LNCrawler

คำคมท่านประธาน

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

คำคมท่านประธาน

ล้อหลังของรถบรรทุกประจำคอมมูนเฉียนจิ้นจมลึกลงไปในร่องหิมะจนมิดล้อ ห่างจากหมู่บ้านไป๋สือโกวไม่ถึงสิบกิโลเมตร

ลุงคนขับเหยียบคันเร่งจนเครื่องยนต์แผดร้อง ล้อหมุนฟรีสาดเศษหิมะขึ้นเป็นก้อนขาว รถคันนี้ขนผักกาดขาวมาส่งโรงครัวกองพลเมื่อวาน ขากลับมีเพียงลังเปล่ายี่สิบใบติดท้ายกระบะ กับหลานสาวบ้านไป๋ที่ขออาศัยรถกลับไปเยี่ยมย่า

ฮั่วเจิ้นเป่ยเป็นคนออกปากขอที่นั่งให้เธอด้วยตัวเอง เขายืนคุยกับลุงคนขับหน้าโรงครัวอยู่ครึ่งมวนบุหรี่ ก่อนจะบอกเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่ารถของกองพลห้ามแตะต้องเด็ดขาด หากเมียผู้การนั่งรถทหารไปคอกวัว พรุ่งนี้ย่อมกลายเป็นหลักฐานมัดตัวว่าลูกชายใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้บิดา แต่ถ้าหลานสาวชาวนานั่งรถขนผักกลับบ้าน ใครเล่าจะเขียนรายงานเอาผิดได้

ในย่ามบนตักมีโสมจากเรือนกระจกสามรากที่ถูกตัดจุกจนดูคล้ายโสมป่า ยาลดไข้สิบเม็ดแกะจากแผงห่อด้วยกระดาษสาเลียนแบบยาลูกกลอน ชุดเข็มเงินม้วนเก็บในผ้าสักหลาด และผงยาเหลืองในขวดกระเบื้องใบเดิม ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้เลยว่าพวกมันมาจากอนาคต

"ไม่ขึ้นแล้วแม่หนู!" ลุงคนขับชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ "ต้องรอรถลากจากคอมมูน อย่างเร็วที่สุดก็พรุ่งนี้เช้า"

ไป๋ลู่กระโดดลงจากรถ เดินอ้อมไปสำรวจท้ายกระบะ เธอถอดเสื้อโค้ตทหารของสามีพับวางไว้บนกองหิมะ "เข้าเกียร์หนึ่งไว้ค่ะลุง ฉันบอกให้เหยียบเมื่อไหร่ค่อยเหยียบนะ"

"จะทำอะไรน่ะ รถทั้งคันเลยนะ!"

"ไม่ได้ยกทั้งคันเสียหน่อยค่ะ" เธอย่อตัวลง สอดไหล่เข้าใต้กันชนท้าย สองมือยึดขอบกระบะเหล็กที่เย็นจัดจนแสบง่ามมือ "ยกแค่ข้างเดียว... เหยียบเลย!"

เครื่องยนต์แผดคำราม ไป๋ลู่เกร็งกำลังดันขาทั้งสองข้างยืดขึ้น กระดูกสันหลังตึง เสียงเหล็กลั่นเอี๊ยดอ๊าด ล้อหลังข้างซ้ายลอยพ้นร่องหิมะขึ้นมาหนึ่งฝ่ามือ แค่นั้นก็เพียงพอ ล้อรถตะกุยเจอพื้นถนนที่แข็งตัว รถกระตุกพุ่งไปด้านหน้า ไป๋ลู่เสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงบนกองหิมะ เธอหัวเราะร่าพลางหอบหายใจออกมาเป็นไอขาว

ลุงคนขับเปิดประตูลงมา ยืนตะลึงมองเธออยู่นานสองนาน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉันจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ"

คอกวัวท้ายหมู่บ้านทวีความหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก ลมหิมะพัดลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้ไผ่ขัดแตะโบกดิน บนแคร่ไม้ปูฟางหนา นายพลฮั่วกั๋วตงนอนนิ่งสนิท ใบหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้า ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นขุย ลมหายใจทั้งสั้นและถี่กระชั้น พร้อมเสียงครืดคราดดังสะท้อนอยู่ลึกในทรวงอก

หลินเพ่ยอวิ๋นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่ มือของคุณนายเซี่ยงไฮ้ที่เคยทาเล็บสีแดงสดบัดนี้บวมเป่งจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ข้อนิ้วแตกเป็นร่องลึกจนมีเลือดซึม หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับไป๋ลู่ที่ยืนอยู่ตรงประตู ริมฝีปากขยับเอ่ยตามความเคยชิน "หมีดำ... มาทำไม? แล้วลูกชายฉันล่ะ... เขาไม่ได้มาด้วยใช่ไหม? ดีแล้ว อย่าให้เขามาที่นี่เด็ดขาด..."

