LNCrawler

มือที่ไม่เคยแตะน้ำเย็น

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

มือที่ไม่เคยแตะน้ำเย็น

สามเร็ว หนึ่งช้า ยกเข็มขึ้นครึ่งหุน แล้วกดลงพร้อมจังหวะผ่อนลมหายใจออกของคนไข้

หยางเหอเหนียนเคยเห็นจังหวะฝังเข็มเช่นนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน ในร้านยาของอาจารย์หลังตลาดเก่าปักกิ่ง ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงหมอหนุ่มที่บดยาจนมือพอง และมีศิษย์พี่คนหนึ่งที่ปั่นเข็มด้วยท่วงท่าพิสดารแบบนี้ ก่อนจะหายสาบสูญไปในกองเพลิงสงครามโดยไม่มีใครได้ข่าวคราวอีกเลย สี่สิบปีผันผ่าน เขาไม่เคยพบพานใครปั่นเข็มจังหวะนั้นอีก จนกระทั่งคืนนี้... ในคอกวัวซอมซ่อที่มีเพียงลมหิมะลอดผ่านร่องผนังไม้

ไป๋ลู่ถอนเข็มเล่มสุดท้ายออกจากแผ่นหลังของนายพล พับผ้าสักหลาดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ก่อนหันมาตอบ "ปู่หมอในฝันค่ะ"

หมอเฒ่าหยางจ้องหน้าเธอนิ่ง ไป๋ลู่จ้องกลับอย่างไม่หลบตา คนหนึ่งอยู่ในแวดวงแพทย์มาห้าสิบปี อีกคนเคยนั่งโต๊ะเจรจากับเจ้าสัวมานับสิบปี ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือเรื่องโกหก และต่างรู้ว่ามันเป็นคำตอบเดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทั้งคู่

ชายชราถามเพียงข้อเดียว น้ำเสียงแผ่วลงทุกคำ "ปู่หมอในฝันคนนั้น... เวลาโมโห เคาะไปป์กับพื้นรองเท้าหรือเปล่า"

ไป๋ลู่นิ่งไปครึ่งอึดใจ ปู่พรานในชาติก่อนของเธอเคาะไปป์กับรองเท้าหนังเก่าทุกครั้งที่เธอวางบ่วงดักสัตว์ผิดทาง เสียงป๊อกๆ นั้นยังคงแว่วดังอยู่ในหูจนถึงทุกวันนี้ "ในฝันมันพร่ามัวค่ะ แต่เรื่องไปป์นี่ฉันจำได้แม่น"

หมอเฒ่าหยางหัวเราะเบาๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอมาถึง น้ำเสียงแห้งผากราวกับคนที่ไม่ได้หัวเราะมาเนิ่นนาน "ฝันก็ฝัน ฉันแก่แล้ว ไม่อยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้"

เขายื่นมือเหี่ยวย่นมาวางทับบนหลังมือซ้ายของเธอ "แม่หนูต้องกลับค่าย นายพลต้องมีคนเฝ้าไข้ ฉันจะเฝ้าเอง ทิ้งเข็มกับยาไว้เถอะ ฉันจะใช้มันในนามของฉันเอง หากมีใครถาม ฉันก็แค่หมอแก่ในคอกวัวที่ขโมยสมุนไพรมาจากเนินเขาหลังหมู่บ้าน โทษทัณฑ์ทั้งหมดให้ตกอยู่ที่ฉันคนเดียว"

เมื่อไป๋ลู่เรียกเขาว่าอาจารย์ ชายชรากลับโบกมือปฏิเสธ "อย่าเรียกอาจารย์เลย เรียกว่าศิษย์น้องของปู่หมอในฝันก็แล้วกัน"

ตกบ่าย ไป๋ลู่ยกกะละมังไม้ใบใหญ่มาวางตรงหน้าแม่สามี น้ำในนั้นอุ่นพอดีมือ มีสีน้ำตาลอ่อนและกลิ่นอายของกิ่งอบเชย ตังกุย กับรากเสฉวน ไอร้อนลอยกรุ่นตัดกับอากาศเย็นเฉียบของคอกวัว

"แช่มือค่ะแม่"

หลินเพ่ยอวิ๋นเหลือบมองกะละมังตรงหน้า ก่อนจะซุกมือกลับเข้าใต้แขนเสื้อ "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หายเอง"

