ราคาของเจ้าสาว
ราคาของเจ้าสาว
ขาหลังหมูป่าสองขาห่อผ้ากระสอบชุบน้ำ วางอยู่ในห้องเย็นหมายเลขหนึ่งของคลังกลางลู่เซียน เคียงข้างซีกหมูแช่แข็งจากโลกอนาคตที่มีตราประทับสีม่วงของโรงเชือด
ขาหมูสองขานั้นอันตรธานไปจากลานบ้าน ตั้งแต่ก่อนปู่ไป๋ต้าฝูจะเดินเข้ารั้วมาร่วมครึ่งชั่วโมง
ระหว่างที่คนทั้งลานมะรุมมะตุ้มล้างไส้หมู ย่าเหลียงเดินเฉียดหลังไป๋ลู่แล้วกระซิบคำเดียว "ขาหลัง" ก่อนเดินไปตะโกนสั่งคนก่อไฟหน้าตาเฉย ไป๋ลู่แบกขาหมูทั้งสองเข้าเพิงฟางปนกับกองหนังหมู ย่าสั่งให้ซุกใต้ฟาง แต่แดดเดือนหกแรงจัด ขืนทิ้งไว้เนื้อคงส่งกลิ่นในวันเดียว เธอจึงเลือกที่ซ่อนที่ดีกว่า
ยามปู่ประกาศเสียงแข็งว่าต้องแบ่งเนื้อครึ่งหนึ่งเข้าบ้านใหญ่ ย่าจึงสวนกลับหน้าตาเฉย
"เอาไป ครึ่งหนึ่งของที่แขวนอยู่บนกิ่งท้อ"
ครึ่งหนึ่งของที่เหลือ หลังจากเนื้อยี่สิบกว่าจินกระจายไปอยู่ในมือคนช่วยงานทั่วหมู่บ้าน กับขาหลังสองขาที่อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย... จึงเหลือเพียงซี่โครงหนึ่งแผง ขาหน้าหนึ่งขา กับหัวหมูแหว่งครึ่งซีก
ป้าต้าเฟิ่งหิ้วเนื้อกลับบ้านใหญ่ด้วยสีหน้าคนชนะคดีแต่ได้ค่าเสียหายเพียงเศษสตางค์ เสียงหล่อนด่าทอเถี่ยจู้ลอดผ่านผนังออกมาทั้งคืน
ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง สองย่าหลานเดินลัดเลาะคันนาไปยังหมู่บ้านข้างเคียงร่วมครึ่งชั่วโมง ขาหมูซุกซ่อนอยู่ในตะกร้าหาบ ปิดทับด้วยใบผักกาดเหี่ยวชั้นหนึ่ง บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านติดคันคูน้ำ ย่าบอกว่าเจ้าของบ้านปากแข็งแต่ใจอ่อน และที่สำคัญคือไม่เคยปริปากพูดว่าได้ของมาจากไหน
"เนื้อหมูป่าไม่ต้องใช้คูปอง แต่ใช่ว่าใครจะหากินได้ง่ายๆ" ย่าพูดช้าๆ พลางคนชาร้อนในถ้วยที่เจ้าของบ้านยกมาต้อนรับ "ขาหลังสองขานี่ยี่สิบสี่จิน หมูในสหกรณ์จินละเจ็ดเหมาห้าเฟิน ยังต้องใช้คูปองแลก แถมต้องต่อแถวตั้งแต่ไก่โห่ พอถึงคิวก็เหลือแต่มันหมูแข็งๆ"
"แล้วป้าจะเอาเท่าไร"
"สิบหกหยวน" ย่าวางถ้วยชาลงกระทบโต๊ะเบาๆ "กับคูปองข้าวทั่วประเทศยี่สิบจิน คูปองผ้าแปดฉื่อ"
เมียเสมียนสหกรณ์ถึงกับสำลักน้ำชา "ป้าจะปล้นกันหรือไง!"
ไป๋ลู่นั่งฟังย่าต่อรองราคาอยู่ชั่วสองก้านธูป พลางนึกถึงปู่พรานยามต่อราคาหนังจิ้งจอกกับพ่อค้าขนสัตว์ ย่าไม่เคยขึ้นเสียง และไม่ยอมลดราคาลงก่อน ปล่อยให้อีกฝ่ายโวยวายจนเหนื่อยหอบแล้วจึงค่อยวางเงื่อนไขทีละข้อ นิ้วเหี่ยวย่นเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คำนวณเงินหยวนแปลงเป็นจิน แปลงเป็นฉื่อ ทอนเศษเฟินได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่ไป๋ลู่คิดคำนวณในหัวเสียอีก
หญิงชาวบ้านธรรมดาที่คนทั้งหมู่บ้านเชื่อว่าไม่เคยจับพู่กันเขียนหนังสือด้วยซ้ำ กลับคิดเลขได้รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร?
