LNCrawler

คนเจ็บห้ามขยับ (NC)

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

คนเจ็บห้ามขยับ (NC)

เส้นทางลาดตระเวนครั้งนั้น มีคนรู้ไม่เกินเจ็ดคนในโลกนี้

ฮั่วเจิ้นเป่ยเล่าเรื่องนี้ในคืนที่สามหลังฟื้นคืนสติ เสียงของเขาแผ่วเบาจนไป๋ลู่ต้องแนบหูลงกับหมอน เส้นทางเดิมถูกเปลี่ยนตอนเที่ยงคืนก่อนออกเดินทางตามคำสั่งด่วนของกองพล หุบเขาที่พวกเขาถูกซุ่มโจมตีเพิ่งถูกกำหนดในแผนใหม่ไม่ถึงหกชั่วโมง แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับปักหลักรออยู่ก่อนแล้ว ยึดชัยภูมิบนเนินที่ดีที่สุด มุมยิงหวังผลที่สุด และรู้กระทั่งเวลาที่เขาต้องส่งสัญญาณวิทยุรายงานกลับค่าย

"ทหารสามนาย..." เขาพูดแล้วเงียบงันไปนาน "สองนายไม่ได้ลงจากเขา อีกคนชื่อเซียวต้าเฉิง อายุสิบแปด ตายในลานโรงพยาบาล"

ไป๋ลู่นิ่งงัน ชื่อนั้นปักอยู่บนอกเสื้อของเด็กหนุ่มผ้าแดงคนนั้น เธอจำได้แม่นยำ เพราะเป็นเพียงชื่อเดียวในคืนนั้นที่เธอตั้งใจสลักไว้ในความทรงจำ หญิงสาวไม่ได้บอกเขาเรื่องยาขวดหนึ่งที่หายไปพร้อมกับเด็กคนนั้น บัญชีหนี้ชีวิตช่องนี้เธอขอแบกรับไว้เพียงลำพัง

"ห้ามบอกใครเรื่องเส้นทางนี้เด็ดขาด" เธอกระซิบตอบ "จนกว่าเราจะรู้ว่าเจ็ดคนนั้นเป็นใครบ้าง" เขาตอบรับคำเดียวในลำคอ "อืม"

สิบวันต่อมา หมอจ้านเซ็นอนุมัติให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านพัก พร้อมใบสั่งยาที่เขียนด้วยลายมือหวัดเป็นเส้นหยัก แขนขวาห้ามยกเกินระดับอก ห้ามแบกของ ห้ามออกแรง และห้ามขยับเขยื้อนโดยไม่จำเป็น

ไป๋ลู่อ่านข้อสุดท้ายออกเสียงดังฟังชัด ก่อนจะพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บเข้าอกเสื้อ ราวกับกำลังเก็บงำหนังสือสัญญาที่ตนเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า "ห้ามขยับ ได้ยินไหมคะผู้การ"

ฮั่วเจิ้นเป่ยทำสีหน้าไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกตัดสินจำคุก

สามวันแรกที่กลับมาอยู่บ้าน เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ว่าเป็นคนไข้ที่ดื้อรั้นและดูแลยากที่สุด

ตื่นตีห้าแอบลุกไปผ่าฟืนด้วยมือซ้าย… ถูกจับได้, แอบเดินไปกองบัญชาการกรม… ถูกจับได้, แอบซักถุงเท้าตัวเอง… ก็ยังถูกจับได้คาหนังคาเขา

กระทั่งวันที่สี่ เธอกลับมาจากสหกรณ์แล้วเห็นเขายืนอยู่หน้าบ้าน ในมือขวาหิ้วถังน้ำ

ถังน้ำเหล็กกระแทกลงบนพื้นหิมะเสียงดังปึก น้ำเย็นจัดกระฉอกรดเปียกถุงเท้าและรองเท้า ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงฉับพลัน ผ้าก๊อซพันแผลที่ไหล่ขวาใต้ร่มผ้าปรากฏรอยเลือดสีแดงสดซึมออกมาเป็นวงกว้างขนาดเท่าเหรียญ

ไป๋ลู่ไม่ได้ดุเขา เธอเพียงเดินเข้าไปหิ้วถังน้ำนั้นขึ้นด้วยนิ้วเดียว ถือตรงเข้าบ้าน วางกระแทกข้างเตาไฟ แล้วชี้นิ้วไปยังเตียงอิฐ "นั่งลง ถอดเสื้อออกค่ะ"

เมื่อแกะผ้าก๊อซออก แผลผ่าตัดยาวเกือบคืบปรากฏรอยเย็บตรงปลายที่ปริแยกออกหนึ่งเข็ม เลือดสีแดงสดซึมไหลเป็นทางยาวบางๆ หญิงสาวลงมือล้างแผล ทายา และพันผ้าก๊อซผืนใหม่ให้อย่างประณีต มือของเธอนิ่งสนิทในทุกจังหวะ ทว่าเขากลับสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วเรียวเล็กนั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

"ลู่ลู่ ผมแค่..."