น้ำเสียงของหล่อนสั่นเครือและแตกพร่าในประโยคสุดท้าย ไป๋ลู่ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างกายอีกฝ่าย "เขามาไม่ได้ค่ะแม่ ก็เลยส่งหมีตัวนี้มาแทน"

หลินเพ่ยอวิ๋นเม้มปากแน่นเบือนหน้าหนี แต่มือที่บวมเป่งกลับเอื้อมมาขยุ้มชายเสื้อของไป๋ลู่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

หมอเฒ่าหยางเหอเหนียนนั่งยองๆ อยู่ที่มุมห้อง ชายชราผู้มีผมขาวโพลนทั้งศีรษะและซูบผอมจนแก้มตอบ ในมือประคองถ้วยน้ำขิงที่เย็นชืดไปนานแล้ว "ไข้ขึ้นสูงตั้งแต่เมื่อคืน ปอดชื้นทั้งสองข้าง" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ฉันไม่มีทั้งเข็มและยา... คนพวกนั้นสั่งห้ามไม่ให้รักษาศัตรูชนชั้น"

ไป๋ลู่วางปลายนิ้วลงบนจุดชีพจรของท่านนายพล สัมผัสได้ถึงจังหวะที่ลอยเด่นและรวดเร็ว ทว่ากลับอ่อนแรงลงทันทีเมื่อกดลึกลงไป ประหนึ่งกองไฟที่ลุกโชนเฮือกสุดท้ายก่อนจะมอดดับลง เธอคลี่ม้วนผ้าสักหลาดออกทันที

เข็มแรกฝังลงที่จุดเหรินจงใต้จมูก เข็มที่สองที่จุดไป่ฮุ่ยกลางกระหม่อม ก่อนจะไล่เรียงลงไปยังจุดจู๋ซานหลี่ใต้เข่าทั้งสองข้าง มือซ้ายของเธอปักเข็มอย่างรวดเร็วและมั่นคง จากนั้นจึงนำใบโกฐจุฬาลัมพามาปั้นเป็นรูปกรวย วางลงบนแผ่นขิงฝานตรงจุดกวนหยวนใต้สะดือ แล้วจุดไฟ ควันหอมฉุนลอยอวลขึ้นมา หมอเฒ่าหยางค่อยๆ วางถ้วยน้ำขิงในมือลงช้าๆ

"แม่คะ ไปต้มน้ำค่ะ" ไป๋ลู่เอ่ยปากสั่งโดยไม่หันกลับไปมอง "ใช้หม้อใบใหญ่ที่สุดเท่าที่มี แล้วหาผ้ามาห่อก้อนอิฐร้อนๆ ไปวางแนบไว้ใต้ฝ่าเท้าของพ่อด้วย" หลินเพ่ยอวิ๋นลุกขึ้นทำตามทันทีโดยไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่นิดเดียว

แต่ในขณะที่ไข้ยังไม่ทันลดลง ประตูคอกวัวก็ถูกถีบเปิดออกเสียงดังปัง!

กระแสลมหิมะพัดกระโชกเข้ามาด้านในพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์ห้าคน ผู้นำกลุ่มสวมหมวกขนกระต่าย มีปลอกแขนสีแดงสดรัดทับแขนเสื้อนวม ใบหน้ากลมแป้นแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรามากกว่าลมหนาว เขาคือ กัวต้าหย่ง รองประธานคณะกรรมการปฏิวัติแห่งคอมมูนเฉียนจิ้น ส่วนด้านหลังคือกลุ่มอาสารักษาการณ์สี่คนที่ถือด้ามจอบต่างกระบอง

"ใครอนุญาต!" กัวต้าหย่งตวาดลั่นพลางชี้นิ้วตรงมายังเข็มเงินบนร่างของท่านนายพล "ใครอนุญาตให้พวกแกมารักษาศัตรูชนชั้น! ถอนเข็มออกเดี๋ยวนี้! พรุ่งนี้เช้าไอ้แก่นี่ต้องขึ้นไปรับการวิจารณ์บนเวทีอีกรอบ!"

