LNCrawler

สต๊อกที่ไม่มีวันเติม

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

สต๊อกที่ไม่มีวันเติม

แสงหลอดนีออนอยู่เหนือหัว กลิ่นกล่องกระดาษลูกฟูกปนกลิ่นน้ำยาเคลือบพื้นลอยเข้าจมูก ทั้งเย็น แห้ง และสะอาด... มันคือกลิ่นที่ไป๋ลู่สูดเข้าปอดทุกเช้ามาตลอดเจ็ดปีเต็ม

เธอยืนอยู่กลางทางเดินหลักของชั้นหนึ่ง ชั้นวางเหล็กสีส้มสูงห้าเมตรเรียงแถวยาวสุดสายตา รถยกจอดนิ่งหน้าประตูขนถ่ายสินค้า ส้อมยกยังคาพาเลทน้ำมันถั่วเหลืองไว้ครึ่งทาง เท้าเปล่าเปื้อนดินของร่างหนักเก้าสิบกิโลทิ้งรอยดำเป็นดวงบนพื้นอีพ็อกซี่สีเทาเงาวับ

นาฬิกาดิจิทัลเหนือประตูสำนักงานกะพริบตัวเลขสีแดง 02:17 มันหยุดนิ่ง ไม่เดิน และไม่เปลี่ยนเวลา

ตัวเลขเดียวกับบนแผงควบคุมห้องเย็น... วินาทีที่ไฟดับ

ไป๋ลู่ยืนมองมันจนมือเริ่มเย็นเฉียบ ก่อนบังคับตัวเองให้หันหลังกลับ ปู่พรานเคยบอกไว้ กวางที่ยืนจ้องแสงไฟ คือกวางที่ได้ขึ้นเขียงก่อนตัวอื่น

เธอเดินตรวจตามความเคยชิน ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน น้ำตาล เกลือ และของกระป๋องเรียงเต็มพาเลท โซนสิ่งทอมีผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ถุงเท้าขนแกะ โซนเครื่องมือมีขวาน เลื่อย มีดพร้า และลวดเหล็กขดใหญ่ ทุกอย่างยังอยู่ตรงที่เดิม... เหมือนคืนนั้น

คลิปบอร์ดรายงานสต๊อกแขวนอยู่หัวแถว ลายเซ็นของเธอเด่นหราอยู่ท้ายกระดาษ ลงวันที่บ่ายวันสุดท้าย ไม่มีช่องไหนถูกแก้ไข และไม่มีใบรับของใบใหม่ต่อท้าย

เธอรู้ความจริงข้อนี้ดีพอๆ กับที่รู้ว่าน้ำต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ ที่นี่จะไม่มีรถบรรทุกแล่นเข้ามาเทียบท่าอีกแล้ว ข้าวสารหนึ่งถุงที่หยิบออกไป คือหนึ่งถุงที่หายไปตลอดกาล นี่ไม่ใช่ร้านค้า แต่เป็นเสบียงสำรองในถ้ำของนายพรานที่ติดพายุหิมะตลอดฤดู กินได้... แต่ต้องนับทุกคำ

ไป๋ลู่ก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

ทางเดินโซนห้องเย็นสว่างวาบด้วยแสงไฟสีขาวซีด ประตูสแตนเลสเรียงรายเป็นระเบียบ ห้องแรกบรรจุหมูแช่แข็งเป็นซีก ห้องสองคือไก่และเป็ด ห้องสี่เป็นปลาทะเล ส่วนห้องห้าคืออาหารกล่องแช่แข็ง

และห้องสาม... ตั้งอยู่ตรงกลาง สลักเหล็กยังคงเลื่อนเข้าที่ แม่กุญแจทองเหลืองลูกใหญ่คล้องแน่น ลูกเดียวกับที่เธอได้ยินเสียงกริ๊กในคืนนั้น ไป๋ลู่ยื่นมือออกไปดึง ด้วยแรงที่เคยยกปู่ขึ้นจากกะละมังได้ทั้งตัว แต่แม่กุญแจกลับไม่ขยับเลยแม้แต่เส้นผม ราวกับมันถูกหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกับบานประตู ทั้งคลังสินค้าเปิดต้อนรับเธอทุกซอกทุกมุม ยกเว้นเพียงห้องนี้ห้องเดียว

