LNCrawler

มือที่เคยตีเมีย

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

มือที่เคยตีเมีย

หวังโหย่วไฉชอบผู้หญิงตัวใหญ่เมียคนก่อนตัวเล็กเกินไป ตีไม่กี่ทีก็นอนซม หาบน้ำไม่ไหว ซักผ้าไม่ทัน แถมยังร้องไห้ทั้งคืนจนเขานอนไม่หลับ คนนี้ต่างออกไป ไหล่กว้าง แขนหนา สะโพกใหญ่เหมือนแม่วัว ได้ยินว่าต่อยหมูป่าตายได้ในหมัดเดียว เขาเชื่อเพียงแค่ครึ่งนึง แต่ต่อให้แบกหมูได้สักครึ่งตัว ก็พอจะช่วยขนซากหมูที่โรงเชือดแทนลูกมือได้ถึงสองคนแล้ว

เงินสามร้อยหยวนเขาเก็บหอมรอมริบมาสามปี จ่ายมัดจำให้ตาแก่ไป๋ไปแล้วห้าสิบหยวน อย่างไรก็ต้องดูของให้คุ้มค่า

ส่วนเรื่องนิสัยห้าวระห่ำที่ได้ยินมานั้นไม่ต้องห่วง ม้าพยศแค่ไหนก็ต้องสยบลงเมื่อโดนแส้ ผู้หญิงก็ไม่ต่างกัน

หวังโหย่วไฉก้าวเข้าไปในเพิงฟางโดยไม่รอให้ใครเชิญ ยื่นมือหนาหยาบคว้าข้อมือหญิงสาวขึ้นมาพลิกดู ฝ่ามือด้านหนา นิ้วแข็ง ดี... เป็นมือคนทำงานแท้ๆ เขาออกแรงบีบลงไปเต็มแรงเพื่อแสดงให้รู้ว่าใครเป็นนาย เหมือนที่เคยทำกับเมียเก่าในคืนแรก

"มือหนาดี" เขาหัวเราะหึๆ หันไปพยักหน้าให้ป้าต้าเฟิ่ง "ทำงานได้ ไม่เหมือนเมียคนเก่า"

ไป๋ลู่ปล่อยให้เขาบีบ นิ้วหยาบกร้านที่เปื้อนคราบเลือดหมูแห้งกรังบดลงบนหลังมือเธอแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้อนิ้วที่แตกช้ำจากหมัดเมื่อสี่วันก่อนเริ่มปริแยกอีกหน เธอมองหน้าเขานิ่งสนิท ไม่ขยับ ไม่ร้อง และไม่คิดดึงมือกลับ

รอยยิ้มบนหน้าหวังโหย่วไฉยิ่งกว้างขึ้น เขาชอบผู้หญิงที่รู้จักอดทนเจียมตัว

ป้าต้าเฟิ่งยืนพิงวงกบประตูยิ้มแฉ่ง "เห็นไหมโหย่วไฉ บอกแล้วว่านังนี่มันแข็งแรง เลี้ยงหมูได้ ทำไร่ดี แถมยังออกลูกได้เป็นฝูงๆ"

"ลุงคะ" ไป๋ลู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มือลุง... เคยใช้ตีเมียใช่ไหมคะ"

รอยยิ้มของหวังโหย่วไฉพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

ไป๋ลู่กำมือเขากลับ ไม่มีความรวดเร็ว ไม่มีการกระชาก เธอเพียงออกแรงบีบลงไปช้าๆ ราวกับกำลังรีดหลอดยาสีฟันจนหมดหลอด นิ้วหนาของชายคนฆ่าหมูถูกบดอัดเข้าหากันจนกระดูกเบียดเสียด เขาพยายามกระชากมือหนี แต่มันกลับนิ่งสนิท พยายามใช้มืออีกข้างมาง้างนิ้วเธอออก แต่ก็ไร้ผล ใบหน้าที่เคยแดงก่ำแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ก่อนจะซีดเผือดลง

กร๊อบ! เสียงกระดูกนิ้วชี้หักสะบั้นดังลั่นชัดเจนในเพิงแคบๆ ก่อนจะตามด้วยเสียงของนิ้วกลาง

"อ๊ากกกก!"

หวังโหย่วไฉทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นฟาง แขนขวาถูกดึงรั้งให้ชี้ขึ้นสูงในท่าทางราวกับคนกำลังยกมือขอขมา ไป๋ลู่ยืนนิ่งมองลงมาจากความสูงของเธอ สายตาเย็นชาคู่นั้นไม่ต่างจากพรานป่าที่กำลังจ้องมองหมาป่าดิ้นรนในบ่วง

"ปล่อย! ปล่อยกูสิ! อีต้าเฟิ่ง! มันจะหักมือฉันแล้ว!"