สุดท้ายการเจรจาจบลงที่สิบห้าหยวน คูปองข้าวยี่สิบจิน คูปองผ้าหกฉื่อ พ่วงด้วยน้ำตาลทรายแดงอีกครึ่งจินเป็นของแถม ยอมเฉือนเนื้อตัวเองขนาดนี้เพราะเจ้าของบ้านอยากได้ขาหมูจนตาโต ด้วยลูกสาวบ้านนี้กำลังจะแต่งงานในเดือนหน้า
สองร่างเดินกลับบ้านเลียบคันนาท่ามกลางแสงอรุณสีเทาหม่น ไป๋ลู่ก้าวเคียงข้างผู้เป็นย่า ในอกเสื้อซุกธนบัตรยับย่นสิบห้าหยวนกับคูปองปึกหนึ่ง... เงินก้อนแรกที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงในชาตินี้
"ย่าคะ" เธอถามขึ้นลอยๆ "ใครสอนย่าคิดเลขหรือคะ"
ย่าเหลียงไม่แม้แต่จะหันมามอง แกเดินต่อไปอีกสิบกว่าก้าวถึงยอมตอบ "พ่อของย่าเอง"
"แล้วพ่อของย่าทำงานอะไรหรือคะ"
"ตายไปแล้ว" ย่าตัดบทสั้นห้วน ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นจนไป๋ลู่ต้องสาวเท้าก้าวยาวๆ ตามให้ทัน
ไป๋ลู่ไม่เซ้าซี้ถามต่อ... สัตว์ที่กลบร่องรอยของตัวเองได้มิดชิดที่สุด มักเป็นสัตว์ที่เคยผ่านการถูกล่ามาอย่างสาหัสที่สุด
เงินสิบห้าหยวนถูกแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกจำนวนสามหยวนส่งให้แม่ไว้ซื้อน้ำมัน เกลือ และด้ายไหมหลอดใหม่ ชดเชยที่ไป๋ลู่แอบเอาของแม่ไปต้มเพื่อเย็บแผลที่ขาให้พ่อถึงเจ็ดเข็ม ตอนนั้นพ่อต้องกัดผ้าแน่นจนกรามค้าง แต่ก็ยังเจ็บน้อยกว่าตอนที่โดนย่าเอาไม้กวาดฟาดก้นซ้ำข้อหาร้องโอดโอยเสียงดังเกินไป
ผงสีเทาที่เธอโรยบนปากแผลก่อนพันผ้า ทุกคนต่างเชื่อว่าเป็นเพียงขี้เถ้าร่อนธรรมดา มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ดีว่าข้างในนั้นผสมผงยาจากแคปซูลแอมม็อกซีซิลลินไปถึงสองเม็ด
ข้อมูลบนคลิปบอร์ดชั้นสามระบุว่า ยาตัวนี้เหลืออยู่เจ็ดกล่องหลังจากรถห้องเย็นขนล็อตใหญ่ออกไปในบ่ายวันที่เธอเสียชีวิต ตอนนี้มันจึงเหลือหกกล่องกับอีกหนึ่งแผงที่แหว่งเว้า เธอกัดฟันแกะมันออกมาใช้ เพราะรู้ดีว่าแผลจากเขี้ยวหมูป่าหากปล่อยให้เน่าเฟะก็คร่าชีวิตคนได้ และเธอต้องจดจำจำนวนยาที่เหลือไว้ในหัวทุกเม็ด
กองที่สองจำนวนสิบสองหยวน ไป๋ลู่แอบซ่อนไว้ในโพรงอิฐข้างเตาไฟอย่างมิดชิด... กองนี้เตรียมไว้สำหรับเป็นค่ายาของอวิ๋นโจว
ส่วนกองที่สาม... คือข้อมูลล้ำค่าที่ว่า ในหมู่บ้านข้างเคียงมีคนพร้อมจะควักเงินสดเพื่อแลกกับเนื้อสัตว์ป่า
ชาติก่อนอาณาจักรลู่เซียนเริ่มต้นจากลูกค้าเพียงสามเจ้า แต่ชาตินี้เธอคว้ามาได้แล้วหนึ่งเจ้าตั้งแต่เริ่มต้น แต่หนทางทำมาหากินยังไม่ทันได้ก้าวเดินจนเป็นรอยเท้า ข่าวร้ายกลับพุ่งตรงมาถึงตัวเสียก่อน
บ่ายวันนั้น บุรุษไปรษณีย์คอมมูนปั่นจักรยานส่งเสียงกระดิ่งกริ๊งมาหยุดหน้าบ้านตระกูลไป๋ ยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลให้เหมยเหมย หล่อนฉีกซองอ่านตรงนั้น ยืนเด่นกลางลานบ้านให้ทุกคนเห็น อ่านจบก็ยกมือปิดปาก เบิกตาโตราวกับตกใจสุดขีด
"ตายแล้ว แม่! พี่ที่เป็นพยาบาลโรงพยาบาลทหารเขียนจดหมายมาบอกค่ะ"
ป้าต้าเฟิ่งวิ่งพรวดออกมาจากครัวทั้งที่มือยังเปื้อนแป้ง เหมยเหมยจงใจอ่านออกเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ ดังพอให้ป้าบ้านตะวันออกที่ตากผ้าอยู่หลังรั้วได้ยินครบถ้วน
"นายพลฮั่วพ่อของผู้การถูกสอบสวนฐานเป็นพวกฝ่ายขวา ถูกปลดทุกตำแหน่งแล้ว ได้ข่าวว่าจะถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท ส่วนผู้การฮั่ว หมอในโรงพยาบาลยืนยันแล้วว่าร่างกายเสียหายถาวร รักษาไม่หาย อีกไม่นานคงถูกปลดประจำการ..."
