LNCrawler

ประทัดคืนส่งท้ายปี

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ประทัดคืนส่งท้ายปี

เสนาธิการเจิ้งเค่อสวมถุงมือหนังสีดำตลอดสองชั่วโมงแรกของงานเลี้ยง

ห้องรับแขกบ้านผู้การกองพลเซี่ยหย่งเฉิงร้อนระอุจนหน้าต่างขึ้นฝ้า เตาเหล็กหล่อสองเตาเผาถ่านหินจนแดงฉาน โต๊ะกลมหกตัวปูผ้าขาวสะอาด บนโต๊ะเต็มไปด้วยเกี๊ยวนึ่ง ปลาทั้งตัว และหมูสามชั้นตุ๋น นายทหารชั้นผู้ใหญ่กับภรรยานั่งกันเต็มห้อง ปลอกแขนสีดำยังคงรัดอยู่บนแขนเสื้อของทุกคน บางคนปลดกระดุมคอเสื้อเพราะความร้อน มีเพียงคนเดียวที่ยังสวมถุงมือมิดชิด

"ผมเป็นหิมะกัดตั้งแต่ปีก่อนครับ" เจิ้งเค่อพูดกับภรรยานายทหารข้างตัวด้วยน้ำเสียงสุภาพ "พอเจอความร้อนแล้วจะคัน เลยต้องใส่ไว้ป้องกันไม่ให้เกาโดนเนื้อโดยตรง"

ไป๋ลู่ยิ้มให้เขาจากอีกฝั่งของโต๊ะ เขายิ้มตอบ แว่นกรอบดำสะท้อนแสงไฟจากโคมระย้าจนมองไม่เห็นแววตาที่แท้จริง

เธอสวมเสื้อนวมสีแดงเลือดหมูที่แม่โจวอวี้เหลียนเย็บส่งมาจากไป๋สือโกว ขนาดตัดเย็บพอดีกับเอวคอดกิ่วเพียงหกสิบแปดเซนติเมตร เมียทหารครึ่งห้องหันมามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางกระซิบกระซาบกันว่านี่หรือเมียผู้การที่ลือกันว่าอ้วนกลม ฮั่วเจิ้นเป่ยนั่งอยู่ข้างเธอ แขนขวาของเขาคล้องผ้าสามเหลี่ยมซ่อนอยู่ใต้เสื้อทหารที่พาดบ่าไว้ เขากินเกี๊ยวไปแล้วสามจาน และพูดไปเพียงสี่คำ

เซี่ยหย่งเฉิงลุกขึ้นยืน ทหารรับใช้เปิดไหเหล้าเหมาไถที่ไม่มีใครในค่ายได้เห็นมาตลอดทั้งปี กลิ่นหอมฉุนโชยเตะจมูกไปทั่วห้อง เขายกจอกเหล้าขึ้น ใบหน้ากลมแป้นดูใจดีแดงระเรื่อ "ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่มาถึง ขอฉลองให้กองพลของเรา..."

"ท่านผู้การกองพลครับ"

ผู้ตรวจการสือเหวินจงยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่กลับทำให้คนทั้งห้องหยุดชะงักตะเกียบพร้อมกัน "นายกฯ โจวเพิ่งจากไปไม่ถึงเดือน ทั้งประเทศยังคงไว้ทุกข์รัดปลอกแขนดำ แต่บ้านผู้การกองพลกลับเปิดเหล้าเหมาไถฉลอง ผมควรจะบันทึกเรื่องนี้ลงในรายงานการประชุมกองพลอย่างไรดีครับ"

จอกเหล้าในมือของเซี่ยหย่งเฉิงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศครึ่งอึดใจ ก่อนที่เขาจะวางมันลงอย่างนุ่มนวล สีหน้าไม่มีรอยกระเพื่อมแม้แต่น้อย "ผู้ตรวจการเตือนได้ถูกต้องแล้ว ผมลืมตัวไปหน่อยเพราะดีใจที่ทุกคนปลอดภัยกลับมา"

