LNCrawler

เปลหามคันที่สิบสอง

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

เปลหามคันที่สิบสอง

ทางเดินหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทหารยาวสามสิบสองก้าว ไป๋ลู่เดินกลับไปกลับมานับได้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยรอบแล้ว

สี่วันเต็มที่ขาดการติดต่อ กระทั่งเช้ามืดวันนี้ คนของผู้ตรวจการสือส่งข่าวมาบอกว่า หน่วยลาดตระเวนปะทะกับกลุ่มติดอาวุธลักลอบข้ามแดนในหุบเขาทางตะวันออก รถลำเลียงผู้บาดเจ็บกำลังเดินทางลงมา คาดว่าจะถึงก่อนเที่ยงคืน แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าในรายชื่อคนเจ็บมีใครบ้าง เพราะไม่มีใครรู้เลยสักคน

ไป๋ลู่ไม่ยอมนั่งรอเฉยๆ ชาติก่อนในคืนที่หุ้นลู่เซียนดิ่งลงเหวถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ภายในวันเดียว เธอก็ไม่ได้นอนจ้องกราฟอย่างไร้จุดหมาย แต่เลือกก้าวลงไปนับสต๊อกในโกดังด้วยตัวเองตลอดทั้งคืน คนอย่างเธอ หากปล่อยให้มือว่าง ความกลัวจะกัดกินจิตใจจนหมดสิ้น

เธอจึงอาสาช่วยงานในห้องเวชภัณฑ์ ทั้งนับผ้าก๊อซ ต้มเข็มฉีดยาแก้ว และตัดผ้าขาวเป็นแถบยาว ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย สองมือไม่หยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว

บ่ายคล้อย เหล่าแม่บ้านทหารเริ่มทยอยมาสมทบ เมียผู้กองกองร้อยสามอุ้มลูกน้อยแนบอก ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ สามีของหล่อนอยู่ในหน่วยลาดตระเวนนั้นด้วย หล่อนโผเข้ามายึดแขนไป๋ลู่แน่นพลางถามเสียงสั่นว่าผู้การส่งข่าวอะไรมาบ้าง

ไป๋ลู่ไม่มีข่าวจะบอก เธอจึงยื่นงานให้ทำแทน กรรไกรและม้วนผ้าขาวถูกยัดใส่มืออีกฝ่าย "คืนนี้เราต้องใช้ผ้าพันแผลไม่ต่ำกว่าสามร้อยม้วนค่ะพี่ ถ้าพวกเขากลับมาแล้วไม่มีผ้าใช้ อย่ามาโทษว่าเมียทหารมัวแต่นั่งร้องไห้ก็แล้วกัน"

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ม้านั่งหน้าห้องเวชภัณฑ์ก็เต็มไปด้วยผู้หญิงแปดคน ทุกคนก้มหน้าก้มตาตัดผ้าและม้วนผ้า เสียงสะอื้นเงียบหายไปทันที เพราะไม่มีใครปล่อยให้มือว่างอีกต่อไป

"เมียผู้การมาเฝ้าผัวถึงนี่เลยเหรอ" เหมยเหมยยืนพิงกรอบประตู มือหนึ่งหิ้วถังไม้ใส่กระโถนเคลือบที่เพิ่งล้างเสร็จ ชุดพยาบาลฝึกหัดเปื้อนคราบปัสสาวะสีเหลืองตรงชายกระโปรง แต่ใบหน้ายังเชิดรั้นราวกับกำลังเดินเฉิดฉายบนพรมแดง ไป๋ลู่ยังคงม้วนผ้าในมือต่อไปโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมอง

"ไม่ต้องห่วงหรอก" เหมยเหมยพูดเสียงหวาน นิ้วเรียวแตะกำไลเงินบนข้อมือแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกา... หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ "เขารอดชีวิตกลับมาแน่ ฉันรู้ดี"