เหมยเหมยพับจดหมายเก็บ หันมาทางไป๋ลู่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยที่เตรียมมาอย่างดี "ต้าหนิว ฉันสงสารเธอจริงๆ ตระกูลที่ถูกกวาดล้างแบบนั้น แต่งเข้าไปก็กลายเป็นลูกสะใภ้ของพวกฝ่ายขวา ทั้งชาติคงไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปาก"
ไป๋ลู่มองมือขาวบางที่กำจดหมายแน่น อีกฝ่ายบิดปลายเปียไปมาไม่หยุดด้วยท่าทีจงใจ
"ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบาง "โชคดีที่เธอยอมเสียสละสลับตัวกับฉันก่อนข่าวจะมาถึง ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องก้มหน้าไปตลอดชีวิตคงเป็นเธอ"
ใบหน้าของเหมยเหมยแข็งค้างไปวูบหนึ่ง ป้าบ้านตะวันออกหลังรั้วพลันหลุดหัวเราะออกมา
แต่ไป๋ลู่ยิ้มอยู่ได้ไม่นาน ในหัวของเธอ ข่าวนี้ถูกแยกออกเป็นสองประเด็นทันที ประเด็นแรก สามีไร้น้ำยา ไม่มีปัญหา นั่นคือเงื่อนไขที่เธอต้องการอยู่แล้ว ประเด็นที่สอง ตระกูลถูกกวาดล้าง นั่นคือความเสี่ยงที่ไม่มีใครในบ้านนี้แบกรับไหว หากตระกูลฮั่วล่มสลาย สินสอดห้าร้อยหยวนย่อมไม่มีเจ้าของมาทวงถาม และสัญญาหมั้นหมายก็คงไม่มีใครยึดถืออีกต่อไป และในสัญญาที่ไม่มีใครยึดถือ คนที่ได้เปรียบที่สุดย่อมเป็นคนที่ถือเงินไว้ในมือ
มื้อเย็นของบ้านรองเงียบงันกว่าทุกวัน โจวอวี้เหลียนตักข้าวต้มใส่ชามให้ลูกสาว แล้วปล่อยมือจากทัพพีค้างไว้ในหม้ออย่างเหม่อลอย
"ลู่ลู่" ผู้เป็นแม่พูดเสียงแผ่ว "ถ้าไม่อยากแต่งแล้วก็ไม่เป็นไรนะลูก แม่ยังเย็บผ้าส่งสหกรณ์ได้ ค่อยๆ หาเงินไปใช้หนี้เขา"
"ใช้หนี้ห้าร้อยหยวนด้วยการเย็บผ้า แม่ต้องเย็บจนตาบอดไปสองรอบแน่ค่ะ" ไป๋ลู่กุมมือเย็นเฉียบของแม่ไว้ "ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งนั้น"
พ่อที่นอนพาดขาบนหมอนอยู่บนเตียงไม้ขยับตัวทำท่าจะลุก "ใครจะมาบังคับลูกสาวฉัน!"