"ไม่ใช่ทุกคนครับ" ฮั่วเจิ้นเป่ยลุกขึ้นยืนโดยใช้มือซ้ายยันโต๊ะ "ถ้าจะยกจอกฉลอง ผมขอยกให้คนที่ไม่มีโอกาสได้มานั่งที่โต๊ะนี้ ทหารสื่อสารสองนายของกองร้อยสามที่ไม่ได้ลงมาจากยอดเขา และพลทหารเซียวต้าเฉิง วัยสิบแปดปี... ขอเวลาไว้อาลัยหนึ่งนาทีครับ"

คนทั้งห้องลุกขึ้นยืน เสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังครืดคราดก่อนจะเงียบสนิทลงทันตา เหลือเพียงเสียงถ่านปะทุเบาๆ ในเตาไฟ ไป๋ลู่ยืนนิ่ง นับวินาทีในใจพลางนึกถึงผ้าห่มสีเทาผืนนั้นกับขวดยาที่ไม่มีวันได้กลับคืนมา เจิ้งเค่อก้มหน้าลงต่ำ มือในถุงมือหนังกำแน่นจนเนื้อหนังยับย่น

เมื่อทุกคนนั่งลง เซี่ยหย่งเฉิงก็กลับมาสวมบทบาทผู้ใหญ่ใจดีตามเดิม "ในเมื่อพูดถึงทหารที่จากไป ผมคงต้องถามคำถามที่ตอบยากสักหน่อย ภารกิจที่วางแผนมาอย่างรัดกุมขนาดนั้น ทำไมถึงถูกซุ่มโจมตีได้? ผู้บังคับหน่วยประมาทเลินเล่อหรือเปล่า? หลังตรุษจีนผมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องนี้"

คุณนายเหมิงชิวพูดเสริมด้วยน้ำเสียงหวานเจื้อยว่าภรรยาของผู้การฮั่วยังเคยไปขัดขวางการต่อสู้ทางชนชั้นถึงที่คอมมูน สายตาทุกคู่ในห้องหันขวับมาที่โต๊ะของผู้การกรมเจ็ดทันที เซี่ยอวี้ถิงซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มสะใจ โดยมีเหมยเหมยในชุดผู้ช่วยยืนถือกาน้ำชาอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของคุณนายเหมิงชิว

บ่วงดักสัตว์ถูกวางลงกลางห้อง และเหยื่อล่อก็คือสามีของเธอ

ไป๋ลู่ลุกขึ้นยืนตัดหน้าก่อนที่เขาจะทันได้ตอบ "ท่านผู้การกองพลพูดถูกที่สุดค่ะ เรื่องนี้ต้องสอบสวนอย่างจริงจัง ฉันเลยอยากจะขอเริ่มเสียตรงนี้เลย" เธอเดินอ้อมโต๊ะตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเจิ้งเค่อ "เสนาธิการเจิ้งเป็นหิมะกัดใช่ไหมคะ ยาทาของฉันเคยรักษาทหารหายมาร้อยกว่าคนแล้ว ขอดูแผลหน่อยเถอะค่ะ ถอดถุงมือออกสักข้างก็พอ"

"ไม่จำเป็นหรอกครับ" เจิ้งเค่อยังคงฝืนยิ้ม แต่มือกลับเลื่อนลงไปซ่อนใต้โต๊ะอาหาร "ผมมีหมอคอยดูแลอยู่แล้ว"

"หมอคนไหนหรือคะ? หมอจ้านก็นั่งอยู่โต๊ะโน้น ส่วนหมอเซี่ยก็นั่งอยู่โต๊ะนี้" หมอจ้านส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ ขณะที่เซี่ยอวี้ถิงนั่งตัวเกร็ง ไม่ยอมส่ายหน้าหรือพยักหน้ารับทั้งสิ้น

"สหายเจิ้ง" ผู้ตรวจการสือพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ถอดถุงมือออก"

เจิ้งเค่อเหลือบมองไปทางเซี่ยหย่งเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมดึงถุงมือข้างขวาออกช้าๆ