อาสารักษาการณ์สองคนก้าวเข้ามา หลินเพ่ยอวิ๋นรีบกางแขนออกปกป้องอยู่หน้าแคร่ไม้ไผ่ทันที แม้ว่าร่างกายของหล่อนจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวก็ตาม

ไป๋ลู่ไม่ลุก เธอปั่นเข็มที่จุดจู๋ซานหลี่อีกสองจังหวะ รอจนมือของอาสารักษาการณ์ยื่นมาเกือบถึงไหล่แม่สามี จึงเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านประธานสอนว่า ให้ต่อสู้ด้วยเหตุผล อย่าต่อสู้ด้วยกำลัง"

มือสองคู่นั้นชะงักค้างกลางอากาศ ในยุคนี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องคนที่กำลังท่องคำสอนของท่านประธาน

"สหายกัวคะ" ไป๋ลู่ลุกขึ้นยืน ปัดเศษฟางออกจากเข่า "ลากคนป่วยไปยืนกลางหิมะจนสลบ นี่เรียกว่าใช้เหตุผลหรือใช้กำลังคะ ฉันอ่านหนังสือไม่แตก อยากให้สหายกรรมการปฏิวัติช่วยอธิบายหน่อย"

กัวต้าหย่งหน้าแดงก่ำ ยิ้มราวกับหมาจิ้งจอกที่เห็นไก่เดินออกจากเล้า "อ้อ ฉันรู้แล้ว เมียผู้การฮั่ว ลูกชายศัตรูชนชั้นใช้ตำแหน่งส่งเมียมาช่วยพ่อ ฉันจะรายงานกองพลวันนี้เลย!"

"ผิดคนแล้วค่ะ" ไป๋ลู่ตอบหน้าตาเฉย "วันนี้ฉันมาในนามไป๋ลู่ ลูกสาวบ้านรองตระกูลไป๋ ชาวนายากจนสามชั่วคน นั่งรถขนผักของคอมมูนกลับมาเยี่ยมย่า ถามลุงคนขับได้เลย ไม่มีรถกองพลสักคัน ไม่มีจดหมายผู้การสักแผ่น"

คำว่าชาวนายากจนสามชั่วคนทำให้อาสารักษาการณ์สี่คนผงะถอยไปครึ่งก้าวพร้อมกัน ในยุคนี้ชาติกำเนิดเช่นนั้นคือเกราะเหล็กกล้าที่หนาที่สุด กรรมการปฏิวัติจะชี้หน้าลูกหลานชาวนายากจน ก็เท่ากับชี้หน้าชนชั้นที่ตัวเองอ้างว่ายืนอยู่ข้างเดียวกัน

กัวต้าหย่งอ้าปากเตรียมจะแย้งว่าต่อให้เป็นใครนี่ก็คือศัตรูชนชั้น แต่ไป๋ลู่ตัดบททันที "ท่านประธานยังสอนอีกข้อ ลงโทษความผิดในอดีตเพื่อเตือนอนาคต รักษาโรคเพื่อช่วยชีวิตคน ท่านไม่ได้สอนให้ฆ่าคน หรือสหายกัวคิดว่าท่านประธานสอนผิดคะ?"

"ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น!" กัวต้าหย่งโพล่งขึ้นทันควัน

"ดีค่ะ งั้นอีกข้อ" เธอก้าวเข้าหาเขาหนึ่งก้าว ร่างระหงที่สูงกว่าครึ่งหัวทอดเงาทาบลงบนใบหน้ากลมแป้นนั้นพอดี "ไม่มีการสืบสวน ก็ไม่มีสิทธิ์พูด คดีสมคบต่างชาติของนายพลฮั่วเพิ่งยื่นเรื่อง ยังไม่มีคำตัดสินและไม่มีคำสารภาพ ถ้าเขาตายคาเวทีของสหายในวันพรุ่งนี้ คดีนี้จะปิดอย่างไร ใครจะเซ็นรับผิดชอบที่ทำให้พยานคนสำคัญตายก่อนให้การ"

เธอเว้นจังหวะ ปล่อยให้ลมหิมะหวีดหวิวผ่านร่องผนังไปรอบหนึ่ง "สหายกัวจะเซ็นเอง หรือคนที่สั่งสหายมาจะเป็นคนเซ็นคะ?"