มือที่กำลังม้วนผ้าชะงักไปครึ่งจังหวะ

หล่อนเชิดคางขึ้นสูง มุมปากขวายกยิ้มหยัน "แต่คงพิการ... ไม่แขนก็ขาขาดไปข้างหนึ่ง ผู้การที่พิการก็ต้องถูกปลดประจำการ กลับไปเลี้ยงหมูอยู่บ้านนอก ต้าหนิวคงชินกับชีวิตแบบนั้นอยู่แล้วนี่"

ไป๋ลู่วางม้วนผ้าลงบนชั้น จัดขอบให้เรียบเสมอกับม้วนข้างๆ อย่างประณีต ก่อนจะหันกลับมาสบตา ท่าทางหมุนกำไลสามรอบ คางเชิด และรอยยิ้มมุมปากขวาแบบนั้น... ช่างเหมือนกับตอนที่หล่อนยื่นแก้วไวน์บอร์โดซ์ให้เธอในห้องรับรองชั้นบนสุดของคืนนั้นไม่มีผิด

ไป๋เจียอีรู้เรื่องราวในอนาคตเพียงแค่ระดับตำราเรียน ปีไหนใครล่มสลาย ปีไหนมีการสอบครั้งใหญ่ แต่รายละเอียดที่ว่าผู้การกรมคนหนึ่งจะรอดชีวิตหรือพิการจากภารกิจครั้งนี้หรือไม่ ไม่มีหนังสือประวัติศาสตร์เล่มไหนบันทึกไว้แน่

หล่อนไม่ได้รู้จริง หล่อนแค่อยากเห็นเธอกลัวจนลนลานเท่านั้น

"เหมยเหมย" ไป๋ลู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนที่มัวแต่เพ่งมองอนาคต มักจะลืมก้มดูพื้นใต้เท้าตัวเอง... กระโถนของเธอรั่ว จนน้ำสกปรกเลอะรองเท้าหมดแล้ว"

เหมยเหมยก้มลงมองทันที น้ำสีเหลืองขุ่นจากก้นถังที่ร้าวซึมไหลเป็นทางเปรอะเปื้อนรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาด หล่อนกรีดร้องเสียงหลงพลางเหวี่ยงถังในมือทิ้ง กระโถนเคลือบกลิ้งหล่นไปตามทางเดินส่งเสียงดังโครมคราม พยาบาลสองสามคนที่เห็นเหตุการณ์พากันหัวเราะคิกคัก

ไป๋ลู่หันกลับมาม้วนผ้าขาวในมือต่อ ปลายนิ้วยังคงนิ่งสนิทไร้รอยสั่นไหว

ต่อให้รู้ดีว่าหล่อนจงใจปั่นหัว แต่ความเป็นไปได้อันเลวร้ายนั้นก็ยังคงทอดเงาทาบทับอยู่ดี

เมื่อความมืดโรยตัวลงมา ไป๋ลู่เดินเลี่ยงอ้อมไปด้านหลังโรงต้มน้ำอันมืดสลัวที่มีเพียงกองถ่านหินพะเนิน เธอเอนแผ่นหลังพิงผนังอิฐเย็นเยียบ กดนิ้วลงบนปานรูปหมาป่าที่ข้อมือซ้ายแล้วหลับตาลง

พื้นที่ชั้นสามของคลังสินค้าลู่เซียนยังคงเย็นเยียบและเงียบสงัดเหมือนทุกครั้ง เธอตรงเข้าไปเปิดลังยาฉีดเพื่อตรวจนับ ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเหลืออยู่เพียงสิบสองขวด ชนิดเม็ดสำหรับกินมีสามแผง ส่วนน้ำเกลือไม่เหลืออยู่เลยแม้แต่ขวดเดียว

‘สินค้าหมดแล้วไม่มีวันเติมใหม่’ ประโยคนี้เคยเป็นเพียงข้อจำกัดทางธุรกิจในอดีต แต่ในค่ำคืนนี้ มันกลับกลายเป็นตัวเลขชี้ชะตาว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย

เธอเก็บยาหกขวดแรกซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด ส่วนอีกหกขวดที่เหลือทิ้งไว้ในลังตามเดิม ก่อนจะดึงตัวเองกลับสู่โลกความจริง เธอยืนหอบหายใจลึกอยู่ครู่ใหญ่ รอจนกระทั่งอาการปวดศีรษะรุนแรงที่มักจะแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งหลังก้าวออกจากคลังสินค้าค่อยๆ ทุเลาลง

หกขวดนี้เพื่อชายคนที่เธอยอมเอาชีวิตเข้าแลกได้ทุกอย่าง ส่วนอีกหกขวดที่เหลือ... สำหรับวันข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง

รถบรรทุกทหารคันแรกแล่นเข้ามาถึงตอนสี่ทุ่มสี่สิบนาที แสงจากไฟหน้ารถสาดส่องทะลุม่านหิมะโปรยปรายเข้ามาในลานกว้างเป็นลำยาว ก่อนที่คันที่สองและสามจะแล่นตามเข้ามาติดๆ ทหารนายที่ยังพอมีแรงขยับเขยื้อนพากันกระโดดลงจากท้ายรถ แล้วรีบหันกลับไปช่วยประคองเปลหามที่ทยอยส่งต่อลงมาทีละคันอย่างทุลักทุเล

ไป๋ลู่พุ่งตัววิ่งออกไปทันทีโดยไม่รอให้หัวหน้าพยาบาลทันเรียกชื่อด้วยซ้ำ

เปลหามคันแรก... ทหารบาดเจ็บถูกกระสุนเจาะเข้าที่ต้นขา ผ้ารัดห้ามเลือดคลายตัวจนเลือดไหลทะลัก ไป๋ลู่ทรุดเข่าลงบนพื้นหิมะเย็นจัด จัดการรัดผ้าผืนใหม่เหนือปากแผลขึ้นไปสี่นิ้ว ใช้เศษไม้ขัดขันชะเนาะหมุนจนกระทั่งกระแสน้ำสีแดงฉานหยุดไหล จากนั้นจึงหยิบดินสอเขียนคิ้วที่ยืมจากพยาบาลคนหนึ่ง เขียนเวลาที่ทำการห้ามเลือดลงบนหน้าผากของทหารนายนั้นอย่างรวดเร็ว… ไม่ใช่เขา

เปลจากรถคันที่สอง สะเก็ดระเบิดปักคาแขน เธอกดผ้าห้ามเลือดพลางตะโกนเรียกพยาบาล... ยังไม่ใช่เขา

เปลจากรถคันที่สาม ทหารหนุ่มอายุไม่น่าเกินสิบแปด ใบหน้ากลมเกลี้ยงยังมีไรขนอ่อนเหนือริมฝีปาก แผลถูกยิงที่ท้องน้อยถูกพันผ้าลวกๆ มาตั้งแต่ในหุบเขา ร่างกายร้อนจัดจนผ้าพันแผลส่งกลิ่นสาบสางปนหวานจางๆ มือของเขากำมือเธอแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

"แม่...แม่ครับ หนาว ผมหนาว..."

ไป๋ลู่ก้มมองแผลนั้นเพียงสองวินาที สามวันบนภูเขาหิมะ พิษบาดแผลลามเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ตามตำราแพทย์เขาเหลือโอกาสรอดไม่ถึงครึ่ง แต่ไม่ถึงครึ่งก็ยังไม่ใช่ศูนย์

เธอลากเปลพยาบาลเข้าสู่เงามืดใต้ชายคา อาศัยจังหวะดึงขวดยาออกจากกระเป๋าเสื้อ ผสมน้ำต้มสุกจากกระติกน้ำร้อนของพยาบาลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแทงเข็มฉีดเข้าสะโพกของเด็กหนุ่มผ่านรูกางเกงที่ขาดวิ่น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครทันสังเกต จากนั้นจึงผูกเศษผ้าสีแดงไว้ที่ข้อมือของเขา "เรียกแม่ต่อไปนะ เรียกดังๆ อย่าหยุด"