หลังมือและฝ่ามือข้างนั้นบวมเป่งเป็นสีแดงก่ำ ตั้งแต่ปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ลามไปจนถึงกลางฝ่ามือ ผิวหนังพองเป็นตุ่มน้ำใสเรียงรายเป็นแนว บางตุ่มแตกออกจนน้ำเหลืองเยิ้ม และตรงกลางผื่นทุกแห่งกลับมีจุดสีดำเล็กๆ ปรากฏอยู่ ราวกับมีใครนำพู่กันจุ่มหมึกมาจิ้มทิ้งไว้ทั่ว

"นี่ไม่ใช่แผลหิมะกัดค่ะ" ไป๋ลู่พูดเสียงดังฟังชัดจนได้ยินไปถึงหน้าประตู "อาการหิมะกัดจะเกิดขึ้นตามปลายนิ้วและข้อนิ้ว ไม่มีทางขึ้นกลางฝ่ามือ และไม่มีจุดสีดำเด็ดขาด ผื่นแบบนี้เกิดจากยางสดของต้นยางไม้เลือดดำ... ต้นเดียวกับที่เคยทำให้ผู้การฮั่วเป็นอัมพาตจนลุกไม่ขึ้นเมื่อหน้าร้อนปีก่อน"

หมอจ้านลุกเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน "ผื่นจากยางไม้เลือดดำจริงๆ เพิ่งสัมผัสมาไม่เกินห้าวันครับ"

"ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บขนาดนี้ ต้นไม้ทั้งเขาเฮยเฟิงต่างยืนต้นหลับใหล ต่อให้กรีดเปลือกไม้ยังไงก็ไม่มีทางมียางไหลออกมา" ไป๋ลู่พูดต่อ "ยางสดในค่ายทหารแห่งนี้จึงมีอยู่เพียงที่เดียว คือต้นกล้าในกระถางข้างเตาเตียงอิฐที่บ้านของฉัน ซึ่งขุดมาจากตีนเขาตั้งแต่ตอนกลับจากไป๋สือโกว เมียทหารแถวบ้านพักต่างก็เห็นกันถ้วนหน้า"

เธอหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้คนทั้งห้องหันไปจ้องมองมือบวมแดงข้างนั้นอีกรอบ "ส่วนยางจากต้นไม้ต้นนั้น เมื่อสี่คืนก่อนมันไปเคลือบอยู่บนแม่กุญแจตู้ยาของห้องพยาบาลกรมเจ็ด และซองยาผงของผู้การฮั่วที่หายไปจากตู้ใบนั้น... คนที่งัดกุญแจจำเป็นต้องถอดถุงมือออกค่ะ เพราะลวดเส้นเล็กๆ แบบนั้นไม่สามารถใช้มือที่สวมถุงมือหนังคลำเพื่อสะเดาะได้"

ใบหน้าของเจิ้งเค่อถอดสีเป็นครั้งแรก "นี่มันคือการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายชัดๆ! ผู้หญิงคนนี้แอบทายยางไม้ไว้เองแล้วโยนความผิดมาให้ผม..."

"สหายไป๋ทำตามคำสั่งของผมเอง" ผู้ตรวจการสือลุกขึ้นยืน พลางกระแทกแฟ้มปกแข็งลงบนโต๊ะดังปัง "นี่คือปฏิบัติการสืบสวนลับที่ผมเป็นผู้อนุมัติ มีการบันทึกลงวันที่ พร้อมลายเซ็นและตราประทับของสำนักงานการเมืองกรมอย่างถูกต้อง ซองยาของจริงผมได้ผนึกครั่งส่งไปยังเขตทหารเรียบร้อยแล้ว ส่วนซองยาที่อยู่ในตู้เป็นเพียงเหยื่อล่อที่ผมสั่งให้วางเอาไว้ และข่าวเรื่องซองยาอยู่ในตู้ไหน ก็ถูกแจ้งออกไปให้คนเพียงคนเดียวได้รับรู้... ผมจึงรู้ดีว่าข่าวนี้มันไหลไปทางไหนต่อ"

แม้เขาจะไม่ได้หันไปมองทางด้านหลังเก้าอี้ของคุณนายเหมิงชิว แต่ฝากาน้ำชาในมือที่สั่นเทาของเหมยเหมยก็กระทบกันเบาๆ จนได้ยินชัดเจน

