ตื่นมาถามว่ากินข้าวหรือยัง
ตื่นมาถามว่ากินข้าวหรือยัง
"ผ้าเหลือง"
เซี่ยอวี้ถิงพูดคำนั้นแต่ยังไม่ยอมผูก แถบผ้าสีเหลืองค้างอยู่ในมือหล่อนเหนือข้อมือฮั่วเจิ้นเป่ย หล่อนแกะผ้าพันไหล่เขาออกดูแล้ว แผลกระสุนใต้ไหปลาร้าขวาบวมแดงคล้ำ มีหนองปนเลือดซึม หมอที่เรียนมาห้าปีดูออกทันทีว่าต้องผ่าคืนนี้ แต่มือที่ถือผ้ากลับลังเล
"หมอเซี่ย" เสนาธิการเจิ้งเค่อก้มลงกระซิบข้างหูหล่อนเสียงนุ่ม ไม่ดังพอให้คนอื่นได้ยิน ยกเว้นคนที่คุกเข่าอยู่อีกฝั่งของเปล "กระสุนอยู่ใกล้ข้อต่อหัวไหล่ ถ้าหมอผ่าแล้วแขนขวาผู้การกรมพิการ ท่านผู้การกองพลจะปกป้องลูกสาวได้แค่ไหน ส่งโทรเลขเรียกหมอกระดูกจากเขตทหารเถอะ พรุ่งนี้สายก็ถึง ถ้ามีอะไรผิดพลาด ความรับผิดชอบก็ไม่ใช่ของหมอ"
อวี้ถิงกัดริมฝีปาก แล้วผูกผ้าเหลืองลงไป
"ส่งโทรเลขไปแล้วค่ะ" หล่อนหันมาบอกไป๋ลู่เสียงเรียบเหมือนอ่านตำรา "ระหว่างนี้ให้เพนิซิลลินกับยาลดไข้ไปก่อน คุณไม่ใช่หมอ คงไม่เข้าใจว่าไหล่ของผู้การกรมสำคัญกับกองทัพแค่ไหน"
ไป๋ลู่ไม่ตอบ เธอกดขอบแผล กลิ่นเหม็นหวานเอียนลอยขึ้นมา มีเส้นสีแดงจางๆ เลื้อยจากขอบแผลลงไปทางรักแร้ ชีพจรที่ข้อมือซ้ายเร็วจนนับแทบไม่ทัน ลอยตื้นเหมือนเส้นด้ายที่กำลังจะขาด ลำตัวร้อนเหมือนเตาถ่าน แต่ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ
แผลอายุสามวันที่ไม่มีใครล้าง กระสุนที่ฝังอยู่เหมือนตะปูสนิมตอกทิ้งไว้ในเนื้อ
เธอมองอวี้ถิง แล้วมองเจิ้งเค่อ คนหนึ่งกลัวต้องรับผิด อีกคนหนึ่งเธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่รู้ว่าไม่ใช่การเห็นฮั่วเจิ้นเป่ยลืมตาขึ้นมา
"เข้าใจแล้วค่ะ" เธอลุกขึ้นเดินออกไป อวี้ถิงถอนหายใจโล่ง ส่วนเจิ้งเค่อยืนนิ่ง มือไพล่หลัง
ห้องพักแพทย์ท้ายตึกผ่าตัดมีเตียงสนามพับได้สามเตียง บนเตียงหนึ่ง ชายวัยหกสิบนอนหลับทั้งชุดกาวน์เปื้อนเลือด รองเท้ายังไม่ได้ถอด หมอจ้าน ศัลยแพทย์อาวุโสที่สุดของโรงพยาบาลทหาร เพิ่งผ่าตัดติดกันหกชั่วโมง
ไป๋ลู่เขย่าไหล่เขาทีเดียวจนเตียงสนามโยก แล้วยื่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือซ้ายรีบแต่เป็นระเบียบให้ อุณหภูมิ ชีพจร ความยาวเส้นแดงเป็นนิ้ว สีหนอง และเวลาที่วัด "ภรรยาผู้การฮั่วค่ะ แผลกระสุนใต้ไหปลาร้าขวาอายุสามวัน ติดเชื้อลามถึงรักแร้ ชีพจรร้อยสามสิบแปด ลอย อ่อน มือเท้าเย็น หมอเซี่ยจะรอหมอจากเขตทหารพรุ่งนี้สาย ฉันขอให้หมอจ้านผ่าคืนนี้"
