หมัดเดียวล้มหมูป่า
หมัดเดียวล้มหมูป่า
"ไอ้หมูโง่! ทางนี้!"
ไป๋ลู่แผดเสียงสุดปอด พุ่งตัวเข้าขวางทางวิ่งของมัน ร่างหนักเก้าสิบกิโลกรัมกระแทกเข้าสีข้างหมูป่าเต็มเหนี่ยว เสียงปะทะดังสนั่น หมูป่าเสียหลักไถลครูดไปกับพื้น พลาดจากตัวอวิ๋นโจวไปเพียงช่วงแขนเดียว
มันพลิกตัวกลับมาฉับไวเกินกว่าร่างอ้วนเทอะทะจะทำได้ ดวงตาเล็กเรียวแดงก่ำตวัดมองตรงมาที่เธอทันที
‘ดีมาก มองมาที่ฉันนี่แหละ!’ ไป๋ลู่ถอยหลังครึ่งก้าว ส้นเท้าจิกลงบนผืนดินชื้นแฉะ คำสอนของปู่พรานผุดขึ้นในหัว... หมูป่ามักพุ่งโจมตีเป็นเส้นตรง ไม่มีหักเลี้ยว มันจะก้มหัวลงต่ำแล้วเสยขึ้นเมื่อเข้าประชิดตัว และจังหวะเดียวที่หัวของมันจะหยุดนิ่ง ก็คือตอนที่มันก้มลงเตรียมเสยนี่เอง
เจ้าตัวดำทะมึนพุ่งทะยานเข้ามา กลิ่นสาบสางเหม็นเขียวโชยปะทะใบหน้า เศษดินกระเด็นเป็นฝอยตามแรงย่ำของกีบเท้า
สามก้าว... สองก้าว... หัวของมันก้มลงต่ำแล้ว!
มือขวาของไป๋ลู่ยื่นออกไปคว้าเขี้ยวโค้งด้านซ้ายของมันไว้มั่น บิดหัวมันให้หันไปด้านข้างอย่างแรง ก่อนจะเงื้อหมัดซ้ายทุบลงตรงจุดกึ่งกลางระหว่างดวงตากับโคนหูสุดแรงเกิด
กร๊อบ!
เสียงกระดูกลั่นดังสนั่น ร่างหมูป่าหนักร่วมร้อยกิโลกรัมหยุดชะงักกลางอากาศปานวิ่งชนกำแพงหนา ขาหน้าของมันพับฮวบ ร่างทั้งร่างไถลครูดไปกับพื้นดินอีกสองช่วงตัวแล้วนิ่งสนิท ขาหลังกระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะเหยียดตรง
ไป๋ลู่ยืนหอบหายใจ หมัดซ้ายยังคงกำแน่น ข้อนิ้วแตกยับเป็นแผลสามแห่ง เลือดสดๆ ซึมไหลปนกับขนหมูแข็งกระด้าง เธอค่อยๆ คลายนิ้วออกทีละนิ้ว ความปวดร้าวแล่นริ้วจนชาไปถึงข้อศอก
หากปู่พรานยังอยู่ คงให้คะแนนหมัดนี้เต็มสิบ แล้วค่อยเขกหัวเธอสักทีโทษฐานที่ลืมพันผ้าที่มือก่อนออกล่า… แต่เธอไม่มีเวลามานั่งดีใจ
อวิ๋นโจวทรุดฮวบลงกับพื้น แผ่นหลังพิงลำต้นข้าวโพด หายใจหอบเป็นเสียงหวีดสั้นๆ ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อผุดท่วมขมับ ไป๋ลู่รีบคุกเข่าลงข้างกายเขา จับข้อมือซ้ายพลิกขึ้น ใช้นิ้วโป้งกดลงตรงจุดเน่ยกวนซึ่งอยู่เหนือข้อมือขึ้นมาสามนิ้ว เธอออกแรงกดเค้นจนเล็บตัวเองกลายเป็นสีขาวซีด
"หายใจตามฉันนะ" เธอพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "สูดลมหายใจเข้าทางจมูก นับสี่... กลั้นไว้ นับสอง... ผ่อนลมหายใจออกทางปาก นับหก"
ชายหนุ่มพยายามทำตามที่เธอบอก จังหวะหายใจในรอบแรกยังขาดห้วงเป็นระยะ พอเข้ารอบที่สามจึงเริ่มราบรื่นขึ้น และเมื่อถึงรอบที่หก เสียงหวีดหวิวในทรวงอกก็แผ่วลง ใบหน้าซูบซีดเริ่มมีสีเลือดฝาดของคนเป็นกลับคืนมา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ เหงื่อเม็ดโตไหลหยดลงตามขมับ
