LNCrawler

ประตูหมาป่า

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ประตูหมาป่า

มือซ้ายของไป๋ลู่ยกขึ้นเอง

ไม้เท้าท้อหุ้มเหล็กหยุดกึกกลางอากาศ อยู่ห่างจากหน้าผากเธอไม่ถึงสองนิ้ว แรงลมจากการฟาดพัดปอยผมหน้าม้าของเธอให้ปลิวไปด้านหลัง ทั่วทั้งลานบ้านเงียบกริบจนไม่มีใครกล้าหายใจ แม้แต่ไก่ตัวลายที่กำลังคุ้ยดินยังค้างขาไว้กลางคัน

ปู่ไป๋ต้าฝูกระตุกไม้เท้ากลับ แต่กลับไม่ขยับเขยื้อน ชายชราออกแรงดึงอีกครั้งด้วยสองมือจนเส้นเลือดที่คอโป่งพอง กระนั้นไม้เท้ายังคงนิ่งสนิท ราวกับเสาเข็มที่ตอกลึกลงไปในดินแข็ง

"ปล่อยเดี๋ยวนี้!" ปู่แผดเสียงลั่น "นังต้าหนิว แกจะกบฏหรือ!"

ไป๋ลู่ไม่ปล่อย และไม่ออกแรงเพิ่ม สมองของเธอแล่นเร็วราวกับเครื่องคิดเลข หากเธอหักไม้เท้านี้แล้วปู่ล้มหัวฟาดพื้น พรุ่งนี้คนทั้งคอมมูนย่อมตราหน้าว่าหลานสาวบ้านไป๋ทำร้ายปู่ตัวเอง ป้ายอกตัญญูจะแปะติดหลังเธอไปจนวันตาย ปู่พรานเคยสอนไว้ว่า เสือที่ลงจากเขามากัดคนในหมู่บ้าน ต่อให้มันจะกัดเพราะความหิว สุดท้ายคนทั้งหมู่บ้านก็ต้องถืออาวุธออกมาล่ามันอยู่ดี

เธอจึงคลี่ยิ้มออกมา "ปู่คะ" เสียงของเธอดังชัดเจนพอที่จะส่งไปถึงรั้วบ้านทุกด้าน "ไม้เท้านี้ฟาดลงหัวฉันทีเดียว ฉันคงนอนตายอยู่ตรงนี้ ซึ่งฉันไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่อีกไม่กี่วันคนตระกูลฮั่วจะมารับเจ้าสาว ถึงตอนนั้นปู่จะเอาอะไรไปส่งให้เขา… เอาศพไปให้หรือคะ"

ชาวบ้านที่มุงอยู่หน้ารั้วพากันซุบซิบเสียงดังหึ่งราวกับรังผึ้งแตกรัง ผู้ใหญ่บ้านฉินซึ่งยังคงอุ้มไหเหล้าอยู่กระแอมไอเสียงดัง ใบหน้าเหลี่ยมคล้ำขึงตึงขึ้นทันที

เส้นเลือดที่ขมับของปู่ปูดโปนขึ้นมา ชายชราพยายามดึงไม้เท้าอีกรอบโดยทุ่มน้ำหนักทั้งตัวไปข้างหลัง

ไป๋ลู่คลายนิ้วออก

ปู่เซถอยหลังไปสามก้าว ส้นเท้าสะดุดขอบกะละมังน้ำข้าวหมูข้างเล้า ร่างผอมสูงหงายหลังก้นกระแทกลงไปจมอยู่ในน้ำข้าวหมูครึ่งกะละมัง น้ำขุ่นข้นกระเซ็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อกั๊กสีดำจนถึงคอ กลิ่นรำข้าวบูดโชยฟุ้งไปทั่วทั้งลานบ้าน

"ปู่! ระวังค่ะ!"