หมอจ้านลืมตาแดงก่ำอ่านกระดาษ แล้วถามว่าเธอเรียนหมอมาจากไหน
"ไม่ได้เรียน แต่ฉันจับชีพจรคนใกล้ตายมามากพอจะรู้ว่าเขาจะไปเมื่อไหร่ ถ้าหมอไม่เชื่อ ไปจับเองค่ะ ฉันรอได้สองนาที แต่ผู้การรอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
สองนาทีต่อมา ชายชราถอนนิ้วออกจากข้อมือฮั่วเจิ้นเป่ย หันไปตะโกนสั่งให้เตรียมห้องผ่าตัดหนึ่ง ต้มเครื่องมือ เบิกเลือดกรุ๊ปโอสองขวด อวี้ถิงวิ่งเข้ามาบอกว่าส่งโทรเลขไปแล้ว หมอจ้านไม่หันไปมองหล่อนด้วยซ้ำ
"หมอกระดูกจะมาผ่าศพหรือ หมอเซี่ย หมอที่ปล่อยให้เส้นแดงลามถึงรักแร้แล้วยังผูกผ้าเหลือง ไปเขียนรายงานมาให้ฉันพรุ่งนี้ ว่าทำไมคนไข้รายนี้ถึงได้คิวหลังคนไข้แผลถลอก"
อวี้ถิงหน้าซีดเผือด หล่อนหันไปมองใต้ชายคาหาคนที่กระซิบข้างหูเมื่อครู่ เสนาธิการเจิ้งไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
ห้องผ่าตัดสว่างจ้าด้วยโคมไฟเหนือเตียง กลิ่นอีเธอร์ฉุนจนแสบจมูก ขวดเลือดแก้วสีแดงคล้ำแขวนคว่ำอยู่บนเสาเหล็ก สายยางยาวลงมาหาแขนซ้ายของเขา หยดลงในกระเปาะแก้วทีละหยด
"ยืนหัวเตียง จับชีพจรเขาไว้" หมอจ้านสั่งขณะล้างมือ "มันเปลี่ยนเมื่อไหร่ บอกฉันทันที ห้ามแตะอย่างอื่น ห้ามร้องไห้ ห้ามเป็นลม"
เธอไม่ใช่ศัลยแพทย์ มีดผ่าตัดในมือเธอจะฆ่าเขาเร็วกว่ากระสุน สิ่งที่เธอทำได้คือเป็นเครื่องวัดที่แม่นที่สุดในห้องนี้
ใบมีดกรีดลงไป หนองสีเหลืองเขียวทะลักออกมา หมอจ้านสบถเบาๆ ล้างแผลซ้ำสามรอบ คีมยาวสอดลงไปควานหา
"ชีพจรตก" ไป๋ลู่พูด "ช้าลงยี่สิบ อ่อนลง"
หมอจ้านหยุดมือ พยาบาลเปลี่ยนขวดเลือดขวดที่สองขึ้นแขวน ไป๋ลู่กดนิ้วโป้งลงบนจุดเน่ยกวานที่ข้อมือด้านในของเขาแรงๆ นับในใจถึงสิบห้า "กลับมาแล้ว"
เสียงโลหะขบกันดังกริ๊ก หมอจ้านดึงคีมขึ้นมา ปลายคีมคาบหัวกระสุนบู้บี้สีทองแดงหม่นเปื้อนเลือดดำ ทิ้งลงถาดดังแกร๊ง "อีกสองนิ้วถึงเส้นเลือดใหญ่ ถ้ารอถึงพรุ่งนี้สาย มันกัดทะลุแน่"
ไป๋ลู่ไม่ร้องไห้ ไม่เป็นลม นิ้วยังวางอยู่บนชีพจรที่นิ่งขึ้นทีละจังหวะ