"ไปดูพ่อเถอะ" อวิ๋นโจวกระซิบแผ่ว "ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก"
ไป๋กุ้ยซานผู้เป็นพ่อนอนหงายเกลือกกลิ้งอยู่ในกอข้าวโพดที่หักโค่นระเนระนาด สองมือกดบาดแผลที่ต้นขาขวาไว้แน่น เลือดสดๆ ไหลทะลักผ่านง่ามนิ้วจนผืนดินรอบกายชุ่มโชกกลายเป็นสีแดงคล้ำ ไป๋ลู่รีบแหวกกางเกงที่ขาดวิ่นของเขาออก บาดแผลฉกรรจ์ยาวเท่าฝ่ามือเปิดอ้าอยู่บริเวณต้นขาด้านนอก แผลนั้นลึกมาก แต่โชคดีที่เลือดไหลรินเป็นสาย ไม่ได้พุ่งกระฉูดเป็นจังหวะ เฉียดเส้นเลือดใหญ่ไปเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น!
เธอระบายลมหายใจยาวจนร่างสั่นสะท้าน ก่อนจะลงมือฉีกชายเสื้อตัวเองออกเป็นแถบยาว พับทบเป็นก้อนหนากดแนบลงบนปากแผลเพื่อห้ามเลือด จากนั้นจึงพันรัดทับอีกสามรอบอย่างแน่นหนา แล้วดึงเชือกผูกกางเกงของพ่อมารัดเหนือบาดแผลขึ้นไปอีกชั้นเพื่อขันชะเนาะ
"เอ๊ะ... " พ่อเอ่ยขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังซีดเผือด พยายามจะฝืนยิ้มส่งให้ลูกสาว "ลู่ลู่... เจ้าหมูป่าตัวนั้นมันตายหรือยัง"
"ตายสนิทแล้วค่ะพ่อ" ไป๋ลู่ตอบพลางผูกปมเชือก
"ก็นะ..." เขาหลับตาลง พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก "แล้วแม่จะด่าพ่อไหมเนี่ย"
"ย่าจะตีพ่อต่างหากค่ะ" ไป๋ลู่ตอบตามความจริง
ข่าวแพร่สะพัดไปถึงหมู่บ้านก่อนที่ตัวคนจะไปถึงเสียอีก
เด็กเลี้ยงห่านที่ต้อนฝูงห่านผ่านชายไร่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนแรก เขาวิ่งตัวปลิวเข้าไปป่าวประกาศเสียงดังลั่นไปทั่วทุกตรอกซอกซอย พอสามพ่อลูกเดินพ้นแนวป่าข้าวโพดออกมา ชาวบ้านที่กำลังถือเคียวเตรียมจะไปเกี่ยวข้าวสาลีก็พากันมายืนออกันอยู่เต็มทางเดินนับสิบคนแล้ว
ไป๋ลู่แบกไม้คานยาวที่เพิ่งตัดจากต้นหลิว ร่างของหมูป่าถูกมัดเท้าทั้งสี่ห้อยต่องแต่งอยู่กึ่งกลางคาน เธอจงใจเลื่อนเชือกมัดให้ตัวหมูขยับมาชิดทางด้านหน้าจนเกือบสุดคาน เพื่อให้น้ำหนักเกือบทั้งหมดกดทับลงบนบ่าของตนเอง ส่วนผู้เป็นพ่อที่เดินกะเผลกตามหลังคอยเอาปลายคานพาดไหล่ไว้ แบกรับน้ำหนักจริงเพียงแค่ส่วนหาง... กับศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น โดยมีอวิ๋นโจวเดินนำหน้า สะพายตะกร้าสานที่ใส่ซากบ่วงดักสัตว์ซึ่งขาดวิ่นไว้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
"นั่นมันหมูป่าตัวร้ายที่แอบมาขุดทำลายแปลงข้าวโพดของหน่วยสามตั้งครึ่งค่อนเดือนไม่ใช่รึ!" ชาวบ้านคนหนึ่งร้องอุทานขึ้นมาอย่างตื่นตะลึง
"แล้วใครเป็นคนล้มมันได้ล่ะ? ใช้ปืนยิงงั้นรึ?"
