LNCrawler

เหยื่อชื่อเจียอี

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

เหยื่อชื่อเจียอี

กลิ่นแอมโมเนียจากกระโถนร้อยใบลอยคลุ้งอบอวลอยู่ในห้องหลังตึกผู้ป่วยชายจนแสบตา เหมยเหมยนั่งยองขัดกระโถนเคลือบใบที่เจ็ดสิบสองอยู่หน้าอ่างปูน มือทั้งสองข้างแดงก่ำและแตกเป็นร่อง ปลอกแขนสีดำสำหรับไว้ทุกข์นายกฯ โจวที่ทุกคนในค่ายต้องสวมตั้งแต่ต้นเดือนเลื่อนหลุดลงมากองอยู่ที่ข้อศอก

บานประตูเปิดออก แสงตะเกียงดวงหนึ่งส่องนำทางเข้ามา ไป๋ลู่ในเสื้อโค้ตทหารตัวโคร่งของสามีเดินเข้ามานั่งบนม้านั่งตัวเดียวในห้อง หล่อนยกขาขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังนั่งอยู่ในร้านน้ำชา

"มาทำอะไร" เหมยเหมยถามโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมอง "มาเยาะเย้ยฉันหรือไง"

"มาดูเธอทำงานไงล่ะ" ไป๋ลู่คลี่ยิ้ม "เธอเข้าออกบ้านหลังใหญ่ปลายถนนทุกคืน คงคิดว่าตัวเองเกาะเสาต้นใหญ่ที่สุดในค่ายไว้แน่นแล้วสินะ ฉันเลยมาเตือนด้วยความเป็นญาติ...ว่าเสาต้นนั้นถูกปลวกแทะกินข้างในจนกลวงหมดแล้ว"

แปรงขัดในมือของเหมยเหมยชะงักกึก หล่อนเงยหน้าขึ้นจ้องเขม็ง "พูดบ้าอะไรของเธอ"

ไป๋ลู่โน้มตัวไปข้างหน้า ลดเสียงลงต่ำคล้ายคนเก็บความลับไว้ไม่อยู่ "ช่วงหน้าร้อน ผัวฉันมียาผงโรยแผลที่แผนกของหมอเซี่ยส่งมาให้ทุกอาทิตย์ หม่าเสี่ยวกังเป็นคนรับ เด็กนั่นงกจะตาย ซองไหนไม่ได้ใช้ก็เก็บสะสมไว้ในกล่องขนมสังกะสี รวมแล้วสิบสองซอง ตอนนี้ผู้ตรวจการสือล็อกเก็บมันไว้ในตู้ยาห้องพยาบาลกรมเจ็ด ตู้ไม้ใบขวาสุดนั่นแหละ"

เหมยเหมยนิ่งฟังตาไม่กะพริบ ไป๋ลู่จงใจทอดเสียงช้าลง ปล่อยให้ทุกคำพูดจมลึกเข้าไปในหัวอีกฝ่าย "หลังตรุษจีน ทางเขตทหารจะส่งคนมาตรวจลายนิ้วมือบนกระดาษด้านในซองยา ใครเคยผสมอะไรลงไปในนั้น คนนั้นก็จบเห่ แล้วคนที่ยืนอยู่ข้างคนคนนั้นก็ต้องพังไปด้วย เธอยืนข้างใครอยู่ล่ะเหมยเหมย"

หญิงสาวลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ชายเสื้อโค้ตเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะรอฟังคำตอบ

ทันทีที่บานประตูปิดลง ไป๋เจียอีเหวี่ยงแปรงขัดลงอ่างปูนดังโครมใหญ่ หล่อนเค้นหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ ยัยหมีดำเอ๋ย ฉลาดแสนฉลาดแค่ไหน สุดท้ายก็ยังเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่เก็บความลับไม่อยู่จนต้องคาบมาอวด ในวงการที่หล่อนเคยดิ้นรนอยู่ ข้อมูลล้ำค่าแบบนี้ไม่มีใครยอมคายออกมาฟรีๆ หรอก มันคือตั๋ว... ตั๋วใบสำคัญที่จะพาหล่อนออกไปจากห้องล้างกระโถนโสโครกแห่งนี้เสียที

สามวันก่อนหน้านั้น กระดาษรหัสเปื้อนคราบเลือดกับม้วนกระดาษน้ำมันวางคู่กันอยู่บนเตียงอิฐ ราวกับไพ่สองใบที่ถูกหงายอยู่บนโต๊ะพนัน