ไข้ไม่ลดในคืนแรก เพนิซิลลินของโรงพยาบาลเข้าไปสองเข็มตามตาราง ถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ปรอทวัดไข้ยังค้างที่สี่สิบองศาเซลเซียส เส้นแดงที่รักแร้ไม่ถอยสักนิ้ว
หมอจ้านยืนดูชาร์ตคนไข้อยู่นาน "เชื้อดื้อ" เขาพูดเสียงเครียด "หน้าหนาวนี้เจอเคสแบบนี้เป็นคนที่สี่ เพนิซิลลินฉีดเข้าไปเหมือนฉีดน้ำ ยาอย่างอื่นโรงพยาบาลเราไม่มี ต้องขอจากเขตทหาร อย่างเร็วห้าวัน"
ห้าวัน… ชีพจรแบบนี้ไม่มีห้าวัน
ตีสอง ห้องผู้ป่วยนายทหารมืด เหลือแค่ไฟดวงเล็กที่โต๊ะพยาบาลปลายโถง ไป๋ลู่ดึงม่านผ้ารอบเตียงปิด แล้วล้วงกระเป๋าเสื้อด้านใน ขวดแก้วเล็กห้าขวดที่ลอกฉลากทิ้งไปหมดแล้ว เหลือแต่ผงขาวในขวดใสกับจุกยาง ยาตัวนี้ไม่ใช่เพนิซิลลิน มันเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกหลายสิบปี เชื้อในตัวเขายังไม่เคยเจอมันมาก่อน
เธอผสมน้ำกลั่นจากขวดของโรงพยาบาล ดูดขึ้นหลอดฉีดแก้วที่ต้มไว้เอง แล้วฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกเขาใต้ผ้าห่ม เร็วและนิ่ง
ขวดที่หนึ่ง ตีสอง ขวดที่สอง สิบโมงเช้าตอนพยาบาลเปลี่ยนกะ ขวดที่สาม หกโมงเย็น ขวดที่สี่ ตีสองคืนถัดมา เธอเช็ดตัวเขาทุกชั่วโมง ปักเข็มที่ชวีฉือกับเหอกู่ดึงไข้ลง ทุกครั้งที่แกะผ้า เส้นแดงสั้นลงทีละนิด
บ่ายวันที่สอง อวี้ถิงเข้ามาอ่านชาร์ตแล้วเลิกคิ้ว "ไข้ลงเหลือสามสิบแปดองศา ผู้การแข็งแรงจริงๆ เพนิซิลลินของเราได้ผลช้าแต่ได้ผล ลงบันทึกไว้ด้วยนะ"
ไป๋ลู่ไม่เงยหน้าจากชามน้ำอุ่น ให้หล่อนเก็บเครดิตไป ขอแค่ไม่มีใครถามว่ายาอะไรทำให้ไข้ลดลง ในกระเป๋าเสื้อเหลือขวดสุดท้ายขวดเดียว
คืนที่สอง ไป๋ลู่เผลอหลับบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง หัวพิงขอบฟูก มือยังกุมมือซ้ายของเขาไว้ เธอฝันถึงห้องเย็นหมายเลขสาม แต่รอบนี้เสียงที่ลอดเข้ามาทางช่องระบายอากาศเป็นเสียงล้อเปลหามถูกเข็นผ่านไปทีละคัน… สิบเอ็ดคัน… สิบสองคัน… แล้วเงียบ
นิ้วที่อยู่ในมือเธอขยับ
ไป๋ลู่สะดุ้งตื่น ไฟหัวเตียงส่องลงบนใบหน้าที่ยังซีด หนวดเคราขึ้นรกครึ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นเปิดอยู่ มองเธอนิ่งๆ เหมือนมองมาตั้งนานแล้ว
"เมีย" เสียงเขาแหบแห้งเหมือนกระดาษทรายขูดไม้ "กินข้าวหรือยัง"