"จะยิงได้ยังไงเล่า! บ้านรองไม่มีปืนสักกระบอกเดียว!" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน
อวิ๋นโจวชะลอฝีเท้าลง จงใจหยุดเดินเพื่อให้ชาวบ้านที่รุมล้อมเข้ามามุงดูได้ยินกันอย่างทั่วถึง "ต้าหนิวต่อยมันด้วยหมัดเดียว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ต่อยเข้าที่หัว... ฉันเห็นมากับตาตัวเอง"
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาดังอื้ออึงขึ้นมาทันที บางคนหัวเราะร่าพลางบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่บางคนกลับรีบวิ่งเข้าไปมุงดูหัวหมูป่าที่บุบยุบลงไปเป็นแอ่งลึกข้างใบหู แล้วก็ต้องผงะถอยหลังกลับออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยตะโกนล้อเลียนร่างเดิมของเธอว่าเป็น "นางหมีดำ" จนพวกเด็กๆ พากันหัวเราะเยาะตามกันไปทั้งตรอก เหลือบมองหมัดเปื้อนเลือดสดๆ ของหญิงสาวแล้วรีบก้มหน้าหลบไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเพื่อนทันที
ไป๋ลู่ส่งยิ้มละไมที่คิดว่าดูเป็นมิตรที่สุดไปให้ ชายหนุ่มผู้นั้นสะดุ้งโหยงจนเคียวในมือร่วงหลุดลงพื้น
ครั้นเมื่อร่างของหมูป่าถูกวางลงกลางลานบ้านตระกูลไป๋ ย่าเหลียงก็ก้าวเท้าฉับๆ ออกมาต้อนรับ ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นขาของลูกชายที่พันผ้าชุ่มโชกไปด้วยเลือด หล่อนก็ไม่เอ่ยปากถามไถ่สักคำ คว้าไม้กวาดทางมะพร้าวข้างฝาขึ้นมาฟาดเข้าที่ก้นของไป๋กุ้ยซานฉาดใหญ่
"ไอ้ลูกโง่เอ๊ย! ฉันพร่ำบอกแกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าเวลาเข้าป่าเข้าดงให้คอยเหลียวมองข้างหลังบ้าง!"