ไป๋ลู่พุ่งตัวเข้าไปก่อนใคร เธอสอดสองมือเข้าใต้รักแร้ของปู่แล้วยกขึ้นมาทั้งตัว ร่างของชายชราลอยพ้นกะละมังราวกับเด็กเล็กที่ถูกอุ้มออกจากอ่างอาบน้ำ เธอวางเขาลงยืนบนพื้นดินอย่างนุ่มนวล ปัดเศษรำข้าวออกจากไหล่ให้สองสามที แล้วยื่นไม้เท้าคืนให้ด้วยสองมือตามธรรมเนียมที่ผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโส

ปู่รับไม้เท้าไป พลันตัวแข็งทื่อ บนด้ามไม้เท้าที่ขัดมันจนขึ้นเงา ปรากฏรอยนิ้วมือยุบลงไปสี่รอยเรียงกันอย่างชัดเจน เนื้อไม้รอบรอยนิ้วมือนั้นปริแตกเป็นรอยร้าวลากยาวลงไปจนถึงปลายเหล็ก

ป้าบ้านตะวันออกหลุดอุทานเสียงหลง เด็กๆ บนกำแพงดินพากันร้องฮือฮาเป็นเสียงเดียว

"ไม้เท้าของปู่เก่ามากแล้วค่ะ" ไป๋ลู่พูดด้วยสีหน้าซื่อๆ "เนื้อไม้ข้างในคงผุหมดแล้ว ขนาดฉันจับเบาๆ ยังยุบลงไปเลย ปู่เปลี่ยนอันใหม่เถอะนะคะ เกิดมันหักตอนปู่กำลังตีคนอื่นขึ้นมา ปู่จะหกล้มเจ็บตัวอีก"

ย่าเหลียงรีบหันหน้าหนีไปทางกองฟืน ไหล่เหี่ยวแห้งสั่นเทิ้มเป็นจังหวะ ส่วนป้าต้าเฟิ่งที่ยังนั่งอยู่โคนต้นท้อได้แต่อ้าปากค้าง

ปู่ไป๋ต้าฝูกำไม้เท้าในมือแน่น เสื้อที่เปียกโชกหยดน้ำข้าวหมูลงพื้นเป็นทางยาว ชายชราที่เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้มาครึ่งค่อนชีวิตยืนหายใจฟืดฟาดอยู่กลางลานบ้าน ท่ามกลางสายตาของคนครึ่งหมู่บ้านที่จับจ้องมา

"ฉันคือหัวหน้าครอบครัว!" ชายชราตวาดลั่นใส่ทุกคนโดยไม่เจาะจงใคร "เรื่องในบ้านหลังนี้ ฉันตัดสินเอง!"

"งั้นหัวหน้าก็ตัดสินเลยสิ" ผู้ใหญ่บ้านฉินพูดเสียงห้วน "ลูกสะใภ้ของไป๋ต้าฝูตีหลานจนหัวแตก แถมเหล้าของฉันยังหายไปครึ่งชาม คนทั้งหมู่บ้านยืนดูเป็นพยานอยู่ตรงนี้ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าไป๋ต้าฝูจะตัดสินเรื่องนี้ยังไง"

ปู่กวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน มองหลานชายที่หัวพันผ้าพันแผล มองลูกสะใภ้คนโปรดที่นั่งผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วจึงมองกลับมาที่ไป๋ลู่ แววตาภายใต้คิ้วสีดอกเลานั้นเย็นชืดราวกับน้ำในบ่อน้ำช่วงฤดูหนาว

"ต้าเฟิ่ง" ชายชราพูดเน้นทีละคำ "ขอโทษเด็กมันซะ เรื่องจะได้จบแค่นี้"

‘แค่นี้อย่างนั้นหรือ?’ ไป๋ลู่ทวนคำนั้นในใจ เด็กอายุเพียงหกขวบถูกตีจนหัวแตก แต่คนลงมือกลับได้รับโทษเพียงแค่เอ่ยคำขอโทษคำเดียว ส่วนคนที่เข้าไปห้ามกลับเกือบถูกฟาดไม้เท้าใส่หัว หากที่นี่คือศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาคงรับสินบนจากจำเลยไปตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดคดีเสียด้วยซ้ำ