ฮั่วเจิ้นเป่ยพูดขึ้นมาเพียงคำเดียว "หลี่ต้าจ้วง"

ประตูห้องโถงถูกผลักเปิดออก หลี่ต้าจ้วงกับหม่าเสี่ยวกังคุมตัวชายร่างเตี้ยล่ำคนหนึ่งเข้ามา เขาคือทหารรับใช้ประจำตัวของเสนาธิการเจิ้ง ที่ข้อมือขวาของเขามีผื่นจุดสีดำขึ้นเป็นปื้นหนา ตรงจุดที่สัมผัสตอนรับซองยาจากมือนายเพื่อนำไปโยนทิ้งในเตาไฟ ชายคนนั้นทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันทีที่เห็นหน้าผู้ตรวจการสือ พลางร้องไห้โฮสารภาพว่าตนเองทำหน้าที่แค่ยืนดูต้นทาง ส่วนท่านเสนาธิการเป็นคนลงมืองัดตู้ยาด้วยตัวเอง และสั่งให้เขาเผาซองยานั้นทิ้งเสีย... เหมือนกับที่เคยสั่งให้เผาถุงเสื้อของผู้การฮั่วในคืนนั้น

"ตอนที่ผู้การฮั่วต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อหน้าร้อนปีก่อน" หมอจ้านกระแอมไอเบาๆ "เสนาธิการเจิ้งก็มาเยี่ยมไข้ทุกวันไม่เคยขาดเลยสักครั้ง"

"ซองยาทุกซอง..." เสียงของเซี่ยอวี้ถิงหลุดรอดออกมาจากลำคอ หล่อนหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "เสนาธิการเป็นคนถือมาให้แผนกของฉันประทับตราด้วยตัวเองทุกสัปดาห์ ฉันไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าข้างในนั้นมีอะไร พ่อบอกแค่ว่าให้ฉันรับหน้าที่เป็นหมอเจ้าของไข้แล้วคอยรายงานอาการ..."

"อวี้ถิง!" เซี่ยหย่งเฉิงตวาดลั่นเพียงครั้งเดียว ลูกสาวของเขาก็รีบหุบปากแน่นจนริมฝีปากซีดขาวสนิท

ฮั่วเจิ้นเป่ยยังคงยืนตระหง่าน มือซ้ายกดขอบโต๊ะเอาไว้แน่น สายตาคมกริบตวัดหันไปทางหัวโต๊ะ

"ท่านผู้การกองพลอยากรู้ว่าทำไมภารกิจถึงถูกซุ่มโจมตี... ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เส้นทางลาดตระเวนถูกปรับเปลี่ยนตอนเที่ยงคืนก่อนออกเดินทาง ตามคำสั่งพิเศษจากกองพลที่ระบุให้ผู้การกรมนำหน่วยออกปฏิบัติการด้วยตัวเอง คำสั่งฉบับนั้นมีลายเซ็นของท่านประทับอยู่ ผมจึงอยากจะถามต่อหน้าทุกคน ณ ที่นี้... ใครเป็นคนเสนอคำสั่งนั้นให้ท่านเซ็นครับ"

สายตาทุกคู่ในห้องหันขวับไปที่หัวโต๊ะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย นี่เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ที่ผู้การกองพลต้องตกเป็นฝ่ายตอบคำถาม แทนที่จะเป็นคนไล่บี้ถามคนอื่น

เซี่ยหย่งเฉิงนิ่งอึ้งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ฝ่ายเสนาธิการเป็นคนร่างเสนอขึ้นมา ผมเซ็นอนุมัติไปตามรายงานข่าวกรองที่เสนาธิการเจิ้งส่งมา" เขาค่อยๆ หันไปมองเสนาธิการข้างกายช้าๆ แล้วลุกขึ้นยืน

เพียะ! ฝ่ามือหนาของผู้การกองพลฟาดลงบนใบหน้าของเสนาธิการคู่ใจเต็มแรง แว่นกรอบดำกระเด็นลอยไปตกอยู่กลางจานหมูสามชั้นตุ๋น "ฉันเลี้ยงงูพิษไว้ข้างตัวมาสิบปี! ทั้งวางยาผู้บังคับบัญชา ทั้งร่างคำสั่งหลอกลวง! ผู้ตรวจการสือ จับตัวมันไป ฉันจะรายงานเรื่องนี้ต่อเขตทหารด้วยตัวเอง!"