"แม่ครับ ผมเจ็บที่ขานะ" ไป๋กุ้ยซานร้องโอดครวญ
"ฉันก็ตีตรงที่ไม่เจ็บไง แกจะได้จำใส่กะลาหัวไว้!" ย่าเหลียงหวดซ้ำลงไปอีกที ก่อนจะโยนไม้กวาดทิ้งลงพื้น แล้วหันไปตะโกนเรียกสะใภ้รองโจวอวี้เหลียนให้รีบไปต้มน้ำร้อนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือกว่ายามปกติ
ทันใดนั้น ประตูเรือนใหญ่ก็เปิดออก
ป้าต้าเฟิ่งแทบจะถลาวิ่งออกมา สายตาของหล่อนจับจ้องไปยังร่างหมูป่าตัวอ้วนพี เหมยเหมยเดินนวยนาดตามหลังมาติดๆ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางปิดจมูกแน่น ส่วนไป๋เถี่ยจู้ลูกชายคนเล็กของบ้านใหญ่ก็พยายามเบียดเสียดแทรกตัวผ่านมารดาออกมาจนหน้าท้องกลมป่องชนเข้ากับกรอบประตู น้ำลายไหลย้อยเป็นทางตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นหมูทั้งตัวเสียด้วยซ้ำ
"โอ๊ย หมูป่าตัวเท่าวัวลูกอ่อน!" ป้าต้าเฟิ่งตบมือฉาด "ดีเลย บ้านเรายังไม่แยกกัน ของที่ได้มาต้องเข้าครัวกลาง ฉันจะเก็บเกลือหมักไว้ให้ ของดีแบบนี้ปล่อยให้บ้านรองจัดการ เดี๋ยวก็เน่าหมด"
หล่อนเดินปรี่เข้ามาจับขาหมู ออกแรงลากสุดชีวิต แต่หมูกลับไม่ขยับเขยื้อนสักนิด
ไป๋ลู่ไม่ได้แตะต้องหล่อนเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ยืนเหยียบเชือกที่มัดขาหมูเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า เฝ้ามองป้าสะใภ้ออกแรงลากจนก้นโด่ง
"ป้าคะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ "หมูตัวนี้หนักร้อยกว่ากิโล ป้าคนเดียวคงลากเข้าครัวไม่ไหวหรอกค่ะ"
"เถี่ยจู้! มาช่วยแม่ลาก!"
"พอได้แล้ว" เสียงของย่าเหลียงดังขึ้น น้ำเสียงไม่ได้ตวาดเกรี้ยวกราด แต่กลับสะกดให้คนทั้งลานบ้านหยุดชะงัก
ย่ายืนกอดอกอยู่หน้าประตูบ้านรอง สายตาที่มองลงมาไม่ต่างจากเถ้าแก่มองลูกจ้างที่แอบขโมยเงินในลิ้นชัก
"หมูตัวนี้หลานสาวฉันต่อยตาย ลูกชายฉันเอาขาไปแลก" ย่าพูดช้าๆ ชัดๆ "แต่ฉันไม่ใช่คนใจแคบ ของป่าที่ได้จากเขาหลังหมู่บ้าน ก็ต้องแบ่งให้คนในหมู่บ้านกินด้วย"
ป้าต้าเฟิ่งยิ้มแฉ่งทันที "นั่นสิแม่ ของส่วนกลาง..."
"ฉันยังพูดไม่จบ" ย่าตวัดสายตาหันไปทางชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่เต็มรั้ว พลางเปล่งเสียงดังขึ้นอีกระดับ "ใครช่วยแบกน้ำ ช่วยก่อไฟ ช่วยชำแหละ ช่วยล้างไส้ ก็จะได้เนื้อกลับบ้านตามแรงที่ลง ทำครึ่งวันได้หนึ่งจิน ทำทั้งวันได้สองจิน ใครไม่ช่วยก็ไม่ได้"