ป้าต้าเฟิ่งลุกขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ก้น หล่อนเดินมาหยุดตรงหน้าเสี่ยวหู่ ดวงตาหรี่เล็กจ้องมองเด็กชายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ขอโทษ!" หล่อนพ่นคำนั้นออกมาคำเดียวแล้วหมุนตัวกลับทันที

"ป้าขอโทษเรื่องอะไรคะ" ไป๋ลู่พูดขัดขึ้น "ขอโทษที่ตีน้อง หรือขอโทษที่ใส่ร้ายว่าน้องขโมยไข่กันแน่"

ฝีเท้าของป้าต้าเฟิ่งหยุดกึก

"ไข่ฟองนั้นแม่ไก่ออกไข่ในกองฟืนของบ้านรอง ป้าบ้านตะวันออกก็เห็นว่าไก่ตัวลายไปนอนกกอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เช้า ใช่ไหมคะป้า"

ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่ป้าบ้านตะวันออกทันที หญิงวัยห้าสิบกว่ากอดตะกร้าผักในอ้อมอกแน่น หล่อนอึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ "ก็...ก็เห็นอยู่จริงๆ นั่นแหละ"

"ขโมยไข่ของตัวเองนี่มันขโมยยังไงกันล่ะเนี่ย!" ใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังรั้วตะโกนแซวขึ้นมา ส่งผลให้เกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระลอก

ป้าต้าเฟิ่งขบฟันจนกรามขึ้นนูน หล่อนเค้นเสียงพูดใหม่อีกครั้ง "ขอโทษที่ตีผิด!" จากนั้นก็เดินกระแทกเท้าปังๆ เข้าบ้านใหญ่ไป เสียงปิดประตูดังสนั่นจนกระดาษที่ปะหน้าต่างขาดวิ่นไปอีกแถบ

"ส่วนแก!" ปู่ชี้ไม้เท้าที่มีรอยนิ้วมือบุ๋มตรงมาทางไป๋ลู่ ปลายไม้สั่นระริกด้วยความโกรธ "บังอาจขัดขืนผู้ใหญ่ คืนนี้ไม่ต้องกินข้าว!"

"หลานของฉัน ฉันเลี้ยงเองได้!" ย่าเหลียงสวนกลับทันควัน พลางกระแทกด้ามไม้กวาดลงกับพื้นดินดังตึก "ข้าวของบ้านรองไม่ได้หุงหามาจากหม้อของบ้านใหญ่ ไม่ต้องมาสั่ง!"

ปู่อ้าปากค้างแล้วจำต้องหุบลง ชายชราหันหลังเดินลากเท้าที่เปียกแฉะเข้าบ้าน ทิ้งรอยน้ำข้าวหมูหยดเป็นทางยาวไว้บนพื้นลานดิน

ไป๋ลู่มองตามรอยเปื้อนนั้นไป พลางจดจำมันไว้ในใจราวกับนายพรานที่จำรอยเท้าสัตว์เพื่อกลับมาวางบ่วงดักในวันหลัง ไม้เท้าที่ฟาดลงมาครั้งนี้ เธอสะสางบัญชีแค้นคืนแน่

อาหารมื้อเย็นของบ้านรองมีเพียงโจ๊กข้าวโพดที่ใสแจ๋วเสียจนมองเห็นก้นชาม กับผักป่าต้มจิ้มเกลืออีกหนึ่งจาน สมาชิกทั้งหกคนนั่งล้อมวงรอบโต๊ะเตี้ยภายในห้องแคบๆ ซึ่งเป็นทั้งห้องนอน ห้องกินข้าว และห้องเก็บของในเวลาเดียวกัน

ร่างกายที่หนักกว่าเก้าสิบกิโลกรัมส่งเสียงประท้วงด้วยความหิวโหยตั้งแต่ช้อนแรก ไป๋ลู่ซดโจ๊กหมดชามภายในสามอึก จากนั้นก็นั่งจ้องมองชามเปล่าราวกับนายพรานที่จ้องมองบ่วงดักสัตว์อันว่างเปล่ามาสามวันเต็ม กระเพาะของร่างนี้ใหญ่โตเท่าถังน้ำ แต่เสบียงอาหารของบ้านนี้กลับมีปริมาณเพียงแค่ถ้วยชาเล็กๆ เท่านั้น