"มือแม่กลายเป็นสีม่วงหมดแล้วค่ะ อีกสามวันมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำ และอีกอาทิตย์เดียว แม่จะเย็บผ้าไม่ได้อีกเลย"

อดีตคุณนายเซี่ยงไฮ้กัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะยอมดึงมือออกจากแขนเสื้อ ข้อนิ้วของหล่อนบวมแดงจนเป็นปล้อง ผิวหลังมือแตกลึกเป็นร่องจนมองเห็นเนื้อในสีชมพู ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างขวากลายเป็นสีม่วงคล้ำ ส่วนเล็บที่เคยทาสีแดงสดบัดนี้ลอกหลุดไปกว่าครึ่ง

"ซักผ้า" หล่อนพูดเสียงแข็งขึ้นมาก่อนที่ไป๋ลู่จะได้ถาม สายตาจับจ้องไปที่ผนัง "กัวต้าหย่งสั่งให้คนในคอกวัวซักผ้าห่มของสำนักงานคอมมูนที่ลำธารทุกวัน น้ำเย็นจัดจนผ้าแข็งเป็นแผ่นตั้งแต่ยังไม่ทันบิด ตาแก่นั่นก็ถูกลากไปยืนตากหิมะ ส่วนหมอหยางก็มือสั่นเทาจนจับไม้ซักผ้าไม่ไหว ฉันยังมีมือดีอยู่สองข้าง ฉันก็ต้องซัก"

ไป๋ลู่ประคองข้อมือแม่สามีไว้ทั้งสองข้าง แล้วกดลงไปในน้ำอุ่นอย่างนุ่มนวล หลินเพ่ยอวิ๋นสะดุ้งสุดตัว ยามน้ำอุ่นซึมเข้าสู่รอยแผลแตก ความแสบร้อนแล่นพล่านราวกับมีเข็มนับร้อยเล่มทิ่มแทง แต่หล่อนกลับไม่ยอมส่งเสียงร้องสักแอะ ยังคงนั่งหลังตรงสง่างามราวกับกำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกของบ้านหลังเก่าที่เซี่ยงไฮ้ มีเพียงหยาดน้ำตาที่รินไหลลงมาตามปรางแก้มโดยไม่ขออนุญาต

"พ่อฉันเคยบอกว่าลูกสาวของเขาเกิดมาเพื่อเล่นเปียโน" หล่อนพูดลอยๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มือคู่นี้ห้ามแตะต้องน้ำเย็นเด็ดขาด ตลอดห้าสิบสองปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยต้องซักผ้าเองเลยสักผืน... จนกระทั่งต้องตามตาแก่นั่นลงมาตกระกำลำบากในคอกวัว"

"แม่ไม่เสียดายเหรอคะ"

หล่อนหันขวับมาจ้องเขม็ง ดวงตาแดงก่ำ แต่ฝีปากยังคงจัดจ้านไม่เปลี่ยน "เสียดายอะไรกัน! ในเมื่อตาแก่นั่นถูกส่งลงมาอยู่ในคอกวัวแล้ว ฉันจะยังรั้งอยู่เซี่ยงไฮ้เพื่อเล่นเปียโนให้ใครฟัง ให้ผีฟังหรืออย่างไร"

ไป๋ลู่ก้มหน้านวดคลึงมือนั้นใต้น้ำอุ่น ไล่จากข้อมือลงไปถึงปลายนิ้วทีละนิ้วเพื่อกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน ชาติก่อนมารดาของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ ส่วนแม่เลี้ยงก็ไม่เคยสัมผัสมือเธอเลยสักครั้ง ยามปกติแทบไม่เคยมองหน้า มีเพียงในงานศพเท่านั้นที่ยอมจับมือโชว์ต่อหน้าแขกเหรื่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอซับมือของแม่สามีจนแห้งสนิท บรรจงทาครีมสมุนไพรสีม่วงแดงหนาเป็นชั้น พันผ้าฝ้ายบางรอบนิ้วมือทีละนิ้วอย่างประณีต ก่อนจะสวมถุงมือขนกระต่ายทับลงไปอีกชั้น "สามวันนี้ห้ามแตะต้องน้ำเด็ดขาดค่ะ ส่วนเรื่องผ้าห่มของคอมมูน เดี๋ยวฉันจะให้พี่อวิ๋นโจวไปคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ให้คนในหมู่บ้านช่วยกันซักเพื่อแลกแต้มแรงงานแทน อีกอย่างผู้ใหญ่บ้านฉินก็ไม่ชอบหน้ากัวต้าหย่งอยู่แล้ว เขาคงยินดีที่จะได้ขัดคำสั่งอย่างถูกระเบียบ"