"จับเขาตอนนี้ไม่ได้ค่ะ" ไป๋ลู่เปิดประเด็นขึ้นก่อน "แค่ตัวเลขเจ็ดที่มีขีดขวางตรงกลาง คนในกองพลที่เคยเรียนหนังสือกับครูชาวรัสเซียมาเป็นร้อยคนก็เขียนแบบนี้กันทั้งนั้น เขาจะอ้างว่าใครเขียนก็ได้ แล้วหมอเซี่ยก็คงใช้โอกาสนี้เอาเรื่องทั้งหมดไปซุกฝังไว้ในแฟ้มลับที่ไม่มีวันถูกเปิดขึ้นมาอีก"

ฮั่วเจิ้นเป่ยขยับปากเอ่ยคำเดียวสั้นๆ "เหยื่อ"

"ใช่ค่ะ แต่เหยื่อรายนี้ต้องวิ่งไปถึงมือคนคนเดียวเท่านั้น" เธออธิบาย ในชาติก่อนเธอเคยใช้วิธีการนี้กระชากหน้ากากผู้บริหารที่แอบปล่อยข้อมูลรั่วไหลของบริษัทมาแล้ว แค่คายความลับปลอมๆ ให้คนคนเดียวรู้ แล้วคอยจับตาดูว่าข้อมูลนั้นจะไปโผล่ที่ไหน

หญิงสาวเคาะปลายนิ้วลงบนกระดาษรหัสเบาๆ "ถ้าปล่อยให้เป็นข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วค่าย ต่อให้เขามาขโมยของจริง เซี่ยหย่งเฉิงก็ยังอ้างได้ว่าใครๆ ก็ได้ยินเรื่องนี้ แต่ถ้ามีเพียงคนเดียวในโลกที่รู้ว่าซองยาซุกซ่อนอยู่ตู้ไหน แล้วเสนาธิการเจิ้งดันไปโผล่ที่ตู้นั้น ท่อน้ำเชื่อมโยงจากคนคนนั้นส่งผ่านไปถึงเขาอย่างไร ทุกอย่างจะแจ่มชัดยิ่งกว่ารอยเท้าบนพื้นหิมะเสียอีก"

"เหมยเหมย" ชายหนุ่มทวนชื่อนั้นพลางขมวดคิ้ว

"เหยื่อชั้นดีที่พร้อมจะวิ่งโร่ไปบ้านเซี่ยทุกคืนโดยไม่ต้องมีใครจูง" ไป๋ลู่พยักหน้ารับ "และที่สำคัญ หล่อนดูถูกฉันมากพอที่จะเชื่อสนิทใจว่าฉันเป็นคนปากโป้งเก็บความลับไม่อยู่"

เธอเบนสายตาไปมองกระถางดินเผาข้างเตาไฟใต้เตียงอิฐ ต้นกล้าที่ขุดมาจากตีนเขาเฮยเฟิงเติบโตสูงขึ้นเกือบคืบแล้ว ใบเรียวเล็กสีเขียวเข้มแตกยอดออกมาเจ็ดใบ ลำต้นมีหนามแหลมคมเรียงรายเป็นแถว หญิงสาวเอื้อมมือไปเด็ดปลายกิ่งให้เขาดู ยางสีขาวขุ่นค่อยๆ ซึมออกมา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมดำคล้ำภายในไม่กี่อึดใจ

"ตอนนี้ข้างนอกนั่นต้นแม่ของมันจำศีลหลับใหลกันทั้งภูเขา กรีดยังไงก็ไม่มีทางได้ยางสดออกมา" เธออธิบาย "เพราะฉะนั้น ยางสดในค่ายทหารแห่งนี้จึงมีอยู่แค่ต้นเดียว คือต้นนี้ ยางสดๆ หากสัมผัสผิวหนังแม้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่พอพ้นวันไปแล้วจะเริ่มขึ้นผื่นพุพอง มีจุดสีดำผุดขึ้นตรงกลางผื่น คันยิบจนนอนไม่ได้ ล้างยังไงก็ไม่ออก ต้องใช้เวลาตั้งสิบวันกว่าจะยุบตัวลง"