"ต้าหนิว! แกบ้าไปแล้วหรือ!" ป้าต้าเฟิ่งแผดเสียงแหลมลั่นจนแก้วหูแทบแตก หล่อนวิ่งออกไปกลางลานบ้าน "ช่วยด้วย! นังหมีดำมันทำร้ายแขก! พ่อ! พ่อจ๋า!"

ชั่วพริบตาเดียว ลานบ้านตระกูลไป๋ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนเป็นรอบที่สามของสัปดาห์ ชาวบ้านที่กำลังจะออกไปไร่ข้าวสาลีต่างหยุดชะงักอยู่ริมรั้ว บางคนยังถือเคียวคาไว้ บางคนยังเคี้ยวซาลาเปาคาปาก

ไป๋ลู่ลากหวังโหย่วไฉออกจากเพิงด้วยมือเพียงข้างเดียว เขาต้องคลานเข่าตามแรงดึงราวกับสุนัขถูกลากคอ

"นังต้าหนิว! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!" ปู่ไป๋ต้าฝูยืนอยู่บนบันไดบ้านใหญ่ กระแทกไม้เท้าที่มีรอยนิ้วมือลงกับพื้นเสียงดังปัง "นี่แขกของบ้านเรา!"

"แขกหรือคะปู่" ไป๋ลู่สะบัดมือออก หวังโหย่วไฉหงายหลังล้มตึงลงกับพื้นทันที เขารีบกุมมือขวาที่นิ้วชี้กับนิ้วกลางบวมเป่งจนผิดรูป "แขกประเภทไหนกันที่บุกเข้าห้องนอนหลานสาวคนอื่นตั้งแต่เช้ามืดโดยไม่มีใครเชิญ ทั้งฉุดกระชากลวนลาม แถมยังพล่ามว่าฉันทำงานหนักได้ ออกลูกได้เป็นฝูง... ปู่รับเงินมัดจำห้าสิบหยวนจากเขามาแล้วใช่ไหมคะ"

ชาวบ้านรอบรั้วส่งเสียงฮือฮาทันควัน ขายหลานกิน? รับเงินมัดจำ? ทั้งที่หลานสาวคนนี้ตระกูลฮั่วเพิ่งจ่ายสินสอดมาตั้งห้าร้อยหยวนเนี่ยนะ!

ใบหน้าของปู่ไป๋พลันแข็งค้าง ป้าต้าเฟิ่งที่ยืนอยู่ข้างกายรีบออกหน้ารับแทน

"พูดจาเหลวไหล! ตระกูลฮั่วล่มสลายไปแล้ว ผัวแกก็เป็นแค่คนไร้น้ำยา ต้องเป็นสะใภ้พวกฝ่ายขวาไปชั่วชีวิต! ปู่แกหวังดีอุตส่าห์หาผัวใหม่ที่ดีกว่าให้ โหย่วไฉเขามีงานทำมั่นคง มีเนื้อกินทุกมื้อ แกยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณอีก!"

"จริงด้วยค่ะ" ไป๋ลู่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ลุงหวังมีงานดี มีเนื้อกินทุกวัน... แล้วเมียคนก่อนของลุงล่ะคะ หล่อนตายเพราะอะไร"

หวังโหย่วไฉเงยหน้าขึ้น ตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น "ตกบ่อน้ำตาย! เรื่องนี้รู้กันทั้งคอมมูน!"

"บ่อไหนล่ะคะ"

"บ่อ... ก็บ่อน้ำหลังบ้านฉันน่ะสิ!"

ไป๋ลู่เบนสายตาไปทางประตูรั้ว อวิ๋นโจวยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเสื้อสีเทาตัวเก่ง ใบหน้าของเขาซีดเซียวจากการเดินเท้ามาไกล แต่ในมือกลับถือสมุดปกแข็งเล่มเก่าเล่มหนึ่งไว้ เขาเดินเข้ามาช้าๆ ผ่านวงล้อมชาวบ้านที่พากันแหวกทางให้

"ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเกิดภัยแล้ง" อวิ๋นโจวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ดังนัก แต่กลับสะกดให้คนหน้ารั้วเงียบกริบเพื่อตั้งใจฟัง "หน่วยผลิตในหมู่บ้านของลุงหวังเกณฑ์คนไปขุดลอกบ่อน้ำที่แห้งขอด บังเอิญว่าคนจดแต้มแรงงานของหน่วยนั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นประถมของผม บันทึกแต้มระบุไว้ชัดเจนว่า ในเดือนสิบเอ็ด บ่อน้ำบ้านหวังโหย่วไฉแห้งขอดจนถึงก้นบ่อ แม้จะขุดลึกลงไปอีกสามวาก็ยังไม่มีน้ำ จนต้องยกเลิกงานไป"