ลานบ้านเงียบกริบไปหนึ่งอึดใจ แล้วผู้คนก็กรูเข้ามา ผู้ชายสามสี่คนโยนเคียวทิ้งทันทีแล้วคว้าถังไปตักน้ำที่บ่อ ป้าบ้านตะวันออกถกแขนเสื้อขึ้นมาขอล้างไส้เป็นคนแรก เด็กๆ วิ่งไปขนฟืน คนที่เมื่อวานยังซุบซิบว่านางหมีดำบ้าคลั่ง วันนี้กลับแย่งกันเรียก "ต้าหนิวๆ ตรงนี้ให้ป้าช่วยไหม"
ไป๋ลู่มองย่าด้วยความเลื่อมใสจนแทบอยากจะคุกเข่าคารวะ เนื้อหมูที่กระจายไปอยู่ในมือคนทั้งหมู่บ้าน ย่อมไม่มีใครในบ้านใหญ่กล้าหน้าด้านมาแย่งชิง ย่าไม่ได้แค่แจกเนื้อ แต่ย่ากำลังกระจายหุ้นให้รายย่อยถือครอง จนผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีทางยึดบริษัทได้ต่างหาก
ป้าต้าเฟิ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด หล่อนถูกศอกคนนั้นกระทุ้งทีคนนี้กระแทกที จนต้องล่าถอยไปยืนเกาะกรอบประตูบ้านใหญ่ ไฝเม็ดโตข้างริมฝีปากกระตุกไม่หยุด
ครั้นดวงตะวันลอยเด่นตรงยอดต้นท้อ หมูป่าตัวเขื่องก็แปรสภาพเป็นกองเนื้อแดงสดเรียงรายบนแผ่นกระดานกลางลานบ้าน ชาวบ้านยี่สิบกว่าคนนั่งยองๆ ล้อมเป็นวง บ้างลงมือแล่ บ้างสับกระดูก บ้างช่วยกันถูเกลือ
ไป๋ลู่ลงมือล้างไส้หมูด้วยตัวเอง เธอขยำมันด้วยน้ำขี้เถ้าจนหมดเมือกคาว ก่อนจะขยำเกลือซ้ำอีกรอบแล้วล้างน้ำสะอาดจนขาวอมชมพู จากนั้นจึงหั่นเป็นท่อนพอดีคำ นำไปลวกในน้ำเดือดพล่านที่ใส่ขิงแก่เพื่อดับกลิ่นคาว
กระทะเหล็กใบยักษ์ที่ย่าหวงแหนและสงวนไว้ใช้เฉพาะวันตรุษจีนถูกยกออกมาตั้งบนเตาดินกลางลานบ้าน ไป๋ลู่เจียวน้ำมันหมูจากมันแข็งใต้ชั้นหนังจนได้กากหมูสีเหลืองทองลอยฟ่อง เธอตักกากหมูกรอบๆ ขึ้นมาแจกจ่ายให้เด็กๆ ที่ยืนกลืนน้ำลายเรียงแถวรอ จากนั้นจึงโยนพริกแห้งทั้งพวงที่ย่าแขวนไว้หน้าห้องครัวลงไป ตามด้วยกระเทียมป่าทุบ ขิงซอย และไส้หมูทั้งกระบุงลงไปผัด
ฉ่า! ควันพริกพุ่งขึ้นเป็นลำ ทั้งลานพากันไอสำลัก กลิ่นมันหมูไหม้ขอบเกรียมจางๆ ผสมพริกคั่วกับกระเทียมโชยตามมา เผ็ดร้อนจนแสบจมูกแต่กลับหอมยวนใจจนท้องกิ่ว กลิ่นนั้นลอยข้ามรั้ว ข้ามตรอก ข้ามหลังคาบ้านไปสามสี่หลัง กระทั่งหมาทั่วทั้งหมู่บ้านพากันเห่ารับเป็นทอดๆ
ไป๋ลู่สะบัดตะหลิวผัดจนไส้หมูหดตัวม้วนเป็นลอน ขอบเกรียมเกาะสีน้ำตาลน่ากิน เธอโรยเกลือลงไปหยิบมือหนึ่งก่อนจะยกลงจากเตา
ชามแรกถูกตักไปวางตรงหน้าเสี่ยวหู่ บนชามมีหางหมูป่าย่างถ่านส่งกลิ่นหอมวางพาดอยู่ ข้างกันนั้นคือหูหมูสองข้างที่ต้มจนเปื่อยนุ่ม
"พี่ไม่เคยผิดสัญญา" เธอยิ้มพลางบอก