"ทาเคลือบไว้ที่ซองยา" ฮั่วเจิ้นเป่ยจับประเด็น

"ทั้งที่ซองยาและแม่กุญแจค่ะ" เธอยิ้มพราย "ถุงมือทหารหนาๆ ไม่มีทางงัดแงะกุญแจละเอียดอ่อนแบบนั้นได้หรอก การใช้ลวดเส้นเล็กเขี่ยสะเดาะกลไกต้องอาศัยนิ้วมือเปล่าๆ คลำสัมผัสเท่านั้น ครั้งก่อนเขาใช้สิ่งนี้เล่นงานคุณ ครั้งนี้ก็ให้เขาได้ลิ้มลองของแสบๆ ที่เขาเคยเอามาใช้กับคุณบ้างเป็นอย่างไร"

คืนนั้นหญิงสาวนั่งขัดสมาธิบนเตียงอิฐ ใช้ผ้าพันหุ้มปลายตะเกียบสองคู่จนหนาเตอะ หล่อนตักแป้งหมี่หยอดใส่ซองกระดาษสีน้ำตาลที่พับเลียนแบบซองยาของจริงทีละซอง จากนั้นจึงแตะยางสดจากกิ่งไม้ที่เพิ่งเด็ดลงไปตามรอยพับ ตามขอบซอง และตรงจุดที่นิ้วมือคนต้องสัมผัสเวลาแกะออก ซองละสามจุด รวมสิบสองซองเป็นสามสิบหกจุด ประณีตและละเอียดลออราวกับนายพรานที่กำลังผูกบ่วงดักสัตว์ทีละปม

ฮั่วเจิ้นเป่ยนั่งเฝ้าดูอยู่ข้างกายเงียบๆ โดยใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวที่ยังพอขยับเขยื้อนได้ "ระวังมือด้วย" เขาเอ่ยเตือนเธอเป็นรอบที่สี่แล้ว

"รับทราบแล้วค่ะ" หญิงสาวรับคำ แต่ในวินาทีต่อมากลับเผลอไผลใช้นิ้วก้อยปาดหยดยางที่กำลังย้อยไหลลงมาตามด้ามตะเกียบ เธอสะดุ้งโหยง รีบวิ่งไปขัดถูนิ้วมือด้วยขี้เถ้าผสมน้ำด่างจนผิวหนังแดงก่ำแสบร้อน แต่พอรุ่งเช้า ปลายนิ้วก้อยก็ยังคงปรากฏจุดสีดำเล็กๆ ผุดขึ้นมาหนึ่งจุด คันยิบๆ ราวกับโดนฝูงมดรุมกัด

ผู้การหนุ่มมองดูจุดดำบนนิ้วเรียวเล็กนั้นแล้วหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง จนต้องรีบเอามือกุมไหล่ขวาที่ยังบาดเจ็บไว้แน่น

ผู้ตรวจการสือเหวินจงนั่งเพ่งอ่านกระดาษรหัสใต้แสงตะเกียงในห้องทำงานเงียบงันนานเกือบสิบนาที เขาเปรียบเทียบมันกับม้วนกระดาษน้ำมัน จากนั้นจึงเทียบกับสำเนาใบสั่งครีมสองร้อยกระปุกที่มีลายเซ็นของเสนาธิการเจิ้งเค่อกำกับอยู่ ไล่ตรวจดูทีละตัวเลขอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะวางกระดาษแผ่นนั้นลงช้าๆ

"สิบปี..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ "ผมร่วมงานกับเขามาตั้งสิบปี"

ไป๋ลู่วางห่อกระดาษอีกห่อลงบนโต๊ะทำงานของเขา มันคือซองยาผงของจริงเก้าซองจากกล่องไม้ที่เธอเก็บรักษาไว้ตั้งแต่ช่วงหน้าร้อน แบ่งเป็นซองเปล่าเจ็ดซอง ซองที่ตรวจพบผงหนามปนเปื้อนหนึ่งซอง และอีกหนึ่งซองที่ยังไม่มีใครแกะเปิดออก ทุกซองล้วนประทับตราสัญลักษณ์แผนกของหมอเซี่ยอย่างชัดเจน "ของจริงทั้งหมดอยู่นี่ค่ะ ผู้ตรวจการโปรดเก็บรักษาไว้เอง ปิดผนึกและส่งตรวจด้วยตัวเองนะคะ ส่วนซองยาที่อยู่ในตู้ยาจะเป็นเพียงซองเปล่าพับใส่แป้งหมี่ที่ทายางไม้พิษเคลือบไว้ทั้งหมด"