เจิ้งเค่อยืนนิ่งสนิท เลือดสีแดงสดไหลซึมจากมุมปาก เขาจ้องมองผู้เป็นเจ้านายด้วยสายตาของคนที่เพิ่งเห็นเชือกช่วยชีวิตถูกตัดขาดสะบั้นลงต่อหน้า

เซี่ยหย่งเฉิงก้มลงเก็บแว่นตาขึ้นมาจากจานหมูสามชั้น บรรจงเช็ดมันกับผ้าเช็ดปาก แล้วยื่นคืนให้ด้วยมือตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนมีเพียงคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน "เมียกับลูกชายของแกที่ต้าเหลียน... ฉันจะดูแลให้เอง ไม่ต้องห่วง"

ไป๋ลู่ซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินประโยคนั้นอย่างชัดเจน เธอเห็นหัวไหล่ของเจิ้งเค่อลู่ตกลงทันที ราวกับกระสอบข้าวสารที่ถูกมีดกรีดก้นจนหมดแรงต้านทาน

"ผมทำทั้งหมดคนเดียวครับ" เจิ้งเค่อพูดด้วยน้ำเสียงแห้งผาก "ไม่มีใครสั่งผมทั้งนั้น"

"เรื่องวางยาพิษ สหายยอมรับสารภาพแล้ว" ผู้ตรวจการสือพูดขึ้นในขณะที่ทหารยามก้าวเข้ามาคุมตัว "ส่วนเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวน ทางเขตทหารจะเป็นผู้สอบสวนเอาความจริงเอง" แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยคำว่า 'ไส้ศึก' ออกมาตรงๆ แต่ทุกคนในห้องกลับได้ยินคำนั้นดังก้องอยู่ในหัวอย่างชัดเจน

ไป๋ลู่ล้วงหยิบกระดาษพับสี่ทบออกจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้ผู้ตรวจการสือก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตู มันคือคำให้การของพยาบาลถาน พร้อมรอยพิมพ์ลายนิ้วโป้งสีดำคล้ำที่ท้ายกระดาษ... หลักฐานมัดตัวว่าใครเป็นคนสั่งให้ขโมยข้อมูลจากแฟ้มประวัติคนไข้ไปเขียนจดหมายปล่อยข่าวลือเรื่อง 'ผู้การไร้น้ำยา' ผู้ตรวจการสืออ่านข้อความจนจบแล้วตวัดสายตาไปมองเซี่ยอวี้ถิง ถ้วยชาในมือของหล่อนสั่นระริกจนน้ำชากระฉอกรดเสื้อนวมผ้าไหมราคาแพง หล่อนลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มโครม ก่อนจะวิ่งร้องไห้เตลิดออกไปทันที

"ลูกสาวของผมทำความผิด ผมจะกลับไปอบรมสั่งสอนเอง" เซี่ยหย่งเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงของผู้อาวุโสที่เปี่ยมด้วยความโทมนัส ก่อนจะหันกลับมามองไป๋ลู่ เขายังคงส่งยิ้มที่ดูใจดีให้เหมือนเดิมทุกประการ... ยกเว้นดวงตาคู่ที่จ้องมองมานั้นเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง "ภรรยาของผู้การฮั่วเก่งกาจสมคำเล่าลือจริงๆ ปีใหม่นี้ผมคงต้องจดจำชื่อของเธอไว้ให้ดีเสียแล้ว"

"เชิญจดจำได้ตามสบายค่ะท่าน" ไป๋ลู่ยิ้มตอบอย่างอ่อนหวาน "ไป๋ลู่... ลูกสาวชาวนายากจนสามชั่วคน สะกดอย่างไรก็ไม่มีวันผิดเพี้ยนแน่นอนค่ะ"