"คุณแค่อะไรคะ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้โทนอารมณ์ ขณะที่มือผูกปมผ้าก๊อซแน่นตึงจนชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก "คุณรู้ไหมว่าคืนนั้นฉันต้องยืนนับเปลหามคนเจ็บไปกี่คัน... สิบเอ็ดคัน ทุกคันที่ผ่านหน้าไป ฉันต้องก้มลงมองหน้าพวกเขาแล้วพร่ำบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าไม่ใช่เขา สิบเอ็ดครั้งที่หัวใจแทบหยุดเต้น แล้วคันที่สิบสองถึงเป็นคุณ... คุณอยากให้ฉันต้องกลับไปยืนนับใหม่อีกรอบเพียงเพราะถังน้ำบ้าๆ ใบเดียวนี้ใช่ไหม!"

ฮั่วเจิ้นเป่ยไร้คำโต้แย้ง เขายื่นมือซ้ายข้างที่ยังใช้งานได้เข้ามากุมข้อมือบางของเธอเอาไว้แน่น ก่อนจะดึงมือนั้นมาทาบลงบนอกซ้ายของตนเอง ใต้ฝ่ามืออุ่นร้อนของหญิงสาว หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำเป็นจังหวะหนักหน่วงและมั่นคง... ตึก ตึก ตึก

"ผมยังอยู่ตรงนี้" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น

ไป๋ลู่กดน้ำหนักฝ่ามือลงไปแรงขึ้น ราวกับต้องการกดจุดห้ามเลือด ความโกรธและความโล่งอกตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวออกแรงผลักไหล่ซ้ายของเขาให้เอนกายลงพิงกับหมอนหนุนสามใบที่ซ้อนกันอยู่

"นอนลงไปเลยค่ะ" เธอออกคำสั่งเฉียบขาด "ห้ามขยับเด็ดขาด ถ้ากล้าขยับแม้แต่ปลายนิ้วเดียว ฉันจะมัดคุณไว้กับเตียงจริงๆ ด้วย"

มือบางเอื้อมลงไปปลดเชือกผูกกางเกงนอนของเขาแล้วรูดมันลงไปกองอยู่ที่หัวเข่า ตัวตนความเป็นชายที่ตื่นตัวเต็มที่ตั้งแต่ตอนที่ฝ่ามือของเธอทาบลงบนอกแกร่งดีดผงาดขึ้นมาทันที มันแข็งขึงจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนเด่นชัด มือซ้ายของเขาพยายามเอื้อมมาหมายจะรั้งร่างเธอเข้าหา ทว่าไป๋ลู่กลับคว้าข้อมือหนานั้นไว้แล้วกดลงกับผ้าปูที่นอนอย่างง่ายดาย "บอกแล้วไงคะว่าผู้การห้ามขยับ"

ชายหนุ่มจ้องมองเธอ ดวงตาสีเข้มทอประกายวาววับล้อแสงตะเกียง ก่อนที่มัดกล้ามเนื้อแขนซ้ายของเขาจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละส่วน ยอมศิโรราบแต่โดยดีราวกับหมาป่าดุร้ายที่ยอมนอนหงายเผยจุดอ่อนให้เจ้านายเห็น

หญิงสาวโน้มกายก้มลงไป ใช้ริมฝีปากนุ่มแตะต้องส่วนปลายยอดที่ปริ่มน้ำหวานเยิ้มอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังประทับจูบลงบนหน้าผาก ฮั่วเจิ้นเป่ยครางฮึมในลำคออย่างเสียวซ่าน ยามเมื่อเธอลากไล้ปลายลิ้นอุ่นชื้นลงไปตามแนวเส้นเลือดที่ปูดนูนใต้แก่นกายร้อนผ่าวจนถึงโคน แล้วจึงเลียย้อนกลับขึ้นมาครอบครองส่วนหัวทั้งหมดไว้ในโพรงปากอุ่น ดูดดึงเบาๆ สัมผัสได้ถึงรสเค็มจางปนกลิ่นอายสะอาดสะอ้านของสบู่ มือข้างหนึ่งกำรอบส่วนโคนที่เหลือไว้แล้วรูดขยับตามจังหวะการปรนเปรอด้วยปาก ชายหนุ่มเกร็งสะท้านจนกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้นลอนแน่น มือซ้ายที่ถูกสั่งห้ามขยับทำได้เพียงขยุ้มผ้าปูที่นอนจนยับย่นเป็นก้อนกลม

"ลู่ลู่..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าสั่นเครือ "ขอร้องละ... ขึ้นมาหาผมเถอะ"

ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นจากส่วนกลางกายของเขา เธอใช้หลังมือปาดเช็ดคราบน้ำใสที่มุมปากช้าๆ ก่อนจะใช้ปลายลิ้นเลียที่มุมปากอีกครั้ง เธอเริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเองทิ้งลงพื้นทีละชิ้นต่อหน้าต่อตาเขา ภายใต้แสงตะเกียงสีส้มสลัว ผิวพรรณของเธอเนียนละเอียดและขาวผุดผ่องยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งแต่งงานกันเสียอีก ช่วงเอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายกลมกลึงเด่นชัด สายตาคมปลาบของเขาจับจ้องตามเสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่ลดละ ราวกับพลซุ่มยิงที่กำลังตรึงเป้าหมายไว้ในกล้องส่องทางไกล

เธอขึ้นคร่อมเขา ระวังไม่ให้น้ำหนักทับด้านขวา เข่ายันเตียงอิฐไว้สองข้าง แล้วเอื้อมมือลงไปจับแก่นกายร้อนผ่าวจ่อตรงกลีบเนื้อที่เปียกแฉะตั้งแต่ตอนเธอยังก้มอยู่ระหว่างขาเขา แล้วกดตัวลงช้าที่สุดเท่าที่เคยทำ

ทีละนิ้วๆ จนสุดโคน ก้นเธอแนบลงบนต้นขาเขา ทั้งคู่ครางออกมาพร้อมกัน

เธอเริ่มขยับ บดสะโพกวนเป็นวงช้าๆ ให้เขาเสียดสีผนังด้านในทุกทิศ มือทั้งสองยันอกซ้ายเขาไว้ ใต้ฝ่ามือขวาของเธอ หัวใจเขายังเต้นอยู่ ตุบ ตุบ ตุบ!

แล้วภาพก็ย้อนกลับมาโดยไม่ขออนุญาต

เปลคันที่หนึ่ง ต้นขาโชกเลือด เปลคันที่สาม เด็กหนุ่มเรียกแม่ เปลคันที่เจ็ด หม่าเสี่ยวกังหน้าซีด เปลคันที่สิบ ผ้าห่มสีเทาคลุมหน้า ทุกครั้งที่สะโพกเธอกดลง เสียงในหัวนับต่อไปเอง ไม่ใช่เขา… ไม่ใช่เขา… ไม่ใช่เขา

เธอกดลงแรงขึ้น เร็วขึ้น เหมือนกำลังตอกหมุดลงบนแผ่นดินให้รู้ว่าตรงนี้มีอยู่จริง

"ลู่ลู่" เขาเรียกเสียงแหบ "มองผม"

เธอก้มลงมอง ใบหน้าที่เคยซีดขาวยิ่งกว่าหิมะในลานโรงพยาบาล ตอนนี้แดงก่ำ เหงื่อชุ่มขมับ ตาดำจ้องเธอไม่กะพริบ ขอบตาเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ร้อนจนแสบ แต่ไม่มีอะไรหยดลงมา

"คันที่สิบสอง..." เธอพูดเสียงสั่นพร่าตามจังหวะขยับสะโพก "คือคุณ ได้ยินไหม... คือคุณ คุณยังหายใจอยู่"

"ผมอยู่นี่" เขาพูดซ้ำ มือซ้ายที่ถูกสั่งห้ามเลื่อนขึ้นมาวางบนสะโพกมน ไป๋ลู่ปรายตามองพลางเลิกคิ้วทั้งที่ขอบตายังแดงก่ำ

"แค่วางไว้" เขาพึมพำ "ไม่ได้ขยับเลย"

เสียงหัวเราะหลุดจากลำคอปนเสียงครางแผ่ว แรงอารมณ์ที่อัดอั้นมาทั้งสัปดาห์แปรเปลี่ยนเป็นความซ่านสยิว เธอเปลี่ยนจากบดวนเป็นยกสะโพกขึ้นแล้วกดทับลงมา ช้าแต่ลึกล้ำ ทุกครั้งที่สะโพกกระทบต้นขาแกร่ง เสียงเนื้อกระทบกันดังผสานเสียงฟืนในเตาแตกเปรี๊ยะ ยอดอกชูชันแกว่งไกวตามแรงโยก เขาเงยหน้าขึ้นครอบครองปลายยอดสีหวานไว้ข้างหนึ่ง ดูดดึงรุนแรงจนเธอหลุดร้องเสียงหลง