ผู้ตรวจการสือจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาราวกับกำลังมองอาวุธร้ายแรงชนิดใหม่ที่เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก จากนั้นเขาจึงดึงแฟ้มปกแข็งเล่มหนาออกมาจากลิ้นชัก ตวัดปากกาเขียนบันทึกด้วยลายมือตัวเองยาวครึ่งหน้า ลงวันที่ กำกับลายเซ็น และประทับตราประจำสำนักงานการเมืองกรมอย่างเป็นทางการ เขาบรรจุซองยาของจริงทั้งหมดลงในซองเอกสารสีน้ำตาลหนา ปิดผนึกด้วยครั่งร้อนๆ แล้วเก็บรักษาไว้ในตู้เหล็กนิรภัยข้างโต๊ะทำงานอย่างมิดชิด

"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด "นี่คือปฏิบัติการสืบสวนลับภายใต้ความดูแลของผม ผมเป็นคนอนุมัติ และผมจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว สหายไป๋กับผู้การฮั่วเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น หากใครมีข้อสงสัยหรือซักถามอะไรในห้องประชุมใหญ่ ให้พวกมันมาไล่เบี้ยเอากับผมคนเดียว"

ในคืนถัดมาหลังจากที่ไป๋ลู่ก้าวเท้าออกจากห้องล้างกระโถน หม่าเสี่ยวกังที่แขนซ้ายยังคงมีผ้าพันแผลพันทับไว้ กับหลี่ต้าจ้วงที่ยอมขอลากะดึกจากหน่วยงานของตัวเองมาโดยเฉพาะ ทั้งสองผลัดกันนั่งยองๆ ซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนมหึมาของโรงอาหารประจำบ้านพักทหาร จุดอับสายตาตรงนั้นสามารถจับจ้องมองเห็นประตูทางเข้าบ้านหลังใหญ่ปลายถนนได้อย่างถนัดตา

เวลาสี่ทุ่มสิบห้านาที ร่างของเหมยเหมยก็ก้าวผ่านประตูเข้าสู่บ้านพักของเซี่ยหย่งเฉิง

ห้องหนังสือส่วนตัวของผู้การกองพลอุ่นสบายกว่าห้องไหนๆ ในค่ายทหารอันหนาวเหน็บ เตาเหล็กหล่อสองเตาถูกจุดไฟจนแดงวาบตั้งอยู่คนละมุมห้อง โคมไฟตั้งโต๊ะสาดแสงสีส้มสลัวลงบนโต๊ะไม้แดงเนื้อดีที่ถูกขัดถูจนขึ้นเงาวับ ไป๋เจียอียืนรายงานเรื่องราวทั้งหมดจนจบประโยคแล้วยืนนิ่งรอคอยปฏิกิริยาอย่างใจจดใจจ่อ

เซี่ยหย่งเฉิงผู้มีใบหน้ากลมแป้นดูใจดีราวกับคุณลุงข้างบ้าน นั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปลายนิ้วชี้ของเขาเคาะขอบแก้วชาเซรามิกเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ... ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง "เธอทำดีมาก กลับไปพักผ่อนเสียเถอะ เรื่องนี้ไม่ต้องไปปากโป้งบอกใครอีก"

"แค่นั้นหรือคะ" เจียอีหลุดปากถามด้วยความร้อนรน "ข้อมูลสำคัญระดับนี้ อย่างน้อยท่านก็ควรจะ..."

ทันใดนั้น แววตาที่เคยดูอบอุ่นใจดีหลังแก้วชากลับเยือกเย็นลงจนน่าขนลุก

"ควรพักผ่อนให้มากๆ ค่ะ" หล่อนรีบเปลี่ยนคำพูดกลางคันอย่างรวดเร็ว พยายามปั้นยิ้มแห้งกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก แล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม

เมื่อบานประตูปิดสนิทลง เซี่ยหย่งเฉิงยังคงนั่งนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์สนามสีดำบนโต๊ะทำงานขึ้นมา หมุนแกนเหล็กเรียกสายไปยังพนักงานต่อสายประจำกองพล "ต่อสายตรงไปที่บ้านพักของเสนาธิการเจิ้ง บอกเขาว่าชาถ้วยนี้ยังหวานไม่พอ ให้เขาเดินทางมาชิมด้วยตัวเองเสียหน่อย"