หลินเพ่ยอวิ๋นพลิกมือที่สวมถุงมือขนกระต่ายไปมา ราวกับกำลังมองสิ่งของแปลกตา "ตอนที่เธอมาถึงเมื่อวานนี้ ฉันนึกว่าเจิ้นเป่ยส่งเธอมาแทนเพราะตัวเองมาไม่ได้ นึกว่าเธอมาทำตามหน้าที่เสียอีก"

"ก็หน้าที่จริงๆ นี่คะ"

"หน้าที่ของใครเขาต้องมานั่งนวดมือให้แม่ผัวทีละนิ้วแบบนี้กัน"  หล่อนเงยหน้าขึ้นฉับพลัน น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม น้ำเสียงยังคงสูงแหลมเหมือนทุกครั้งยามด่าทอผู้คน แต่คราวนี้กลับไม่มีคำด่าทอใดๆ หลุดรอดออกมา "ลูกสะใภ้..."

ไป๋ลู่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย หลินเพ่ยอวิ๋นพูดซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง หล่อนยื่นมือที่สวมถุงมือหนาเตอะเข้ามาลูบแก้มเธออย่างเก้ๆ กังๆ "ลูกสะใภ้... ผอมลงแล้วดูสวยขึ้นนะ แต่อย่าให้ผอมไปมากกว่านี้ล่ะ เดี๋ยวจะไม่มีแรงอุ้มหลาน แล้วก็อย่ามาทำตาแดงใส่ฉันด้วย หน้าตาแบบนี้เวลาร้องไห้แล้วดูไม่ได้เลย"

พลันมีเสียงกระแอมดังขึ้นจากแคร่ไม้ข้างๆ นายพลฮั่วปรือตาขึ้นมอง น้ำเสียงยังคงแหบพร่าจากพิษไข้ "สองแม่ลูกร่ำลากันเสร็จหรือยัง หิวจะแย่แล้ว มีซาลาเปาเนื้อบ้างไหม"

หลินเพ่ยอวิ๋นหันขวับไปเอ็ดสามีทั้งน้ำตา ขณะที่ไป๋ลู่หัวเราะร่วนพลางล้วงหยิบซาลาเปาเนื้อที่ย่าเหลียงนึ่งเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เช้าตรู่ออกจากย่าม นายพลฮั่วจัดการยัดซาลาเปาเข้าปากสองลูกรวดภายในห้าคำ ก่อนจะยื่นมือสั่นเทามาขอเพิ่มเป็นลูกที่สาม

ไป๋ลู่รั้งอยู่ที่ไป๋สือโกวเป็นเวลาสามวัน จนกระทั่งวันที่สามพิษไข้ของนายพลฮั่วก็ลดลงจนเป็นปกติ อาการปอดชื้นทุเลาลงมาก เขาสามารถนั่งพิงผนังซดข้าวต้มได้ถึงวันละสามชาม แถมยังเอ่ยปากด่าทอกัวต้าหย่งได้คล่องแคล่วดังเดิม

เช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ เธอเดินขึ้นไปยังตีนเขาเฮยเฟิงเพียงลำพัง ค่อยๆ คุ้ยหิมะหนาใต้โขดหินตามความทรงจำ ต้นยางไม้เลือดดำต้นแม่ยืนต้นเปลือยใบหลับใหลท่ามกลางฤดูหนาวอันเยือกเย็น แต่ที่โคนต้นกลับมีกล้าไม้ต้นเล็กสูงไม่ถึงคืบงอกเงยขึ้นมาสามต้น เธอจึงบรรจงขุดมันขึ้นมาต้นหนึ่งพร้อมดินติดราก ห่อด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นแล้วซุกเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม

พิษร้ายที่เคยแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา เธอจำเป็นต้องศึกษาและรู้จักมันให้ลึกซึ้งถึงรากเหง้า เผื่อวันหน้าอาจต้องปรุงยาแก้พิษ หรือจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากมันในด้านอื่น