ไป๋ลู่ละมือออก ก่อนจะพบว่าปลายนิ้วของตัวเองกำลังสั่นระริก เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ นับหนึ่งถึงสิบในใจ แล้วก้าวเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

ชั้นสามคือโซนที่เธอรักที่สุด ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยาโรคหัวใจ ชุดอุปกรณ์ทำแผล เข็มสำหรับฝังเข็มสแตนเลส ยาจีนอัดเม็ดอีกหลายสิบตำรับ ตู้เก็บเมล็ดพันธุ์ผักและสมุนไพร โดยมีห้องทำงานกระจกใสของเธอตั้งอยู่ปลายสุดทางเดิน

แต่ชั้นวางยาปฏิชีวนะกลับโหว่เป็นช่องยาว เหลือเพียงกล่องกระดาษวางห่างกัน

คลิปบอร์ดประจำโซนบอกเล่าเหตุผลด้วยลายมือของเธอเอง บ่ายวันนั้นโรงพยาบาลในเครือส่งใบขอเบิกด่วน ยาล็อตใหญ่ถูกขนขึ้นรถห้องเย็นแล่นออกไปตอนสี่โมงเย็น ยาที่เหลืออยู่จึงมีเพียงแอมม็อกซีซิลลินเจ็ดกล่อง เซฟาเลกซินสามกล่อง และยาฉีดอีกหนึ่งลัง

ไป๋ลู่อ่านทวนตัวเลขนั้นซ้ำสองรอบ ชาติก่อนเธอเซ็นอนุมัติใบเบิกนั้นโดยไม่คิดอะไร แต่ในชาตินี้... ยาทุกเม็ดในกล่องที่เหลืออยู่คือชีวิตของคนคนหนึ่ง

บนโต๊ะทำงานยังมีแก้วกาแฟที่ดื่มค้างไว้ครึ่งแก้ว ข้างกันคือกระดาษโน้ตสีเหลืองที่เธอเขียนเตือนตัวเองเอาไว้... 'โทรหาปู่ เดือนนี้ยังไม่ได้โทร'

ปู่พรานจากโลกนี้ไปตั้งแต่เธออายุยี่สิบสี่ โน้ตแผ่นนั้นเธอเขียนซ้ำทุกเดือนมาตลอดห้าปีจนกลายเป็นความเคยชิน

เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นขัดความหม่นหมอง ไป๋ลู่หลุดหัวเราะออกมาทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว ร่างกายนี้ไม่ได้สนใจเรื่องชาติภพก่อนเลยสักนิด มันสนใจแค่ว่าโจ๊กข้าวโพดสามอึกเมื่อเย็นย่อยหมดไปตั้งนานแล้ว

เธอเดินกลับลงไปยังห้องเย็นหมายเลขห้า หยิบข้าวกล่องหมูตุ๋นซีอิ๊วแช่แข็งมาสองกล่อง ไมโครเวฟในห้องทำงานยังคงใช้งานได้ดี สามนาทีต่อมา กลิ่นหมูสามชั้นเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มคลุกเคล้าซีอิ๊วดำและโป๊ยกั๊กก็โชยฟุ้งไปทั่วห้อง

ไป๋ลู่นั่งลงบนเก้าอี้ทำงานหนังแท้ที่ส่งเสียงประท้วงยามรองรับน้ำหนักตัว ก่อนจะตักข้าวคำแรกเข้าปาก รสชาติอุ่นซ่าน ความมันและเค็มหวานผสมผสานกันอย่างลงตัว เนื้อหมูแทบละลายบนลิ้น เธอกวาดข้าวกล่องแรกหมดเกลี้ยงแทบไม่ได้หยุดหายใจ พอถึงกล่องที่สองจึงค่อยๆ ละเลียดกินช้าลง ก่อนจะนั่งนิ่งมองกล่องเปล่าสองใบตรงหน้า

นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้... ที่เธอรู้สึกอิ่มท้อง

เธอนึกถึงซาลาเปาครึ่งลูกที่ย่าแอบยัดใส่มือใต้โต๊ะ นึกถึงผักชิ้นใหญ่ที่สุดที่พ่อคีบส่งให้ ก่อนจะเก็บกล่องเปล่าทั้งสองใบลงถังขยะอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังทำลายหลักฐาน

ก่อนจะออกไป เธอเดินขึ้นไปสำรวจบนดาดฟ้า เรือนกระจกหลังคาโค้งที่เคยสร้างไว้ทดลองปลูกสมุนไพรกลับแปรเปลี่ยนไปจนผิดตา ดินในแปลงเพาะมีสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก ส่งกลิ่นหอมชื้นคล้ายดินป่าหลังฝนแรก ต้นสะระแหน่ที่เธอปลูกไว้หนึ่งสัปดาห์ก่อนตายแผ่ขยายล้นกระถางลงมาปกคลุมพื้นราวกับผืนพรม ส่วนต้นโสมที่เคยสูงเพียงคืบ บัดนี้กลับเติบโตสูงถึงหัวเข่า เธอเอื้อมมือเด็ดยอดสะระแหน่ไปยอดหนึ่ง เดินวนดูรอบๆ เที่ยวหนึ่ง แต่พอกลับมามองอีกครั้ง ตรงรอยเด็ดนั้นกลับมียอดอ่อนงอกเงยขึ้นมาใหม่เสียแล้ว

ในคลังสินค้าแห่งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนหยุดนิ่งและตายซาก มีเพียงภายใต้หลังคาแก้วหลังนี้เท่านั้น... ที่ยังคงหายใจ

อาการหูอื้อเริ่มจู่โจมยามก้าวเดินลงบันได แรงดันบีบอัดขมับทั้งสองข้างราวกับเธอกำลังดำดิ่งลงสู่ก้นน้ำลึก ไป๋ลู่รีบกดปานแดงที่ข้อมือพลันนึกถึงกองฟาง

กลิ่นมูลหมูโชยเข้าปะทะใบหน้าทันที ความมืดมิดของเพิงหญ้าคาโอบล้อมร่างของเธอเอาไว้

ฉับพลันนั้น เสียงสะอื้นไห้เบาๆ ก็ดังแว่วขึ้นมา... ห่างออกไปไม่ถึงสามศอก

"พี่... พี่ครับ"

เสี่ยวหู่นั่งขดตัวอยู่หน้ากองฟาง ผ้าพันหัวเบี้ยวบูด ในมือกำมันเผาครึ่งซีกที่เย็นชืด ดวงตาโตเบิกกว้างในความมืด จ้องมองเธอราวกับเห็นผี

"ผมเอามันมาให้" เด็กชายพูดเสียงสั่นเครือ "ผมเข้ามาแล้วไม่เจอพี่ ฟางยุบลงไปเป็นรอยตัวพี่ แต่ไม่มีคนอยู่ ผมนึกว่าหมาป่าคาบพี่ไปแล้ว กำลังจะไปปลุกย่า..."

ไป๋ลู่ชาวาบไปทั้งร่าง หากเสี่ยวหู่วิ่งไปปลุกย่าเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว หากย่าเดินมาถึงเพิงแล้วเห็นหลานสาวปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ...

"พี่ไปฉี่หลังคอกหมู" เธอพยายามบังคับเสียงให้ราบเรียบที่สุดขณะดึงน้องชายเข้ามากอด "มันเผาเย็นแล้วสิ ดีเลย พี่ชอบกินแบบเย็นๆ"

เด็กชายซุกหน้ากับอกเธอ สะอื้นอีกสองสามครั้งก่อนจะผล็อยหลับไปทั้งที่มือยังกำชายเสื้อเธอไว้แน่น

ไป๋ลู่นั่งลูบแผ่นหลังผอมเกร็งของน้องชายจนฟ้าใกล้สาง ในหัวทบทวนกฎเกณฑ์ที่เพิ่งแลกมาด้วยเหงื่อเย็นเฉียบท่วมตัว หากเข้าไปทั้งตัว ร่างกายจะหายไปจากโลกนี้ทันที ดังนั้นต้องมีกำแพงมิดชิดกั้นสายตาเสมอ หากอยู่นานเกินไปจะเริ่มปวดขมับบีบเค้น ส่วนเวลาภายนอกผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงพอดี

สำหรับสิ่งของชิ้นเล็กในระยะเอื้อม เธอทดลองในความมืดทันที เพียงกดรอยปาน นึกถึงถุงเกลือบนชั้นวางแล้วแบมือ ถุงเกลือหนักครึ่งกิโลกรัมก็หล่นลงบนอุ้งมือเย็นเฉียบ พอนึกให้กลับไป มันก็หายวับ โดยที่เธอไม่ต้องขยับตัวแม้แต่คืบเดียว

อย่างน้อยก็ยังมีช่องทางลับที่ไม่ต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยง

"ลวดนี่ได้มาจากไหน"เช้าวันนั้น อวิ๋นโจวพลิกขดลวดเหล็กในมือไปมา สภาพเปื้อนโคลนแห้งและขี้เถ้าจนดูเก่าคร่ำคร่า ไป๋ลู่จงใจถูมันกับดินข้างคอกหมูอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก่อนฟ้าสาง

"กองเศษเหล็กหลังสถานีรถแทรกเตอร์ที่คอมมูนค่ะ" เธอตอบอย่างลื่นไหล "ร่างเดิม... เอ่อ ฉันเคยไปส่งข้าวแล้วเห็นมันกองอยู่ เลยเก็บมาซ่อนไว้ในเพิง"

อวิ๋นโจวใช้เล็บสะกิดตรงรอยพับ เผยเนื้อลวดเงาวับราวกับเพิ่งออกจากโรงงานภายใต้คราบดินโคลน เขาไม่พูดอะไร เพียงยื่นมันคืนให้พร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ทำให้ไป๋ลู่อยากเอาหัวโขกเสาประจานตัวเอง

ผ้าก๊อซกับไอโอดีนที่เธอแอบเทใส่ขวดยาเก่าปากบิ่นของย่า ถูกนำมาใช้ทำแผลให้เสี่ยวหู่จนเรียบร้อย เด็กชายไม่ได้ถามว่ายาเหล่านี้มาจากไหน เขาสนใจเรื่องที่สำคัญกว่านั้น

"พี่ครับ ถ้าจับหมูป่าได้แล้ว ผมขอหางมันนะ" เด็กชายกระซิบ "ลูกป้าบ้านตะวันออกบอกว่าหางหมูป่าย่างอร่อยที่สุดเลย"

"ได้ทั้งหาง ทั้งหู หรือจะเอาทั้งหัวเลยก็ยังได้" ไป๋ลู่ดีดหน้าผากน้องชายเบาๆ "แต่เสี่ยวหู่ต้องอยู่บ้านเฝ้าย่า ห้ามแอบตามพี่ไปเด็ดขาดนะ… เข้าใจไหม"

แผนการของเธอนั้นเรียบง่าย ข้าวโพดของหน่วยผลิตแถบตีนเขาถูกหมูป่าลงมาขุดทำลายเสียหายไปหลายแปลง หากใครจับมันได้ หน่วยผลิตจะมอบแต้มแรงงานให้เป็นรางวัล เนื้อหมูเอาไปแลกคูปอง หนังส่งขายให้สหกรณ์ ทุกอย่างล้วนไม่มีต้นทุน มีแต่เหยื่อที่เดินมาติดกับถึงหน้าบ้านเอง

"ฉันไปด้วย" อวิ๋นโจวพูดขึ้นทันควัน "ฉันเป็นคนจดแต้มแรงงานของหน่วยผลิต หากจะเบิกแต้มค่าปราบหมูป่าก็ต้องมีพยานรู้เห็น"

"พี่เดินไหวเหรอคะ" ไป๋ลู่กวาดสายตามองขาของเขาอย่างไม่มั่นใจ

"ชายป่าไม่ใช่ยอดเขา" เขาตอบยิ้มๆ

ไป๋ลู่สบตากับพี่ชายแล้วต้องยอมจำนน คนที่เสนอตัวจนกลายเป็นส่วนสำคัญก่อนที่ใครจะทันปฏิเสธ ย่อมไม่มีวันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ตกเย็น ไป๋กุ้ยซานผู้เป็นพ่อนั่งยองๆ อยู่หลังโรงฟืน สองมือหยาบกร้านพันลวดตามที่ลูกสาวสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาบิดปลายลวดเป็นห่วงเล็กๆ แล้วร้อยปลายอีกด้านผ่านห่วงจนเกิดเป็นวง ยิ่งดึงก็ยิ่งรัดแน่นจนไม่มีทางคลายออก