คืนที่สองผ่านพ้นไปโดยไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น

ล่วงเข้าสู่คืนที่สาม ไป๋ลู่นอนทอดกายฟังเสียงลมหิมะหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่างภายใต้อ้อมแขนซ้ายอันอบอุ่นของสามี ซึ่งตัวเขาเองก็ยังคงตื่นอยู่เช่นกัน ปลายนิ้วซ้ายของเขาคอยไล่นับข้อนิ้วมือของเธอวนเวียนไปมา ราวกับกำลังตรวจนับลูกกระสุนปืนในแม็กกาซีนอย่างระมัดระวัง และทุกครั้งที่ปลายนิ้วแกร่งลากผ่านไปถึงนิ้วที่สาม นิ้วของเขาจะหยุดชะงักค้างอยู่อย่างนั้น... เธอรู้ดีแก่ใจว่าเขากำลังหวนนึกถึงสหายร่วมรบทั้งสามคนที่จากไป

ครั้นเวลาล่วงเลยมาถึงตีสองสิบนาที เสียงเคาะกระจกหน้าต่างเบาๆ สองครั้งก็ดังขึ้นตามสัญญาณที่นัดแนะกันไว้

หลี่ต้าจ้วงยืนคู้ตัวอยู่ใต้ชายคาบ้าน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยฤทธิ์ความเย็นของหิมะ "มีคนลอบเข้าไปในห้องพยาบาลกรมเจ็ดครับ มันสวมเสื้อโค้ตทหารและใช้ผ้าพันคอปิดบังใบหน้ามิดชิด รูปร่างสูงผอม ตอนที่ก้มลงตรงหน้าประตูตู้ยาเห็นมันถอดถุงมือยัดใส่กระเป๋าเสื้อ ส่วนอีกคนรูปร่างเตี้ยล่ำคอยยืนคุมเชิงดูต้นทางอยู่ด้านนอก พวกมันใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็กวาดของออกมา แล้วรีบเดินมุ่งหน้าไปทางโซนบ้านพักนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผมไม่กล้าตามกระชั้นชิดเกินไป กลัวว่าพวกมันจะไหวตัวทันครับ"

รูปร่างเตี้ยล่ำงั้นหรือ... ภาพทหารร่างหนาที่มีท่อนแขนทรงพลังคอยออกแรงยื้อแย่งถุงใส่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดไปจากมือของเธอที่หน้าเตาเผาขยะพลันผุดขึ้นมาในสมองของไป๋ลู่ทันที

"ทำดีแล้ว" ฮั่วเจิ้นเป่ยเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังของเธอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ผมเป็นคนสั่งกำชับไว้เองว่าห้ามลงมือจับกุมในตอนนี้"

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผู้ตรวจการสือเดินทางมาเปิดตู้ยาในห้องพยาบาลกรมเจ็ดต่อหน้าหัวหน้าห้องพยาบาลและเสมียนอีกสองคนเป็นพยาน แม่กุญแจทองเหลืองยังคงคล้องคาอยู่กับหูช้าง แต่ห่วงเหล็กด้านบนกลับถูกเครื่องมือบางอย่างงัดแงะจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง และเมื่อเปิดตู้ออกดู กล่องขนมสังกะสีที่เคยตั้งอยู่บนชั้นวางด้านในสุดก็ว่างเปล่าไร้ร่องรอย

ผู้ตรวจการสือระมัดระวังไม่ยอมแตะต้องแม่กุญแจทองเหลืองตัวนั้นด้วยมือเปล่าเด็ดขาด เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดห่อหุ้มมันไว้อย่างประณีตก่อนจะปลดออกใส่ลงในซองเอกสารสีน้ำตาล ตวัดปากกาเขียนบันทึกเวลาลงในแฟ้มปกแข็งเล่มเดิม ใบหน้าเคร่งขรึมที่ปกติไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ บัดนี้ไม่มีร่องรอยของความประหลาดใจปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย

"อีกประมาณสามถึงสี่วันค่ะ" ไป๋ลู่กระซิบเสียงแผ่วเบาอยู่ข้างกายเขา "หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นต่อไป...จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของเขาเอง"

แต่ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ ทหารสื่อสารหน้าใหม่คนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดลงตรงหน้าห้องพยาบาล เขายื่นซองกระดาษสีแดงสดส่งให้ผู้การฮั่วด้วยสองมืออย่างนอบน้อม บนหน้าซองปรากฏตัวอักษรพู่กันจีนตวัดลายเส้นใหญ่โตงดงามสะดุดตา

'เรียน ผู้การกรมฮั่วเจิ้นเป่ยและภรรยา ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของกองพลยี่สิบสาม ณ บ้านพักของผู้การกองพลเซี่ยหย่งเฉิง ในคืนวันสิ้นปีนี้'