รถขนผักของคอมมูนเที่ยวเดิมพากลับมาส่งถึงค่ายทหารในยามพลบค่ำ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวเท้าถึงบ้าน ก็แว่วเสียงแหลมเล็กลากยาวของคุณนายเหมิงชิวในชุดโค้ตขนสัตว์หรูหราดังมาจากหน้าบ้านหลังใหญ่ปลายถนน หล่อนกำลังป่าวประกาศเรื่องที่ได้ยินมาว่า มีภรรยาของผู้การบางคนบังอาจไปขัดขวางการต่อสู้ทางชนชั้นถึงในคอมมูน และบัดนี้เรื่องราวได้ถูกรายงานส่งตรงขึ้นไปถึงกองพลเรียบร้อยแล้ว

ไป๋ลู่ส่งยิ้มบางเบาให้ขณะเดินผ่าน "ฝากบอกท่านผู้การกองพลด้วยนะคะ ว่าฉันพร้อมที่จะท่องคำสอนของท่านประธานให้ฟังเพิ่มอีกสามข้อ" พูดจบเธอก็เดินต่อโดยไม่คิดจะรอฟังคำตอบ ในใจพลางลอบบันทึกบัญชีหนี้แค้นครั้งใหม่ รายงานของกัวต้าหย่งช่างรวดเร็วนัก วิ่งจากคอมมูนมาถึงหูคนบ้านนี้ได้ไวกว่ารถขนผักเสียอีก

แสงไฟในห้องพักของเธอสว่างไสว และมีเป้สนามวางเตรียมพร้อมอยู่บนเตียงอิฐ

ฮั่วเจิ้นเป่ยกำลังก้มหน้าก้มตาพับถุงเท้าขนแกะใส่ลงในเป้สนาม เขาเงยหน้าขึ้นสบตา มองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าคล้ายกำลังตรวจนับจำนวนกระสุนปืนที่เหลืออยู่ "พ่อเป็นอย่างไรบ้าง"

"กินซาลาเปาเนื้อได้ทีเดียวสามลูก แถมยังด่าคนได้คล่องปากเหมือนเดิม ส่วนแม่ก็ยอมเรียกฉันว่าลูกสะใภ้แล้วค่ะ" สายตาของเธอเลื่อนไปจับจ้องที่เป้สนาม "ผู้การกำลังจะไปไหนคะ"

"ลาดตระเวนชายแดนแถบหุบเขาทางทิศตะวันออก ออกเดินทางตอนตีห้า มีข่าวกรองแจ้งว่ากลุ่มติดอาวุธลักลอบข้ามแดนเข้ามา" ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ "เป็นคำสั่งพิเศษจากกองพล... ระบุเจาะจงให้ผู้การกรมนำหน่วยออกปฏิบัติการด้วยตัวเอง"

ไป๋ลู่วางย่ามในมือลงช้าๆ กำลังพลลาดตระเวนเพียงสามสิบนาย ปกติแล้วแค่ระดับผู้กองกองร้อยก็นำทีมได้ ไม่มีกองพลที่ไหนส่งตัวผู้การกรมไปเดินลุยหิมะฝ่าอันตรายด้วยตัวเองเพียงเพราะข่าวลือระดับนี้ ปู่พรานเคยพร่ำสอนเธอเสมอว่า... เหยื่อที่ถูกวางทิ้งไว้กลางทางโล่งแจ้งจนเห็นได้เด่นชัดเกินไป คนวางไม่ได้ต้องการให้สัตว์ป่ามากินเหยื่อหรอก แต่ต้องการล่อให้มันเดินเข้าไปติดกับตรงนั้นต่างหาก

"ใครเป็นคนลงนามในคำสั่งนี้คะ"

"ห้องทำงานของผู้การกองพล" เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมรู้ดี ลู่ลู่... แต่คำสั่งทหารก็คือคำสั่ง"

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ห้อยอยู่บนลำคอแกร่ง นกหวีดสีเงินวาววับร้อยอยู่กับเชือกหนังเส้นหนา เมื่อเขาเห็นเธอจ้องมองจึงพูดขึ้น "นกหวีดทองเหลืองอันนั้นเป็นของเธอแล้ว ผมก็เลยต้องหาอันใหม่มาแทน" ชายหนุ่มยกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเป่าเบาๆ ให้ฟังเป็นสัญญาณหนึ่งชุด... สั้นสามครั้ง ยาวหนึ่งครั้ง