เขาเปิดสมุดเล่มนั้นออกแล้วชูให้ชาวบ้านดู ตัวอักษรที่เขียนเรียงเป็นระเบียบปรากฏแก่สายตา พร้อมตราประทับสีแดงชาดของหน่วยผลิตอย่างชัดเจน

"เมียลุงตายเดือนสิบสอง" อวิ๋นโจวปิดสมุด "จมน้ำตายในบ่อที่ไม่มีน้ำ"

ทั้งลานเงียบกริบ แม้แต่ไก่ในเล้ายังไม่ส่งเสียง

"ยายที่อาบน้ำศพให้เมียลุงยังอยู่" อวิ๋นโจวพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึก "ยายบอกว่าซี่โครงด้านซ้ายหักสองซี่ รอบคอมีรอยนิ้วมือช้ำม่วง รอยนิ้วใหญ่ๆ แบบคนที่จับมีดฆ่าหมูทั้งวัน บ้านเมียเก่าได้ข้าวฟ่างไปสองกระสอบ แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก"

ไป๋ลู่ก้มมองหวังโหย่วไฉ "ลุงบีบมือฉันเมื่อกี้... แรงแบบเดียวกับที่ใช้บีบคอเมียใช่ไหมคะ"

หวังโหย่วไฉหน้าซีดเผือด ปากอ้าพะงาบไร้เสียง ก่อนจะแผดคำรามเหมือนหมูถูกต้อนจนมุม ผุดลุกขึ้นเหวี่ยงหมัดซ้ายใส่หน้าเธอ

ไป๋ลู่เอียงหลบ หมัดเฉียดใบหูไปไม่ถึงคืบ เธอคว้าคอเสื้อเขาด้วยมือเดียวแล้วผลักสวน ร่างหนาหนักเจ็ดสิบกว่ากิโลกรัมลอยละลิ่วกระแทกผนังโรงเก็บของดังโครม ฝุ่นดินร่วงกราวเต็มหัว เขาทรุดฮวบลงไปนั่งพิงผนัง หอบหายใจแฮ่ก

"ทุกคนเห็นนะคะ" ไป๋ลู่หันไปพูดกับชาวบ้านหน้ารั้ว "เขาลงมือก่อน"

"เห็น!" ป้าบ้านตะวันออกตะโกนขึ้นเป็นคนแรก "เห็นเต็มสองตา!"

"ฉันก็เห็น!"

"คนฆ่าหมูตีผู้หญิง!"

ผู้ใหญ่บ้านฉินแหวกฝูงชนเข้ามาในลานพอดี หนวดแข็งกระตุก เขาฟังชาวบ้านแย่งกันเล่าอยู่ครู่เดียวก็ชี้หน้าหวังโหย่วไฉ "เรื่องเมียแก ฉันจะเขียนรายงานส่งกองรักษาความสงบคอมมูนวันนี้! ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านฉันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะสั่งคนมัดส่งไป!"

หวังโหย่วไฉกุมมือขวาลุกขึ้นโซเซ เดินเซถลาไปทางประตูรั้ว พอผ่านหน้าปู่ก็ยังหันมาแผดเสียงลั่น "ตาแก่ไป๋! เงินมัดจำห้าสิบหยวนของฉันคืนมาให้ครบ! ไม่อย่างนั้นฉันเอาเรื่องถึงคอมมูนแน่!"

ร่างนั้นหายลับไปตามทางเดิน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านที่ไล่หลังไปจนสุดตรอก

ไป๋ลู่คิดว่าเรื่องราวสงบลงแล้วแต่เธอลืมไปว่าในบ้านหลังนี้ ยังมีผู้ชายอีกคนที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย

ประตูบ้านรองเปิดออกดังผาง ไป๋กุ้ยซานเดินกะเผลกออกมา ขาขวาพันผ้าหนาเตอะ มือกำด้ามจอบไร้หัวแน่น ใบหน้าแดงก่ำจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน แม่โจวอวี้เหลียนวิ่งตามมาดึงแขนเสื้อ แต่กลับถูกสะบัดหลุดอย่างไม่ใยดี

ตลอดชีวิตของผู้ชายคนนี้ ไป๋ลู่รู้จากความทรงจำของร่างเดิมว่าเขาไม่เคยตะคอกใส่พ่อตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว

"พ่อ..." น้ำเสียงเขาแหบพร่า "พ่อจะขายลูกผม"

ปู่ไป๋ต้าฝูกระแอมไอ "กุ้ยซาน แกไม่ต้องมายุ่ง นี่เรื่องของผู้ใหญ่..."

"ผมอายุสี่สิบสอง!" พ่อตะโกนลั่นจนเสียงแตกพร่า ด้ามจอบในมือสั่นระริก "สี่สิบสองปีที่ผมทำไร่ไถนาให้บ้านใหญ่ แต้มแรงงานของผมพ่อก็เอาไปหมด ลูกผมป่วยพ่อไม่เคยออกเงินให้สัก เมียผมหลังพังเพราะหาบน้ำให้บ้านใหญ่ ผม... ผมไม่เคยว่าอะไรสักคำ!"

เขาหอบหายใจสะท้าน ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับไม่รู้จะระบายคำพูดที่อัดอั้นมาตลอดสี่สิบปีออกมาทางไหนก่อน"แต่ลูกผม พ่อกลับจะเอาไปขายให้คนตีเมียตาย!"

ด้ามจอบฟาดลงบนพื้นลานดังปังจนหักสะบั้นเป็นสองท่อน

"แยกบ้าน!" พ่อคำรามลั่น "ผมจะแยกบ้าน!"

ลานบ้านเงียบกริบเป็นหนที่สอง ไป๋ลู่ยืนมองแผ่นหลังกว้างของพ่อที่สั่นเทิ้ม ลำคอตีบตันจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่... อีกชีวิตของเธอในอีกโลก พ่อของเธอเลือกเมียน้อยกับลูกใหม่ ไม่เคยยืนบังลมฝนขวางหน้าเธอเลยสักครั้ง

ปู่ไป๋ต้าฝูกระแทกไม้เท้าลงพื้นดังโป๊ก"จะแยกก็แยก! แต่ต้องไปตัวเปล่า!" ชายชราแผดเสียงลั่น "บ้านนี้ฉันสร้าง ข้าวในยุ้งฉันตวง หม้อทุกใบ จอบทุกด้ามเป็นของฉันทั้งนั้น! แกมีแต่ตัวกับเมียขี้โรค ลูกหัวใจพัง แล้วยังมีหนี้ติดค้างฉันอีก! ฉันคือหัวหน้าบ้าน!"

"ใช่!" ป้าต้าเฟิ่งรีบเสริมทันควัน "ค่ายาไอ้อวิ๋นโจวเมื่อหน้าหนาวปีกลายสิบแปดหยวน บ้านใหญ่ออกเงินให้ก่อน จะไปก็เอามาคืนซะ!"

เหมยเหมยยืนหลบอยู่หลังแม่ ปลายนิ้วม้วนปลายเปียไปมาช้าๆ มุมปากกดลงคล้ายพยายามสะกดกลั้นรอยยิ้ม

ไป๋ลู่กำหมัดแน่นจนแผลที่ข้อนิ้วปริ บัญชีหนี้ที่ใครจะเขียนขึ้นมาอย่างไรก็ได้ ซ้ำร้ายผู้พิพากษายังเป็นเจ้าหนี้เสียเอง เกมนี้ไม่มีวันชนะได้ด้วยเหตุผล

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานประตูดังขึ้นจากทางด้านหลัง

ย่าเหลียงเดินออกมาจากบ้านรองช้าๆ สองแขนผอมแห้งประคองกอดหีบไม้การบูรสีน้ำตาลเข้มใบหนึ่ง ขนาดเท่าลังผลไม้ มุมหีบหุ้มทองเหลืองขึ้นสนิมเขียวเข้ม ตัวสลักคล้องแม่กุญแจทองเหลืองที่ขึ้นคราบดำจนดูไม่ออกว่าเคยแวววาว

ทันทีที่ปู่ไป๋ต้าฝูเห็นหีบใบนั้น ไม้เท้าที่กำลังจะกระแทกพื้นอีกหนก็พลันค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ

ย่าวางหีบลงบนโต๊ะเตี้ยกลางลานบ้าน ดึงเชือกแดงที่คล้องคอออกมาจากใต้สาบเสื้อ ปลายเชือกผูกกุญแจทองเหลืองดอกเล็ก ย่าสอดลูกกุญแจเข้ารูแล้วบิด แม่กุญแจที่ถูกล็อกมาสามสิบปีเปิดออก ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครในบ้านหลังนี้เคยเห็นมันเปิดออกสักครั้ง... นอกจากคนสองคน ในคืนสิ้นปีของทุกปี"จะแยก... ก็แยกให้เด็ดขาด"