เด็กชายมองชามสลับกับใบหน้าพี่สาว ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เขาไม่ได้ร้องไห้ แค่คว้าหางหมูขึ้นมากัดเต็มคำ เคี้ยวจนแก้มตุ่ยพลางปล่อยให้น้ำมันไหลเยิ้มลงคาง
ชามที่สองส่งถึงมือผู้ใหญ่บ้านฉินพร้อมเนื้อสันอีกหนึ่งท่อนและค่าเหล้าครึ่งชาม ส่วนชามที่สามตกเป็นของหัวหน้าหน่วยผลิตที่สามซึ่งเดินมาด้อมๆ มองๆ แล้วยืนปักหลักไม่ยอมไปไหน หลังจากคีบกินไปได้สองคำ เขาก็ควักสมุดประจำตัวออกมา สั่งให้อวิ๋นโจวจดแต้มรางวัลในการจับหมูป่าให้พ่อของเธอและไป๋ลู่คนละสิบห้าแต้มทันที
ส่วนที่เหลือถูกแบ่งใส่ชามเล็กชามน้อย แจกจ่ายไปถึงมือทุกคนที่เข้ามาช่วยงานอย่างทั่วถึง
และแล้วภาพที่ไป๋ลู่อยากสลักเก็บไว้บนแผ่นหินก็ปรากฏ ป้าสะใภ้บ้านตะวันออกที่เมื่อสามวันก่อนยังเที่ยวป่าวประกาศกับใครต่อใครว่า "นางหมีดำกินเปลืองเท่าหมูสองตัว" บัดนี้กลับยื่นชามเปล่ามาขอเติมเป็นรอบที่สาม ชายหนุ่มที่เคยทำเคียวหล่นยืนต่อแถวอยู่ข้างหลังพลางลูบท้องตัวเองด้วยความขัดเขิน ปากก็ร้องตะโกน "ต้าหนิว เผ็ดสะใจจริงๆ ขออีกช้อนเถอะ!"
ไป๋ลู่ตักแบ่งให้ทุกคนพลางส่งยิ้มหวานให้ทุกช้อน ไม่จำเป็นต้องลงมือตบหน้าใคร แค่ปล่อยให้พวกเขามายืนต่อแถวรอรับอาหารจากมือคนที่ตัวเองเคยดูถูกเหยียดหยาม... เท่านี้ก็เจ็บแสบยิ่งกว่าโดนตบฉาดใหญ่เสียอีก
ที่มุมหนึ่งของลานบ้าน ไป๋เถี่ยจู้ยื่นมืออวบอ้วนหมายจะแอบหยิบไส้หมูจากกระทะ แต่ป้าต้าเฟิ่งกระชากหูลูกชายดึงกลับมาแทบไม่ทัน เหมยเหมยที่ยืนอยู่ข้างมารดาบิดปลายเปียตัวเองแน่นจนโบสีแดงร่วงหล่นลงพื้น ดวงตาของหล่อนจับจ้องไปที่ไป๋ลู่ไม่วางตา... มันเป็นสายตาของคนที่เพิ่งโยนเสื้อตัวเก่าทิ้งไป แล้วกลับมาเห็นคนอื่นหยิบมันสวมใส่ไปเฉิดฉายในงานเลี้ยง
ฉับพลันนั้น เสียงไม้เท้าเคาะกระทบพื้นพลันดังขึ้นที่หน้ารั้วบ้าน ปู่ไป๋ต้าฝูเพิ่งกลับมาจากไร่ข้าวสาลี ในมือยังคงถือไม้เท้าไม้ท้อด้ามเดิมที่มีรอยนิ้วมือบุ๋มลึกสี่รอย เขาเดินฝ่าวงล้อมของชาวบ้านที่กำลังกินดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย ผ่านกองเนื้อหมูบนแผ่นกระดานไม้ ผ่านซีกหมูที่ย่าแขวนเอาไว้บนกิ่งท้อ ก่อนจะมาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงกลางลานบ้าน
ชายชราเคาะไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังโป๊ก!
"เนื้อหมูทุกชิ้นในลานนี้ถือเป็นของกองกลางตระกูลไป๋!" น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวราวกับก้อนหิน "ครึ่งหนึ่งต้องถูกส่งเข้าบ้านใหญ่ภายในวันนี้... เพราะฉันคือหัวหน้าบ้าน!"