เปลจากรถคันที่สี่... คันที่ห้า... แขนหักสองท่อนสะบั้น เธอดึงกระดูกเข้าที่ด้วยแรงบิดเดียวแล้วดามด้วยแผ่นไม้กระดานอย่างรวดเร็ว... ยังคงไม่ใช่เขา

แพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งร้องโวยวายว่าคนเจ็บล้นมือ ขณะที่ห้องผ่าตัดมีเพียงสองห้อง ไป๋ลู่หยัดกายยืนขึ้นกลางลานหิมะ กวาดสายตามองเปลพยาบาลที่วางเรียงรายระเกะระกะบนพื้น แล้วเริ่มทำสิ่งที่เธอคุ้นเคยมาตลอดชีวิตในอีกโลกหนึ่ง นั่นคือการจัดลำดับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

"ตัดเศษผ้าเป็นสามสี!" เธอตะโกนสั่งกลุ่มพยาบาลเสียงเฉียบ "สีแดงคือต้องผ่าตัดด่วนที่สุด สีเหลืองคือรอได้หนึ่งชั่วโมง สีเขียวคือยังพอเดินไหว ให้คนไข้ผ้าแดงเข้าห้องผ่าตัดก่อน ห้ามใครแซงคิวเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!"

"คุณไม่ใช่หมอ!" เซี่ยอวี้ถิงวิ่งพรวดออกมาจากตึกผ่าตัด ถุงมือยางเปื้อนคราบเลือดกรังจนถึงข้อศอก "ใครอนุญาตให้คุณมาออกคำสั่งในโรงพยาบาลทหาร!"

ไป๋ลู่ไม่แม้แต่จะหันไปมอง มือทั้งสองยังคงกดปากแผลของคนเจ็บแน่น "หมอเซี่ยจะยืนเถียงกับฉันตรงนี้ หรือจะกลับเข้าไปผ่าตัดคนไข้ เลือกเอาอย่างหนึ่งค่ะ ทุกนาทีที่หมอยืนเสียเวลาอยู่ตรงนี้ คนไข้ผ้าแดงต้องเสียเลือดเพิ่มไปอีกครึ่งชาม"

ใบหน้าของเซี่ยอวี้ถิงแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความอับอาย หล่อนสะบัดหน้าหมุนตัวกลับเข้าตึกทันที

หัวหน้าพยาบาลพยักหน้ายอมรับในตัวไป๋ลู่ ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งการต่อ ไม่ถึงสิบนาที ลานหิมะที่เคยโกลาหลราวกับตลาดแตกก็เริ่มเข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบ

เปลคันที่หก... คันที่เจ็ด... ทันใดนั้น คนบนเปลคันที่เจ็ดก็เอื้อมมืออันสั่นเทามาคว้าชายเสื้อของเธอไว้ หม่าเสี่ยวกังนั่นเอง ผ้าพันแผลที่แขนซ้ายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด

"พี่สะใภ้... ผู้การอยู่คันหลังครับ... ท่านสั่งให้ผมขึ้นรถมาก่อน... ท่าน... โดน..."

เด็กหนุ่มหมดสติไปทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค ชีพจรยังเต้นแรงพอให้เบาใจ เธอผูกผ้าเหลืองเข้ากับเปลแล้วลุกขึ้นยืนทั้งที่สองเข่าสั่นเทา

ใต้ชายคาหน้าตึกผ่าตัด เสนาธิการเจิ้งเค่อยืนเด่นในเสื้อโค้ต เลนส์แว่นกรอบดำสะท้อนแสงไฟจากรถบรรทุก ทหารที่วิ่งผ่านไปมาพากันทำความเคารพ เขาพยักหน้ารับทีละคน แต่สายตาหลังกรอบแว่นกลับไล่มองใบหน้าของคนบนเปลหามทีละคัน ราวกับกำลังตรวจรายชื่อ