"แกนอนลงไปเลย" ย่าเหลียงชี้ตะเกียบใส่หน้าลูกชาย "ขาเจ็บเป็นแผลขนาดนี้ นอนลงไปเดี๋ยวนี้"
ย่าไม่พูดอะไรอีกตลอดมื้ออาหาร แต่ไป๋ลู่สังเกตเห็นนิ้วเหี่ยวย่นเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะเดียวกับตอนต่อราคาขาหมู ย่ากำลังคำนวณตัวเลขชุดใหม่อยู่ในหัว และสีหน้านั้นก็ไม่ใช่สีหน้าของคนที่พึงพอใจกับผลลัพธ์เสียด้วย
คืนนั้นเสี่ยวหู่คลานเข้ามาในเพิงฟาง เนื้อตัวเปื้อนขี้ไก่ ผ้าพันแผลบนหัวหลุดรุ่ยลงมาปิดตาไปข้างหนึ่ง
"พี่ครับ" เด็กชายกระซิบ เบิกตาโตในความมืด "ผมแอบไปตามจับไก่ลายที่หนีเข้าเล้าบ้านใหญ่ เลยได้ยินปู่คุยกับป้าอยู่หลังผนังห้อง"
ไป๋ลู่ยันตัวลุกขึ้นนั่งทันที
"ปู่บอกว่าตระกูลฮั่วล่มสลายแล้ว ไม่ต้องคืนเงินสินสอดให้ใคร ส่วนป้าก็บอกว่าเสียดายตัวพี่ น่าจะขายได้อีกทอด" เด็กชายนับนิ้วช้าๆ ราวกับกลัวจะจำตัวเลขผิด "มีคนฆ่าหมูที่คอมมูนอยากได้เมียใหม่ เขาให้ตั้งสามร้อยหยวน ปู่บอกว่าดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีเรื่องยุ่งยาก พรุ่งนี้ป้าจะพาเขามาดูตัวพี่ครับ"
ไป๋ลู่นั่งนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
สามร้อยหยวน... เงินสินสอดห้าร้อยหยวนของตระกูลฮั่ว ปู่กับป้าเอาไปใช้จนเกลี้ยงโดยไม่ต้องคืน แล้วยังจะขายเธอต่อได้อีกสามร้อยหยวน รวมเป็นแปดร้อยหยวน แถมยังไม่ต้องเสียข้าวสุกเลี้ยงดู 'นางหมีดำ' อย่างเธออีกต่อไป เธอเกือบจะยอมยกธงนับถือความหน้าด้านไร้ยางอายของคนพวกนี้เสียแล้ว
ส่วนสินค้าในดีลนี้ กลับถูกตีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีไปเกือบครึ่ง
"หวังโหย่วไฉ" เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากหน้าเพิงฟาง อวิ๋นโจวยืนพิงเสาไม้อยู่ในเงามืด ร่างสูงสวมเสื้อนวมตัวเก่าของพ่อทับเสื้อสีเทาตัวเดิม ไม่รู้ว่าเขามายืนฟังอยู่ตั้งแต่เมื่อไร
"คนฆ่าหมูที่โรงเชือดของคอมมูน อายุสี่สิบเอ็ดปี เมียตายไปเมื่อหน้าหนาวปีที่แล้ว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ทางการบอกว่าหล่อนตกบ่อน้ำตาย แต่คนแถวบ้านกลับไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้เลย ความเงียบกริบขนาดนั้น ย่อมแปลว่ามีเรื่องเบื้องหลังให้พูดถึงมากเกินไป"
"พี่รู้อะไรอีกคะ" ไป๋ลู่ถาม
"ตอนนี้ข้อมูลยังไม่พอ" อวิ๋นโจวไอเบาๆ ในลำคอ "ขอเวลาฉันสักหนึ่งวัน น้ำนิ่งไหลลึก ปลาใหญ่ย่อมกบดานอยู่ก้นบ่อ"
เขาหันหลังเดินกลับไป เสี่ยวหู่มุดเข้ามาซุกข้างกายพี่สาว ไป๋ลู่ลูบหัวน้องชายเบาๆ พลางทอดสายตามองผ่านช่องลม เห็นพระจันทร์เสี้ยวโค้งคมกริบราวกับใบมีด
พรุ่งนี้เธอจะได้รู้ว่า ชายที่เสนอเงินสามร้อยหยวนเพื่อซื้อตัวเธอไป จะมีหน้าตาและจิตใจแบบไหนกันแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋ลู่ยังไม่ทันจะได้ล้างหน้า ประตูไม้ของเพิงฟางก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดังปัง ป้าต้าเฟิ่งยืนยิ้มแป้นแล้นอยู่ตรงหน้า ข้างหลังของหล่อนคือชายร่างหนาใหญ่ใบหน้าแดงก่ำ แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนดกหนาด้วยเส้นขนและมีรอยคราบเลือดหมูแห้งกรังเป็นจ้ำๆ
สายตาของเขาไล่มองสำรวจเรือนร่างของเธออย่างเชื่องช้า ราวกับพ่อค้ากำลังตรวจสภาพหมูก่อนจะกว้านซื้อเข้าคอก