เสียงที่หลุดออกจากคอเธอเป็นเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ฟังไม่เป็นภาษา เธอก้มลงซบหน้ากับหลังมือเขา ลำคอตีบจนต้องกัดฟันไว้ สี่วันที่ขาดการติดต่อ สิบเอ็ดเปลที่ไม่ใช่เขา หนึ่งกระสุนที่อีกสองนิ้วถึงเส้นเลือดใหญ่ ทั้งหมดถูกหักล้างด้วยคำถามโง่ๆ เพียงประโยคเดียว
แต่เขาไม่รอคำตอบ ตาดำคู่นั้นกวาดไปรอบเตียงแล้วคมขึ้นทันที "เสื้อผม เสื้อตัวที่ใส่ในหุบเขา อยู่ไหน"
ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้น ถุงผ้าใส่เสื้อเปื้อนเลือดของเขาเคยวางอยู่ใต้เตียงตั้งแต่คืนผ่าตัด ตอนนี้ใต้เตียงว่างเปล่า
พยาบาลเวรบอกเสียงงัวเงียว่าเมื่อชั่วโมงก่อนมีทหารรับใช้ของฝ่ายเสนาธิการมาเก็บถุงเสื้อผ้าคนเจ็บไปเผาทั้งตึก ตามคำสั่งกันเชื้อโรค
ไป๋ลู่วิ่งออกไปทั้งที่ยังสวมรองเท้าไม่ครบข้าง
เตาเผาขยะหลังโรงซักผ้ากำลังลุกแดง ชายร่างเตี้ยล่ำในโค้ตทหารยืนโยนถุงผ้าเข้าเตาทีละใบ ใบถัดไปในมือเขามีป้ายผ้าเย็บติดไว้ เขียนว่า… ผู้การกรมเจ็ด
"เดี๋ยวก่อนค่ะ!" ไป๋ลู่คว้าหูถุงไว้ได้ตอนที่มันลอยเหนือปากเตาแค่ศอกเดียว "เสื้อสามีฉัน ของส่วนตัวในกระเป๋ายังไม่ได้เอาออก"
"คำสั่งท่านเสนาธิการครับ ของคนเจ็บต้องเผาทั้งหมด..."
เขาดึงถุงกลับ ไป๋ลู่ไม่ดึงแข่ง เธอแค่กำไว้เฉยๆ ด้วยแรงช้างสารที่มีมาแต่กำเนิด ชายร่างล่ำออกแรงจนหน้าแดงก่ำ ถุงไม่ขยับสักนิ้ว เขาเลยพลาดท่าเซถลาไปเอง
"ฉันซักเองได้ค่ะ" เธอยิ้มให้ "ขอบคุณที่ช่วยเก็บมาให้นะคะ ฝากขอบคุณท่านเสนาธิการด้วย"
กลับถึงเตียง เธอเทเสื้อโค้ตแข็งกรังออกมา ฮั่วเจิ้นเป่ยยกมือซ้ายชี้ไปที่กระเป๋าอกซ้าย เธอล้วงเจอกระดาษพับสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่แข็งกรอบเพราะเลือดแห้ง มุมหนึ่งขาดหาย
"ค้นได้จากศพหัวหน้ากลุ่มซุ่มยิง" เขาพูดเสียงแหบ "ก่อนผมหมดสติ"
ไป๋ลู่ซุกกระดาษเข้าอกเสื้อตัวเอง แล้วเห็นแววตาเขาเปลี่ยนไป ความอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกดึงกลับเข้าไปข้างใน เหลือแต่ความเย็นแข็งของผู้บังคับบัญชาที่เพิ่งเสียลูกน้องไปต่อหน้าต่อตา
"ปิดม่าน" เขากระซิบ
เธอดึงม่านผ้าให้ชิดจนไม่เหลือช่อง แล้วก้มลงจนหูเกือบแนบริมฝีปากเขา ลมหายใจร้อนเพราะไข้เป่ารดใบหูเธอ
"ทีมผมโดนหักหลัง มีคนส่งพิกัดให้ข้าศึก"