ย่าเหลียงยื่นมือมาใต้โต๊ะแอบดันซาลาเปาแป้งข้าวโพดครึ่งลูกใส่มือเธอ ย่าไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้หันมามองหน้า แต่ไป๋ลู่รู้ดีว่านั่นคือส่วนแบ่งอาหารของตัวย่าเอง

ฝ่ายแม่โจวอวี้เหลียนไม่สามารถนั่งตัวตรงได้ หล่อนต้องใช้มือค้ำยันเอวไว้ตลอดเวลา คิ้วเรียวขมวดมุ่นทุกครั้งยามขยับกาย ส่วนพ่อไป๋กุ้ยซานกินข้าวเงียบๆ ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วทอดสายตามองลูกสาวอยู่นาน

"เอ่อ..." พ่อพูดขึ้นมาลอยๆ "ลู่ลู่ มือเจ็บหรือเปล่าลูก"

"ไม่เจ็บเลยค่ะพ่อ"

"ก็นะ" พ่อพยักหน้ารับ แล้วคีบผักป่าชิ้นใหญ่ที่สุดในจานส่งมาวางลงในชามของเธอ

เสี่ยวหู่นั่งเบียดชิดพี่สาวจนไหล่ชนกัน ผ้าพันแผลบนหัวเบี้ยวไปข้างหนึ่ง "พี่ครับ เนื้อที่พี่สัญญาว่าจะให้กินน่ะ เป็นเนื้อหมูหรือเนื้อไก่เหรอครับ"

"เนื้อของสัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในป่าต่างหากล่ะ" ไป๋ลู่เอื้อมมือไปบีบจมูกน้องชายเบาๆ "พี่จะให้เสี่ยวหู่กินจนพุงกางเลยดีไหม"

เด็กชายหัวเราะคิกคักจนตาหยีเป็นเส้นตรง ทุกคนในบ้านพลอยหัวเราะตามไปด้วยความเอ็นดู มีเพียงอวิ๋นโจวที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะซึ่งยกมือขึ้นปิดปากไอแห้งๆ ติดกันสามสี่ครั้ง ไป๋ลู่สังเกตเห็นว่าใบหน้าของเขาซีดเผือดลงยิ่งกว่าตอนกลางวัน และข้อเท้าที่โผล่พ้นขากางเกงก็บวมเป่งจนรองเท้าผ้าใบเก่าๆ รัดแน่นจนเป็นรอยช้ำ

การเดินเท้าไปกลับบ้านผู้ใหญ่บ้านฉินเพียงรอบเดียว กลับสูบเรี่ยวแรงของเขาไปมากกว่าที่เจ้าตัวยอมแสดงให้ใครเห็น

พระจันทร์เดือนหกลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาบ้านใหญ่ ไป๋ลู่เดินมาพบพี่ชายนั่งอยู่บนขอนไม้หลังโรงเก็บฟืน เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งพิงหลังกับผนังดิน หายใจสั้นและถี่กระชั้น

"นอนไม่หลับเหรอคะพี่"

"พอนอนราบแล้วมันหายใจไม่ออกน่ะ" อวิ๋นโจวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "นั่งตากลมตรงนี้อีกสักพักก็คงดีขึ้น"

ไป๋ลู่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ จนขอนไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดประท้วงน้ำหนักตัว เธอยื่นมือออกไปเบื้องหน้า "ขอดูข้อมือหน่อยค่ะ"

อวิ๋นโจวมองมือของเธออยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะยอมยื่นข้อมือซ้ายส่งให้โดยไม่ถามสิ่งใด

ปลายนิ้วทั้งสามของเธอกดลงบนจุดชีพจร ภายใต้ผิวหนังที่บางเฉียบนั้น จังหวะการเต้นแผ่วเบาราวกับเส้นด้าย มันเต้นเร็วสลับสะดุด ขาดหายไปหนึ่งจังหวะ แล้วจึงกลับมาเต้นเร็วตามเดิม พอนับไปได้ยี่สิบครั้งก็สะดุดลงอีกหน ครั้นเธอกดนิ้วลึกลงไป ชีพจรกลับจมหายคล้ายกับสายน้ำที่ไหลซึมอยู่ใต้ผืนทราย

ปู่พรานของเธอเคยเรียกชีพจรลักษณะนี้ว่า 'ม้าเหนื่อยที่ยังถูกเฆี่ยน' โรคลิ้นหัวใจรั่วที่เป็นมาแต่กำเนิด บีบให้หัวใจดวงนี้ต้องทำงานหนักกว่าคนปกติถึงสองเท่ามาตลอดยี่สิบสองปีเต็ม และในยามนี้มันเริ่มอ่อนล้าจนถึงขีดสุด น้ำจึงเริ่มคั่งที่ข้อเท้า และส่งผลให้เริ่มหายใจไม่ออกยามล้มตัวลงนอนราบ

ยิ่งฤดูหนาวทางตอนเหนือหนาวเหน็บจนน้ำในโอ่งจับตัวแข็งเป็นก้อน ความเย็นยะเยือกจะยิ่งบีบเส้นเลือดให้หดแคบลง หัวใจที่อ่อนล้าอยู่แล้วย่อมต้องออกแรงสูบฉีดโลหิตหนักหน่วงขึ้นไปอีก

หัวใจดวงนี้จะสามารถทนผ่านพ้นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงได้หรือไม่? ไป๋ลู่ไม่กล้าแม้แต่จะตอบคำถามนี้กับตัวเอง

"หมอที่สถานีอนามัยคอมมูนเคยบอกว่าฉันคงอยู่ไม่ถึงอายุยี่สิบปี" อวิ๋นโจวดึงข้อมือกลับ พลางดึงแขนเสื้อลงมาปิดคลุมไว้ตามเดิม "แต่ตอนนี้ฉันอายุยี่สิบสองแล้ว ได้กำไรชีวิตมาตั้งสองปี ถือว่าการค้าครั้งนี้ไม่ขาดทุนหรอก"

ไป๋ลู่หันขวับไปมองสบตา พี่ชายคนนี้ช่างพูดจาด้วยตรรกะแบบเดียวกับเธอไม่มีผิด

"ฉันอ่านสีหน้าคนเก่ง แต่อ่านชีพจรไม่เป็นหรอกนะ" เขาเอียงหน้ามาทางเธอ แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวของเขาจนดูขาวนวลราวกับเครื่องกระเบื้องเคลือบ "และน้องสาวของฉันก็ไม่เคยจับชีพจรของใครเป็นมาก่อนด้วย"

"ฝันเรื่องเดิมนั่นแหละค่ะพี่" เธอตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ตอนที่ตกเนินคราวนั้น ฉันฝันยาวนานมากจริงๆ"

มุมปากของอวิ๋นโจวยกโค้งขึ้นเล็กน้อย "ม้าแก่ย่อมรู้หนทาง คนตกเนินย่อมรู้เรื่องแพทย์" เขาพึมพำสุภาษิตที่แต่งขึ้นเองสดๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ มือแตะผนังดินประคองตัว "ดึกมากแล้ว กลับไปนอนเถอะ"

เขาเดินกลับไปยังห้องพักของบ้านรอง แผ่นหลังและไหล่บางค่อมลงเล็กน้อย

ไป๋ลู่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมอีกเป็นเวลานาน ตัวยาที่พี่ชายจำเป็นต้องใช้ ทั้งยาบำรุงหัวใจและยาขับน้ำล้วนเป็นตัวยาราคาแพงจากร้านขายยาในตัวอำเภอ ซึ่งต้องใช้เงินซื้อเดือนละหลายหยวน แต่บ้านรองมีเงินเก็บรวมกันยังไม่ถึงสามหยวนด้วยซ้ำ แม้แต่แต้มแรงงานที่พ่อสะสมมาทั้งปีก็ยังแลกข้าวสารได้ไม่พอกิน ทุนรอนเริ่มต้นของเธอเท่ากับศูนย์ ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่มีในตอนนี้คือพละกำลังมหาศาลราวกับช้างสาร ความรู้จากสองชาติภพ และผืนป่าบนภูเขาเฮยเฟิงที่ทอดตัวดำทะมึนอยู่เบื้องหลังหมู่บ้าน

