงข้อความบรรทัดแรกในสมุดบันทึกของเจียอี ตุลาคม แก๊งสี่คน หล่อนรู้ดีว่าบ้านไหนกำลังจะล่มสลาย แต่ก็ยังเลือกเดินเข้าไปเอง หล่อนไม่ได้เข้าไปเพื่อหาที่พึ่งพิง หล่อนแค่เข้าไปเพื่อหาบันไดไต่เต้า
รุ่งเช้า หลี่ต้าจ้วงเคาะประตูห้องพร้อมยื่นซองจดหมายที่ขอบกระดาษเปียกชื้นด้วยละอองหิมะ ลายมืออันประณีตของไป๋อวิ๋นโจวเขียนหวัดรวดเร็ว จนน้ำหมึกกระเซ็นเป็นจุด นายพลฮั่วถูกกัวต้าหย่งลากตัวไปยืนประจานกลางลานนวดข้าวตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนกระทั่งสลบคาที่
ไป๋ลู่พับจดหมายเก็บ "ฉันจะไป ไปในฐานะหลานกลับบ้านไปเยี่ยมย่า ไม่มีใครห้ามได้"
"ผมไปไม่ได้" เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะถอดเสื้อโค้ตทหารตัวหนาคลุมลงบนไหล่บางของเธอ บรรจงติดกระดุมให้จนถึงคอเสื้อ "ถ้ามีใครกล้าแตะต้องเธอ ส่งโทรเลขมาคำเดียวพอ"
เธอถาม "คำว่าอะไรคะ" เขาพูด "หมี" แล้วรีบออกไปกองบัญชาการก่อนที่เธอจะเห็นสีหน้าของเขาชัดเจนไปกว่านี้
ไป๋ลู่ล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ต เจอสมุดพกปกแข็งสีเขียวเล่มเล็กที่เขาจดตัวเลขลงไปเมื่อคืนตอนนึกว่าเธอหลับ หน้าสุดท้ายมีเจ็ดสิบสอง เก้าสิบสาม เก้าสิบแปด ลงวันที่เรียบร้อยเหมือนผลซ้อมรบ หน้าก่อนๆ ย้อนไปทุกสัปดาห์ตั้งแต่คืนเข้าหอ ทุกบรรทัดเขียนกำกับไว้ว่า "กะด้วยแขน"
เธอพลิกไปหน้าแรกสุด ลงวันที่ตั้งแต่หน้าร้อน วันที่เจอกันในป่าเฮยเฟิง ลายมือเหลี่ยมคมเขียนไว้บรรทัดเดียว
"โจรป่า น้ำหนักประเมินเก้าสิบกิโลกรัม ยิ้มแล้วอันตราย ต้องไปดูอีก"