ไป๋ลู่มองเห็นอาการนั้น เพราะเธอเองก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน

"สหายไป๋ เห็นผู้การฮั่วหรือยังครับ" เขาเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม "ทางกองพลรอรายงานอยู่"

ไป๋ลู่ตอบว่ายังไม่เห็น ก่อนจะมองตามหลังเขาไป

การที่ผู้ชายคนหนึ่งถามหาผู้บังคับบัญชาที่หายไปไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เขากลับไม่ถามถึงทหารอีกสามสิบนายในหน่วยนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

เปลคันที่แปดผ่านไป คันที่เก้าผ่านพ้น... ระหว่างที่เธอกำลังผูกผ้าเหลืองให้เปลคันที่สิบ พยาบาลคนหนึ่งก็เดินออกมาจากใต้ชายคา ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมปิดใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ผูกผ้าแดงคนก่อนหน้า

ไป๋ลู่จ้องมองผ้าห่มสีเทาผืนนั้นชั่วอึดใจเดียว เสียงร้องเรียกแม่ของเขาเงียบหายไปตอนไหนเธอไม่ทันได้ยิน ขวดยาที่ไม่มีวันเติมกลับมาได้อีกหนึ่งขวด ช้าไปสามวันบนภูเขา... ในบัญชีของเธอ ช่องนั้นถูกตราไว้ว่าขาดทุนย่อยยับทั้งก้อน

เธอไม่ได้ร้องไห้ ดวงตาแห้งผาก หญิงสาวหันกลับไปดึงผ้าผูกเปลคันที่สิบจนตึงแน่น แล้วสลักชื่อที่ปักอยู่บนอกเสื้อของเด็กหนุ่มคนนั้นไว้ในความทรงจำ

ยาในกระเป๋าเสื้อเหลืออยู่ห้าขวด

เปลคันที่สิบเอ็ด หิมะเริ่มโปรยปรายหนักขึ้น เกล็ดขาวเกาะเส้นผมของเธอจนแข็งตัว สองมือแดงฉานด้วยคราบเลือดของคนแปลกหน้าทั้งสิบเอ็ดคน รถบรรทุกคันสุดท้ายเลี้ยวเข้ามาในลาน เครื่องยนต์กระตุกสองสามครั้งก่อนจะดับสนิท

ทหารสองนายกระโดดลงจากท้ายรถ ยื่นมือเข้าไปประคองรับเปลคันสุดท้าย นายหนึ่งหลั่งน้ำตาออกมาตั้งแต่เท้ายังไม่ทันแตะพื้นดิน

ไป๋ลู่ก้าวเท้าเดินเข้าไป สองขาชาหนึบจนไม่รู้สึกถึงความเย็นเยียบของหิมะที่ท่วมลึกถึงข้อเท้า

เธอจำรองเท้าบูตคู่นั้นได้แม่นยำ เชือกผูกรองเท้าแบบทหารที่ปลายสองข้างยาวไม่เท่ากันเพราะเขาชอบดึงข้างซ้ายแรงกว่า นกหวีดสีเงินบนสายหนังห้อยพาดอยู่บนอกเสื้อ เสื้อโค้ตที่ควรเป็นสีเขียวขี้ม้าเปียกชุ่มจนกลายเป็นสีดำคล้ำ ตั้งแต่ไหล่ขวาไล่ลงไปจนถึงเอว

ใบหน้าเหลี่ยมคมของชายหนุ่มที่เธอเพิ่งใช้มือวัดรอบอกให้เมื่อคืนก่อนออกเดินทาง บัดนี้ซีดเผือด ยิ่งกว่าเกล็ดหิมะที่ตกลงบนแก้มของเขา

เปลหามคันที่สิบสองคือฮั่วเจิ้นเป่ย... ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด และไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