แรงอารมณ์ก่อตัวขึ้นเร็วกว่าที่คิด การเป็นผู้กำหนดจังหวะ ความลึก และมุมองศา ยิ่งทำให้ทุกสัมผัสคมชัดขึ้นเป็นเท่าตัว ช่องทางอุ่นร้อนตอดรัดตัวตนของเขาเป็นระยะ เธอไม่คิดชะลอหรือยื้อเวลาอีกต่อไป สะโพกมนเร่งกระแทกกระทั้นถี่กระชั้นจนเตียงอิฐสั่น เสียงครางหวานไต่ระดับสูงขึ้นจนแทบเป็นเสียงกรีดร้อง ขณะที่เขาได้แต่ขบกรามแน่น สะกดกลั้นอารมณ์ตามคำสั่งหมอด้วยวินัยทหารทั้งหมดที่มี แต่วินัยทหารมีขีดจำกัด

ในวินาทีที่เธอเกร็งค้าง คลื่นอารมณ์ลูกใหญ่ซัดสาดจนตาพร่ามัว ช่องรักบีบรัดเขาเป็นระลอกแน่นหน่วงที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา มือซ้ายของเขารวบเอวบางไว้มั่น ก่อนจะกระแทกสะโพกสวนขึ้นหาเธอสามครั้งติด ลึกซึ้งจนเธอร้องเสียงหลง ครั้งที่สามเขาคำรามชื่อเธอออกมา ค้างเกร็งอยู่ลึกสุดทางรักจนร่างใหญ่สั่นสะท้านไปทั้งตัว

ไป๋ลู่ซบลงบนอกซ้ายของเขา แนบหูเข้ากับตำแหน่งหัวใจ เธอหอบสะท้านจนพูดไม่ออก เสียงเต้นตุบ ตุบ ตุบ ถี่รัวกว่าเมื่อครู่ แต่ยังคงเต้นอยู่

"ขยับ..." เธอพูดเสียงแหบพร่าเมื่อเริ่มหายใจทัน "ขยับไปสามครั้ง ฉันนับอยู่"

"มันสุดวิสัย" เขาตอบหน้าตายทั้งที่ยังหอบโยน "รายงานผู้บังคับบัญชาได้เลย"

เวลาตีหนึ่ง ทั้งคู่นั่งพิงผนังห้องใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน กระดาษรหัสเปื้อนเลือดคลี่แผ่อยู่บนเข่าของไป๋ลู่ แถวตัวเลขเรียงรายเป็นกลุ่ม กลุ่มละสี่ตัว หมึกสีน้ำเงินซึมเข้ากับคราบเลือดจนเลอะเลือน รหัสเหล่านั้นเธออ่านไม่ออก

"หยิบกล่องเหล็กใต้โต๊ะมาให้ผมหน่อย" เขาพูด

ภายในกล่องมีม้วนกระดาษน้ำมันสีน้ำตาลซีดม้วนหนึ่ง มันคือม้วนเดียวกับที่ทหารค้นพบจากสายลับที่พาเธอกลิ้งตกเหวในป่าเฮยเฟิงเมื่อช่วงหน้าร้อน วันนั้นเขาส่งตัวสายลับให้กองพล และส่งข้อความที่คัดลอกด้วยลายมือตัวเองขึ้นไปตามระเบียบ แต่กระดาษม้วนจริงเขาเก็บรักษาไว้กับตัว ใส่กล่องเหล็กล็อกกุญแจแน่นหนามาตลอดครึ่งปี

"ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร" เขาพูด "สายลับคนนั้นรู้จักเส้นทางในป่าดีเกินไป ดีเสียจนเหมือนมีคนวาดแผนที่ส่งให้ ผมแค่ไม่อยากให้กระดาษแผ่นนี้ผ่านมือใครอีก"

ไป๋ลู่วางกระดาษสองแผ่นเทียบกันใต้แสงตะเกียงสลัว ม้วนกระดาษน้ำมันจากหน้าร้อน กับกระดาษเปื้อนเลือดจากหุบเขาเมื่อเดือนก่อน ช่วงเวลาห่างกันครึ่งปี ระยะทางห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร

ตัวเลขเจ็ดทุกตัวบนกระดาษทั้งสองแผ่นมีขีดขวางตรงกลาง และขีดนั้นลากเฉียงขึ้นไปทางขวาเล็กน้อยเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนเลขเก้าลากหางม้วนกลับขึ้นด้านบนคล้ายหางหมู... ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นจากลายมือของคนคนเดียวกัน

คนคนนี้ลักลอบส่งข้อมูลออกนอกชายแดนมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะแต่งงานเสียอีก

ไป๋ลู่หลับตาลง นึกย้อนไปถึงบ่ายวันที่หิมะตกหนัก บนโต๊ะทำงานของผู้ตรวจการสือ ปลายปากกาที่กำลังกรอกจำนวนครีมสองร้อยกระปุกในวันนั้น...

ตัวเลขเจ็ดที่มีขีดขวางแบบเดียวกันนี้ เธอเคยเห็นมันมาแล้วครั้งหนึ่ง... ภายใต้ลายมือของเสนาธิการเจิ้งเค่อ