‘ผมอยู่นี่’

ไป๋ลู่ล้วงหยิบนกหวีดทองเหลืองที่ห้อยคอซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อของตนเองออกมาเป่าตอบกลับด้วยสัญญาณชุดเดียวกัน เสียงนกหวีดทั้งสองดังกังวานแตกต่างกัน เสียงหนึ่งใสกระจ่าง อีกเสียงทุ้มต่ำ แต่จังหวะที่ประสานกลับสอดรับกันได้อย่างพอดิบพอดี

เธอแกะห่อผ้าชุบน้ำอุ่นออกจากอกเสื้อ บรรจงวางกล้าไม้หนามต้นเล็กลงในกระถางดินเผาข้างเตาไฟใต้เตียงอิฐ ซึ่งเป็นจุดที่อบอุ่นที่สุดในห้องพัก เมื่อเขาถามว่ามันคือต้นอะไร เธอจึงตอบไปตามตรง "ต้นยางไม้เลือดดำค่ะ ต้นเดียวกับที่เคยทำให้ร่างกายของคุณชาจนขยับไม่ได้ ข้างนอกนั่นมันอาจจะหลับใหลตลอดฤดูหนาว แต่ถ้าอยู่ตรงนี้... มันจะตื่นขึ้นมา"

ฮั่วเจิ้นเป่ยทอดสายตามองกระถางดินเผานั้นอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้ารับคำครั้งหนึ่งโดยไม่ซักไซ้อะไรอีก

คืนนั้น เธอดึงสายวัดสีเหลืองเส้นเดิมออกมาจากใต้หมอน นำมาทาบพันรอบแผงอกกว้างของเขาแล้วอ่านค่าตัวเลขออกมาเสียงดัง "ร้อยสิบสี่เซนติเมตร จำตัวเลขนี้ไว้เทียบตอนคุณกลับมานะคะ ถ้าหากมันลดหายไปแม้แต่เซนติเมตรเดียว ฉันจะยื่นเรื่องร้องเรียนกับเจ้าของร่างแน่" ชายหนุ่มหลุดหัวเราะในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะดึงร่างเธอเข้าไปสวมกอดแนบแน่นตลอดทั้งคืนโดยไม่มีคำพูดใดๆ อีก

ยามเมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาตีห้า พื้นเตียงอิฐข้างกายเธอก็เย็นชืดเสียแล้ว บนโต๊ะไม้มีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกทับไว้ใต้กระปุกครีมทาผิว ปรากฏลายมือเขียนหวัดแกมเหลี่ยมคมชัดเจน

‘ไปทำงาน กินข้าวให้ครบสามมื้อ กลับมาจะวัดใหม่’

ข้างตะกร้าถ่านหิน มีเนื้อแกะห่อด้วยกระดาษน้ำมันแช่เย็นอยู่ในกะละมังใส่หิมะตรงหน้าต่าง น้ำหนักสองจินพอดิบพอดี... ผู้ชายคนนี้ไม่เคยลืมสิ่งที่รับปากหรือสั่งความไว้เลยสักครั้ง

สามวันผันผ่าน กล้าไม้ในกระถางดินเผาข้างเตาไฟก็เริ่มแตกใบอ่อนสีเขียวเข้มออกมาสองใบ เธอใช้นิ้วเด็ดปลายใบดูเบาๆ ยางสีขาวขุ่นค่อยๆ ซึมออกมาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมดำคล้ำในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ล้างมือให้สะอาด เสียงเคาะประตูก็ดังรัวขึ้น

ผู้ตรวจการสือเหวินจงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู บนบ่าทั้งสองข้างเต็มไปด้วยละอองเกล็ดหิมะเกาะกุม ใบหน้าเหลี่ยมคมราวกับแผ่นหินสลักดูเหนื่อยล้าอิดโรยกว่าทุกครั้งที่เธอเคยพบเห็น เขาถอดหมวกทหารออกมากุมไว้แนบกับอกเสื้อ

"สหายไป๋" เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักอึ้ง "หน่วยลาดตระเวนของผู้การฮั่วขาดการติดต่อมาสามวันเต็มแล้ว"