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน เสียงประทัดก็ดังระเบิดขึ้นทั่วทั้งค่ายทหาร แม้จะแผ่วเบากว่าทุกปีเนื่องจากอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่ก็ยังมากพอที่จะทำให้ควันดินปืนลอยม้วนตัวเป็นม่านสีเทาหม่นเหนือผืนหิมะขาวโพลน ไป๋ลู่ประคองแขนซ้ายของสามีเดินก้าวพ้นประตูรั้วออกมา การศึกครั้งนี้เธอชนะไปครึ่งกระดาน เบี้ยตัวหนึ่งถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว ส่วนตัวขุนยังคงยืนตระหง่านอยู่ในห้องรับแขกนั้น... ใบหน้ากลมแป้น ยิ้มแย้มใจดี และจดจำชื่อของเธอขึ้นใจเรียบร้อยแล้ว

บริเวณหลังบ้าน ใต้ชายคาห้องครัวที่มืดสนิท เซี่ยหย่งเฉิงยืนอัดบุหรี่อยู่เพียงลำพัง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาย่ำลงบนผืนหิมะหนาทึบ ก่อนจะมาหยุดลงที่ด้านหลังของเขา

ไป๋เจียอีรู้ดีว่าในค่ำคืนนี้หล่อนได้กลายเป็นท่อน้ำที่รั่วไปเสียแล้ว ผู้ตรวจการสือรู้เรื่องนี้ และเซี่ยหย่งเฉิงก็รู้เช่นกัน ท่อที่รั่วแล้วย่อมมีทางออกเพียงสองทาง... ไม่ถูกถอดรื้อทิ้ง ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่ายังมีค่ามากพอที่จะเก็บรักษาไว้ หล่อนต้องการสิ่งของที่มีมูลค่าสูงกว่าข่าวเรื่องซองยาเพื่อนำมาแลกเปลี่ยน และหล่อนก็มีไพ่ตายใบนั้นอยู่ในมือพอดี

ชื่อของอ่างเก็บน้ำหงฉีไม่เคยปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใด แต่ในวินาทีแรกที่หล่อนลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้บนพื้นดินแฉะริมอ่างเก็บน้ำ มือขวาของหล่อนยังคงกำแน่น และเมื่อคลายมือออก เศษปูนของตัวเขื่อนที่เจ้าของร่างเดิมตะกุยติดมือมาตอนร่วงหล่นก็ร่วงกราวออกจากร่องนิ้วราวกับทรายเปียก... ปูนเขื่อนที่ได้มาตรฐานไม่ควรจะร่วนซุยถึงเพียงนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนก่อนตอนที่ยืนรินชาอยู่ในห้องนี้ หล่อนยังแว่วได้ยินเซี่ยหย่งฟู่ ญาติผู้รับเหมาของบ้านนี้ หัวเราะร่าพลางพูดว่า ปูนเพียงหนึ่งส่วนผสมทรายเจ็ดส่วนก็ตั้งตระหง่านอยู่ได้แล้ว ขอแค่ฝนอย่าตกลงมาหนักเกินไปก็พอ

ฤดูร้อนทางตอนเหนือมักจะมีฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงทุกปี หล่อนนำข้อมูลทั้งสองอย่างมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่หากทายถูกจะดูราวกับปาฏิหาริย์ แต่หากผิดพลาด... มันก็เป็นเพียงแค่คำพูดเพ้อเจ้อของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น

ประทัดชุดสุดท้ายถูกจุดขึ้นที่ลานหน้าบ้าน แสงไฟสีแดงวาบสาดส่องมาถึงใบหน้าของหล่อน ไป๋เจียอีหมุนกำไลเงินในข้อมือตามเข็มนาฬิกาจนครบสามรอบ หล่อนเชิดคางขึ้น มุมปากขวายกยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูของผู้การกองพล "ฤดูร้อนนี้เขื่อนหงฉีจะแตกค่ะท่าน... แล้วพอถึงฤดูใบไม้ร่วง ฟ้าจะเปลี่ยน"