ในเมื่อไม่มีทุนรอนก็ต้องหาทางสร้างมันขึ้นมา ชาติก่อนเธอยังสามารถบุกเบิกอาณาจักรลู่เซียนขึ้นมาจากรถกระบะมือสองเพียงคันเดียวได้เลย

แม้แม่จะอยากให้เธอนอนบนเตียงของแม่ต่ออีกสักคืน แต่เตียงไม้แคบๆ ตัวเดียวไม่อาจรองรับทั้งร่างกายอันหนักอึ้งของเธอกับแผ่นหลังที่ปวดเรื้อรังของแม่ได้ไหว เมื่อคืนนี้แม่ยอมนั่งหลับพิงผนังดินตลอดทั้งคืนเพื่อเฝ้าไข้ลูกสาวที่หมดสติ ไป๋ลู่ย่อมไม่มีวันยอมให้แม่ต้องลำบากเป็นคืนที่สองอย่างเด็ดขาด

เธอลุกขึ้นเดินตรงไปยังเพิงพักข้างคอกหมู ซึ่งเป็นห้องนอนของร่างเดิมมาตั้งแต่อายุสิบขวบ พื้นดินปูลาดด้วยเศษฟางแห้ง ผนังดินมีช่องลมผุพังที่ฝูงยุงพากันบินเข้าออกเป็นกองทัพ แต่อย่างน้อยที่นี่ก็เงียบสงบและไม่มีใครคอยจับจ้องยามเธอหลับใหล ไป๋ลู่ล้มตัวลงนอนบนกองฟางหนานุ่ม ทว่าพลันต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเจ็บแปลบ

ข้อมือซ้ายของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอยกข้อมือขึ้นมาเพ่งมองภายใต้แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องลมเข้ามา บริเวณผิวเนื้อด้านในข้อมือปรากฏปานรูปร่างแปลกประหลาดอยู่จุดหนึ่ง ความทรงจำของร่างเดิมบอกว่ามันเคยจางเสียจนแทบมองไม่เห็น ทว่ายามนี้มันกลับแดงสดราวกับน้ำหมึกชาดที่เพิ่งประทับตราลงบนแผ่นกระดาษ รูปร่างของมันเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นเป็นรูปหมาป่าตัวหนึ่ง กำลังเชิดหัวขึ้นคล้ายกำลังหอนรับแสงจันทร์

ไออุ่นร้อนแผ่ซ่านเต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวปานตามจังหวะการเต้นของชีพจร

ไป๋ลู่ใช้นิ้วหัวแม่มือขวากดลงไปบนรูปหัวหมาป่านั้นโดยสัญชาตญาณ พลันความคิดแรกที่แวบเข้ามาในสมองกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอจงใจนึกถึง แต่มันคือกลิ่นอายของเหล็กเย็นเยียบ เสียงเครื่องคอมเพรสเซอร์ที่ส่งเสียงครางกระหึ่มอยู่ในผนัง และบานประตูเหล็กสีเงินขนาดใหญ่ที่เธอเคยทุบตีจนข้อนิ้วแตกยับเยิน

ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งแล่นปราดขึ้นมาตามท่อนแขนในพริบตาเดียว กลิ่นฟางแห้งและกลิ่นมูลหมูรอบกายพลันมลายหายไปสิ้น

ยามนี้ ไป๋ลู่กลับมายืนอยู่ภายใต้แสงไฟนีออนสว่างจ้าของคลังสินค้ากลางลู่เซียน... คลังสินค้าที่เธอเคยทอดร่างสิ้นลมหายใจ