ใบหน้ากลมแดงก่ำซีดเผือดลงทีละส่วน ตั้งแต่หน้าผากลามลงมาถึงคาง ราวกับหมึกแดงที่ถูกน้ำชะล้าง กัวต้าหย่งไม่ได้โง่จนดูไม่ออก ถ้านายพลฮั่วตายตอนนี้ คนที่ถือเชือกลากเขาไปยืนกลางหิมะก็คือตัวเขาเอง ส่วนคนที่บงการอยู่เบื้องหลังไม่มีวันยื่นมือมารับผิดชอบแน่

"พรุ่งนี้... งดเวที" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน "ไอ้แก่นี่ป่วย ให้รักษาไปก่อน"

"ขอบคุณค่ะ" ไป๋ลู่คลี่ยิ้มหวาน "ถ้าสหายจะเขียนรายงานว่าฉันขัดขวางการทำงาน ก็เขียนให้ครบนะคะว่าขัดด้วยคำสอนของท่านประธานถึงสามข้อ จะให้ฉันท่องให้จดอีกรอบไหมคะ"

กัวต้าหย่งสะบัดหน้าหมุนตัวกลับ ปลอกแขนสีแดงปลิวไสวตามแรงลม ก่อนจะชนเข้ากับไม้กวาดต้นข้าวฟ่างที่ตั้งขวางอยู่หน้าประตูอย่างจัง

ย่าเหลียงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ด้านหลังมีไป๋กุ้ยซานผู้เป็นพ่อถือจอบคุมเชิงคู่กับอวิ๋นโจวที่ใบหน้าซีดเซียวแต่ดวงตากลับวาวคม ย่าไม่พูดอะไร เพียงเคาะด้ามไม้กวาดกับฝ่ามือตัวเองเป็นจังหวะ ตุบ ตุบ ตุบ บีบให้กัวต้าหย่งต้องเบี่ยงตัวเดินอ้อม อาสารักษาการณ์คนสุดท้ายโดนย่าฟาดก้นเข้าฉาดใหญ่ตอนเดินผ่าน จนต้องร้องจ๊ากแล้ววิ่งหนีเตลิดไปทั้งที่ไม่มีใครไล่กวด

"ยัยตัวดี" ย่าเหลียงกวาดสายตามองหลานสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า "ผอมลงอีกแล้ว ผัวไม่ให้กินข้าวหรือไง"

"ผัวหนูสั่งเนื้อแกะให้กินอาทิตย์ละสองจินค่ะย่า" ไป๋ลู่ตอบพลางยิ้มประจบ

"ดี" ย่าพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปฟาดไม้กวาดใส่ลูกชายที่ยืนเกะกะอยู่ข้างประตู "ยืนบื้ออยู่ทำไม! ไปผ่าฟืนมาใส่คอกวัวสิ!"

"เอ๊ะ... แม่ครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ..." ไป๋กุ้ยซานบ่นอุบอิบพลางลูบแขนปอยๆ

ล่วงเข้าตีสอง ไข้ของนายพลฮั่วลดลงเป็นครั้งแรก เหงื่อเย็นซึมทั่วหน้าผาก เสียงครืดคราดในทรวงอกทุเลาลงไปกว่าครึ่ง หลินเพ่ยอวิ๋นหลับคอพับอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ แต่มือที่บวมเป่งยังคงกำชายเสื้อสามีไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

ไป๋ลู่ฝังเข็มชุดใหม่ลงที่จุดเฟ่ยซูบริเวณกลางหลังทั้งสองข้าง ปลายนิ้วซ้ายหมุนเข็มตามจังหวะที่ปู่พรานเคยพร่ำสอนไว้ตั้งแต่เธออายุเจ็ดขวบในอีกชาติภพ... สามเร็ว หนึ่งช้า ยกขึ้นครึ่งหุน แล้วกดลงอีกครั้งสอดประสานกับจังหวะลมหายใจออกของคนไข้

เงาร่างหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หมอเฒ่าหยางทรุดตัวลงนั่งบนกองฟางใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นยาสูบเก่าโชยมาจากสาบเสื้อ ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นจับจ้องมือซ้ายของเธอเขม็งไม่กะพริบมาตั้งแต่หัวค่ำ บัดนี้มันแดงก่ำ และมือเหี่ยวย่นที่วางอยู่บนเข่าก็สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้

"แม่หนู..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "วิชาเข็มแบบนี้... เธอเรียนมาจากใครกัน?"