"วางดักไว้บนทางเดินของมันค่ะ ให้สูงจากพื้นประมาณหนึ่งคืบ ตรงช่องแคบที่มันต้องมุดผ่านพอดี" เธออธิบายพลางชี้มือประกอบ "แล้วต้องผูกปลายลวดไว้กับโคนต้นไม้ใหญ่ที่ยังไม่ตายนะคะ หมูป่าแรงเยอะมาก ถ้าผูกกับตอไม้ผุๆ มันจะดิ้นจนหลุดไปทั้งราก"

พ่อทำอันแรกบิดเบี้ยว อันที่สองหลวมเกินไป แต่พอถึงอันที่สาม ลวดก็รูดส่งเสียงแหลมและรัดแน่นสนิท เขาเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว ดวงตาเป็นประกายราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งผูกเชือกรองเท้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

"ลู่ลู่ ใครสอน"

"ปู่ในฝันค่ะพ่อ"

"ก็นะ" พ่อพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำบ่วงอันที่สี่ต่อ

ไป๋ลู่เพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งในตอนนี้เองว่า เหตุใดคุณย่าถึงชอบถือไม้ไล่ตีพ่อบ่อยนัก ผู้ชายคนนี้เชื่อคนง่ายจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ครั้นพลบค่ำ สามพ่อลูกช่วยกันวางบ่วงดักไว้หกจุดตามทางเดินของหมูป่า ไป๋ลู่ก้มลงสำรวจรอยกีบเท้าแยกสองแฉกที่กดลึกลงไปในดินชื้นเกือบข้อนิ้ว ขอบรอยยังคมชัดและไม่มีทีท่าว่าจะแห้ง ถัดออกไปไม่ไกลมีต้นสนใหญ่ที่เปลือกไม้ถูกเบียดถูจนลอกเกลี้ยง คราบโคลนแห้งกรังเกาะติดอยู่สูงถึงระดับเอวของเธอ หมูป่าตัวที่ทิ้งรอยนี้ไว้ ต้องมีขนาดใหญ่โตกว่าปกติมากแน่ๆ

เช้ามืดวันต่อมา สายหมอกหนายังคงแผ่ปกคลุมราบไปกับแปลงข้าวโพด

บ่วงแรกว่างเปล่า บ่วงที่สองไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่บ่วงที่สามกลับขาดกระจุย ลวดเหล็กที่เธออุตส่าห์ขูดสนิมปลอมเองกับมือถูกแรงมหาศาลกระชากจนยืดตรง ดินรอบโคนไม้ใหญ่ถูกขุดคุ้ยจนกลายเป็นหลุมกว้างพังยับเยิน

ไป๋ลู่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนหยุดนิ่ง สายลมที่พัดโชยลงมาจากยอดเขาหอบเอากลิ่นสาบสางเหม็นเขียวลอยมาปะทะจมูก มันอยู่ใกล้มาก!

"พ่อ ถอยออกมาจากพุ่มไม้..."

พุ่มไม้หนาทึบข้างกายพ่อพลันฉีกขาดแยกออกเป็นสองซีกทันที

ร่างทะมึนสีดำมะเมื่อมขนแข็งชันหนักร่วมร้อยกิโลกรัมพุ่งทะยานออกมาดั่งกระสุนปืนใหญ่ เขี้ยวโค้งยาวเท่าฝ่ามือเสยเข้าที่ต้นขาของพ่ออย่างจัง ร่างของผู้ชายตัวโตลอยละลิ่วขึ้นจากพื้น ก่อนจะตกลงมากระแทกกับกอข้าวโพดเสียงดังโครมใหญ่ เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดเป็นสาย

หมูป่าคลั่งหมุนตัวกลับมา ขาหน้าตะกุยดินจนฝุ่นฟุ้ง ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองหาเป้าหมายรายต่อไป

อวิ๋นโจวยืนตะลึงงันอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าก้าว มือข้างหนึ่งกำอกเสื้อตัวเองไว้แน่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด ลมหายใจหอบถี่เป็นเสียงหวีดสั้นๆ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว

เจ้าตัวดำก้มหัวลงต่ำ แล้วพุ่งตรงเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง!