LNCrawler

หีบบัญชีสามสิบปี

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

หีบบัญชีสามสิบปี

สมุดเย็บมือหกเล่ม ปกผ้าสีครามซีดจนเกือบเป็นสีเทา มุมปกกร่อนเป็นขุย มัดรวมกันด้วยเชือกป่านสีน้ำตาล วางซ้อนกันอยู่ในหีบไม้การบูร กลิ่นการบูรฉุนกึกขึ้นจมูกทันทีที่ฝาหีบเปิดออก

ย่าเหลียงแกะเชือกป่านออก หยิบเล่มล่างสุดขึ้นมา ยื่นให้ผู้ใหญ่บ้านฉินด้วยสองมือ

"ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยอ่านหน้าแรกให้คนทั้งลานฟังที ฉันอ่านเองก็ได้ แต่ปากผู้ใหญ่ คนเขาเชื่อกว่า"

ผู้ใหญ่บ้านฉินรับสมุดมาอย่างงุนงง พอเปิดปก หนวดแข็งก็กระตุก เขาหรี่ตาอ่านทีละตัวอักษร เสียงดังฟังชัดไปถึงหน้ารั้ว

"ปีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม เดือนสิบ วันที่เก้า สินเดิมจากบ้านพ่อ ชิ้นที่หนึ่ง ตีเป็นข้าวฟ่างแปดกระสอบ ใช้หนี้โรงบ่อนตรอกโรงสีแทนไป๋ต้าฝูที่เจ้าหนี้จะตัดนิ้ว"

ลานบ้านเงียบกริบไปอึดใจ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะหลุดมาจากหลังรั้วหนึ่งเสียง ตามด้วยอีกสองสามเสียงประสานกัน

ปู่ไป๋ต้าฝูซึ่งยืนอยู่บนบันไดบ้านใหญ่กำไม้เท้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

"ข้างล่างมีรอยนิ้ว" ผู้ใหญ่บ้านฉินพลิกสมุดชูขึ้น รอยนิ้วโป้งสีแดงชาดประทับอยู่ใต้บรรทัด ข้างกันเขียนกำกับไว้ว่า ‘ไป๋ต้าฝูรับรู้ว่าเป็นหนี้เหลียงซิ่วจือ’

"ปลอม!" ป้าต้าเฟิ่งหวีดร้อง "แม่เขียนเองกดเอง ใครจะไปรู้ว่านิ้วใคร!"

"ไม่ต้องรู้หรอก" ผู้ใหญ่บ้านฉินพูดโดยไม่ละสายตาจากสมุด "นิ้วโป้งขวาไป๋ต้าฝูมีแผลเป็นเฉียงกลางนิ้ว โดนเคียวบาดตอนเกี่ยวข้าวหน้าบ้านฉันเมื่อสี่สิบปีก่อน ฉันเป็นคนพันแผลให้เอง รอยนิ้วในสมุดนี้ก็มีรอยบากเส้นนั้น"

สายตาทุกคู่ในลานพุ่งเป้าไปยังมือขวาของปู่ ชายชรารีบซ่อนมือไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว

"สินเดิมบ้านพ่อ ชิ้นที่หนึ่ง" ผู้ใหญ่บ้านทวนคำแล้วเงยหน้า "ซิ่วจือ มันคือชิ้นอะไร"

"ของที่ผู้หญิงติดตัวมาตอนแต่ง ผ้าพับหนึ่ง เข็มเล่มหนึ่ง ปิ่นอันหนึ่ง" ย่าตอบเรียบเฉย "จะให้ฉันแจกแจงทุกเส้นด้ายต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านไหมล่ะ"

ผู้ใหญ่บ้านฉินกระแอมไอ แล้วไม่ซักไซ้อีก

ไป๋ลู่ยืนอยู่ข้างย่า มองหน้ากระดาษแล้วรู้สึกเหมือนถูกไม้ฟาดเข้าที่หัวเข่าอย่างจัง

หน้ากระดาษแบ่งเป็นช่องรายรับ รายจ่าย ยอดยกมา ยอดคงเหลือ ตัวหนังสือเล็กเรียบเสมอกันทุกบรรทัด สิ้นปีมีการรวมยอด ปัดเศษ และเซ็นกำกับ นี่ไม่ใช่สมุดจดของชาวนาทั่วไปแน่ แต่เป็นสมุดบัญชีร้านค้าที่เจ้าของต้องผ่านการศึกษามาอย่างดี และผ้าพับหนึ่งกับเข็มเล่มหนึ่ง ไม่มีทางตีค่าเป็นข้าวฟ่างได้ถึงแปดกระสอบ

หญิงชาวนาที่ต่อราคาขาหมูได้รวดเร็วราวกับดีดลูกคิด พ่อผู้ล่วงลับที่เคยสั่งห้ามถามเรื่องในอดีตเด็ดขาด...

ไป๋ลู่เม้มปากแน่น บางเรื่องในยุคสมัยนี้ รู้แล้วก็ต้องทำเป็นไม่รู้

"อ่านต่อ" ย่าสั่งเสียงเรียบ

"สินเดิมบ้านพ่อ ชิ้นที่สี่ จำนำได้หกสิบหยวน เป็นสินสอดสู่ขอถานต้าเฟิ่งให้ไป๋กุ้ยเหอ"

ป้าต้าเฟิ่งอ้าปากค้าง ส่วนลุงไป๋กุ้ยเหอที่ยืนหลบหลังเมียมาตลอดก้มหน้าจนคางชิดอก

"ปีข้าวยากหมากแพงปีแรก ชิ้นที่หกกับชิ้นที่เจ็ด แลกมันเทศแห้งสี่ร้อยจิน บ้านใหญ่กินสามส่วน บ้านรองกินหนึ่งส่วน"

"ไป๋เหมยเหมยอายุหกขวบเป็นหัด ชิ้นที่เก้า ขายได้ยี่สิบห้าหยวน ค่าหมอค่ายา"

เหมยเหมยเม้มปากแน่น นิ้วที่กำลังบิดปลายเปียหยุดค้างอยู่กลางเกลียว

"ต่อเติมห้องบ้านใหญ่สองห้อง ฐานอิฐ หลังคากระเบื้อง หนึ่งร้อยยี่สิบหยวน"

ผู้ใหญ่บ้านฉินหยิบเล่มที่หกขึ้นมา เปิดไปหน้าท้ายๆ แล้วชะงัก ก่อนจะเงยหน้ามองป้าต้าเฟิ่ง

"หน้าหนาวปีที่แล้ว ชิ้นที่ยี่สิบสาม ขายได้สิบแปดหยวน ค่ายาไป๋อวิ๋นโจว"

ป้าต้าเฟิ่งยืนตัวแข็งทื่อราวกับตอไม้ถูกฟ้าผ่า เงินสิบแปดหยวนที่หล่อนเพิ่งป่าวประกาศปาวๆ ว่าบ้านใหญ่ออกให้ กลับถูกบันทึกไว้ในสมุดของย่า แถมยังมีรอยนิ้วโป้งของปู่ประทับหราอยู่ด้านล่าง

"แกอยากให้อ่านรายการที่แกยืมเงินฉันไปซื้อผ้าลายดอกให้ลูกสาวอีกไหม ต้าเฟิ่ง" ย่าถามเสียงเรียบ "ยังมีอีกเจ็ดรายการนะ"

ป้าต้าเฟิ่งผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วถอยอีกก้าว จนแผ่นหลังชนเข้ากับกรอบประตู

ผู้ใหญ่บ้านฉินปิดสมุดลง พลางถอนหายใจยาว "ยอดรวมสิ้นปีที่แล้ว หนึ่งพันเจ็ดร้อยสี่สิบสองหยวนกับอีกสามเหมา"

ใครคนหนึ่งที่มุงอยู่หน้ารั้วถึงกับทำชามข้าวหลุดมือตกแตกเพล้ง

เงินหนึ่งพันเจ็ดร้อยหยวน... แรงงานชายในไป๋สือโกวต้องทำงานงกๆ ถึงสิบเจ็ดปีโดยไม่กินไม่ใช้จึงจะเก็บหอมรอมริบได้ขนาดนี้ ไป๋ลู่หันไปมองย่า หญิงชราผมดอกเลายืนหลังตรงตระหง่านอยู่ข้างหีบ ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มหรือความสะใจ มีเพียงความล้าลึกของคนที่แบกของหนักมาตลอดสามสิบปี แล้วเพิ่งได้วางมันลงกับพื้นเสียที

ตลอดสามสิบปี ทุกคืนสิ้นปี ย่าต้องนั่งรวมยอดบัญชีใต้แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ แล้วจับนิ้วโป้งของผู้ชายคนนั้นกดลงบนชาดสีแดง รอคอยวันที่วันนี้จะมาถึง... หรือรอคอยวันที่มันจะไม่ต้องมาถึงเลยตลอดกาล

"เหลียงซิ่วจือ" ปู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นครั้งแรกที่ไป๋ลู่ได้ยินเขาเรียกชื่อเต็มของย่า "จะเอายังไง"

"ฉันไม่เอาเงินพันเจ็ดร้อยหยวน" ย่าตอบ "ฉันรู้ว่าบ้านใหญ่ไม่มีปัญญาจ่าย ต่อให้ขายเหมยเหมยให้คนฆ่าหมูสิบคนก็ยังไม่พอ"

เหมยเหมยสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ฉันขอแค่สามอย่าง" ย่ายกนิ้วขึ้นทีละนิ้ว "หนึ่ง คืนสินสอดห้าร้อยหยวนของไป๋ลู่มาให้ครบ สอง บ้านรองจะแยกครอบครัวออกไปพร้อมฉัน เอาส่วนแบ่งข้าวตามหัวคน เครื่องนอน หม้อไห และของที่เป็นของเราไปทั้งหมด สาม ไม่มีใครในบ้านใหญ่ติดค้างใคร และไม่มีใครในบ้านรองติดค้างใครอีก ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นพยาน ฉันจะเขียนคำว่าปิดบัญชีลงในหน้าสุดท้าย"

"สินสอด... เงินหมดไปแล้ว" ปู่พึมพำเสียงแผ่ว

"ไม่หมด" ย่าสวนทันควัน "ใต้อิฐก้อนที่สามตรงมุมเตียงเตาของแก มีเงินซ่อนอยู่สามร้อยหยวน สองร้อยห้าสิบหยวนเป็นของหลานฉัน อีกห้าสิบหยวนเป็นค่ามัดจำจากคนฆ่าหมู แกเอาไปคืนมันเองก็แล้วกัน"

ปู่โงนเงนราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่ยอดอก ไป๋ลู่แทบอยากจะปรบมือให้ย่าดังๆ ย่าไม่เพียงรู้ว่าปู่ซ่อนเงินไว้ แต่รู้ลึกถึงขั้นว่าเป็นอิฐก้อนไหน!

"ส่วนอีกสองร้อยห้าสิบหยวนที่เหลือ" ย่าหันไปทางป้าต้าเฟิ่ง "เอาจักรเย็บผ้ากับผ้าลายดอกสองพับที่ยังไม่ได้ตัดมา ผ้าสินสอดของตระกูลฮั่วทั้งนั้น ยกมันมาให้โจวอวี้เหลียน แล้วฉันจะถือว่าหักลบกลบหนี้กันไป"

"ไม่ได้!" คนที่แผดเสียงค้านขึ้นมาก่อนใครกลับเป็นเหมยเหมย หล่อนวิ่งโร่เข้าไปกอดจักรเย็บผ้าที่ตั้งอยู่ในห้องของบ้านใหญ่ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ ออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรก "นั่นมันสินเดิมของฉันนะ!"

"สินเดิมที่ซื้อด้วยเงินสินสอดของคนอื่นน่ะหรือ" ไป๋ลู่พูดขึ้นลอยๆ "เธออุตส่าห์เสียสละคู่หมั้นให้ฉันแล้วนี่เหมยเหมย สินสอดของคู่หมั้นก็ต้องตามตัวคู่หมั้นมาด้วยสิถึงจะถูก"

ปู่ไม่ตอบคำ ชายชราจ้องมองสมุดหกเล่มบนโต๊ะนิ่ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก ผู้ใหญ่บ้านฉินอ้าปากเตรียมจะพูด แต่ย่ายกมือห้ามไว้เสียก่อน ย่าเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าปู่ ใกล้เสียจนไป๋ลู่ที่ขยับตามไปยืนด้านหลังได้ยินเสียงกระซิบนั้นเพียงคนเดียว

"ไป๋ต้าฝู" ย่ากดเสียงต่ำพร่า "อยากให้ทางคอมมูนมาเปิดสมุดเล่มนี้ดูไหมล่ะ ถ้าเรื่องถึงหูพวกเขา เราได้ฉิบหายกันทั้งสองบ้านแน่ คำถามแรกที่เขาจะถามคือฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และคำถามที่สองที่จะถามก็คือ... ชาวนาจนตรอกสามชั่วคน สูบเลือดสูบเนื้อลูกสาวของคนคนนั้นมาตลอดสามสิบปีได้ยังไง!"

ปู่ตัวแข็งทื่อราวกับเป็นอัมพาต

ย่าไม่พูดอะไรต่อ เหลือบสายตาไปยังต้นท้อคดงอกลางลานบ้านเพียงแวบเดียว สั้นเสียจนหากไป๋ลู่กะพริบตาก็คงมองไม่ทัน จากนั้นก็หันกลับมาจ้องปู่ตามเดิมราวกับไม่เคยละสายตาไปไหน

ไป๋ลู่มองตามไปยังต้นท้อต้นนั้น... มันคือต้นเดียวกับที่เธอกดหัวป้าต้าเฟิ่งแนบดินเมื่อไม่กี่วันก่อน ลำต้นบิดเบี้ยว ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในฐานะพรานป่า เธอรู้ดีว่าไม่ควรละเลยจุดที่เหยื่อจงใจเหลียวหลังกลับไปมอง

"เขียน" ปู่เค้นเสียงรอดไรฟันออกมาคำเดียว แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านทันที

หนังสือสัญญาแยกบ้านเซ็นเสร็จสิ้นก่อนเที่ยง บนกระดาษประทับรอยนิ้วโป้งสีแดงชาดหกรอย รอยหนึ่งในนั้นมีเส้นบากเฉียงผ่ากลางนิ้ว

ย่าเหลียงเปิดสมุดเล่มที่หกไปยังหน้าสุดท้าย จุ่มพู่กันลงในจานหมึก ตวัดเขียนตัวอักษรสองตัวอย่างประณีตงดงามราวกับแกะสลักว่า 'ปิดบัญชี' โดยมีผู้ใหญ่บ้านฉินลงชื่อกำกับไว้ข้างๆ

ไป๋ลู่สังเกตเห็นว่ามือของย่าสั่นเทาตอนผูกปมเชือกป่าน ย่าผูกพลาดไปถึงสองครั้งสองครากว่าจะรัดได้แน่นหนา

ปู่เก็บตัวเงียบไม่ออกมาจากห้อง ป้าต้าเฟิ่งหอบเงินสองร้อยห้าสิบหยวนที่เพิ่งแงะออกมาจากใต้อิฐมาฟาดลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ธนบัตรปลิวสยายเกลื่อนกลาด หล่อนสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านใหญ่โดยไม่ปริปากสักคำ สีหน้าท่าทางของหล่อนเหมือนคนที่เพิ่งถูกถลกหนังทั้งเป็น แต่ยังต้องฝืนยืนทนให้ผู้คนรุมชี้หน้าหัวเราะเยาะ

จักรเย็บผ้าหลังใหญ่ถูกแบกออกจากบ้านใหญ่ด้วยบ่าของไป๋ลู่ เธอแบกมันขึ้นบ่าข้างเดียวอย่างง่ายดาย เหมยเหมยยืนน้ำตาคลอเบ้าอยู่หน้าประตู จ้องมองจักรเย็บผ้าลอยผ่านหน้าไปตาปรอย ราวกับกำลังมองส่งผู้ชายที่ทิ้งขว้างหล่อนไปอย่างไร้เยื่อใย

"ขอบใจที่ช่วยดูแลรักษาให้อย่างดีนะเหมยเหมย" ไป๋ลู่ส่งยิ้มหวานหยดให้ "ไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิดเดียว"

แม่โจวอวี้เหลียนเดินตามหลังลูกสาวต้อย  มือบางลูบไล้ไปตามตัวจักรเย็บผ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปากพึมพำอ่านชื่อยี่ห้อที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง  ผู้หญิงที่ตรากตรำเย็บผ้ามาทั้งชีวิตด้วยเข็มเพียงเล่มเดียว เพิ่งจะมีโอกาสได้ครอบครองจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองครั้งแรกในชีวิตก็วันนี้

กระท่อมร้างตีนเขาแห่งนี้เคยเป็นเพิงเฝ้าป่าของหน่วยผลิต ทิ้งร้างไร้ผู้คนอยู่อาศัยมานานกว่าสามปี ผนังดินเหนียวแตกร้าวเป็นทางยาว หลังคาหญ้าคาผุพังทรุดโทรมไปเกือบครึ่ง ภายในมีเพียงเตียงเตาดินหนึ่งเตียงกับเตาดินอีกหนึ่งเตา ด้านหลังกระท่อมคือแนวป่าสนทึบที่ทอดยาวไต่ขึ้นสู่เทือกเขาเฮยเฟิงจนสุดลูกหูลูกตา

ตลอดทั้งบ่าย ไป๋ลู่ปีนขึ้นไปมัดหญ้าคาปะรอยรั่วบนหลังคา พ่อนั่งขะมักเขม้นพันเชือกอยู่ด้านล่างเพราะขาเจ็บยังเดินไปไหนไม่ได้ไกล แม่คอยปัดกวาดหยากไย่ฝุ่นผง เสี่ยวหู่วิ่งวุ่นเก็บกิ่งไม้แห้งมากองสุมจนสูงท่วมหัว ส่วนอวิ๋นโจวนั่งอยู่ตรงหน้าประตู คอยจดรายการสิ่งของจำเป็นที่ต้องซื้อลงบนเศษกระดาษแผ่นเล็ก

ครั้นตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขา ย่าเหลียงทรุดตัวลงนั่งบนธรณีประตู เหม่อมองไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างที่มีควันไฟหุงหาอาหารลอยเอื่อยขึ้นเป็นสาย

"สามสิบปี..." ย่าพึมพำแผ่วเบา ไม่ได้เจาะจงพูดกับใคร

ไป๋ลู่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอนไหล่เข้าไปพิงไหล่ผอมแห้งคู่นั้นอย่างแผ่วเบา และย่าก็ไม่ได้เบี่ยงตัวหลบเลี่ยงแต่อย่างใด

เมื่อตะเกียงดวงแรกของกระท่อมถูกจุดขึ้น ย่าก็ล้วงสมุดเล่มบางปกผ้าสีน้ำเงินเข้มที่ยังไม่มีแม้แต่รอยพับออกมาจากอกเสื้อ มันไม่ใช่เล่มสีครามเก่าคร่ำคร่าในหีบใบนั้น ย่าจุ่มพู่กันลงในจานหมึกบิ่น ตวัดเขียนข้อความเพียงบรรทัดเดียวลงบนหน้าแรก แล้วรีบใช้แขนเสื้อบังเอาไว้จนกระทั่งน้ำหมึกแห้งสนิท ไป๋ลู่ทันเหลือบเห็นแค่ว่า บรรทัดนั้นไม่มีตัวเลขบันทึกไว้แม้แต่ตัวเดียว และไม่มีเส้นขีดปิดยอดบัญชีเหมือนอย่างในหีบไม้การบูร

ตอนนี้ในอกเสื้อของเธอมีเงินอยู่สองร้อยหกสิบสองหยวน ซึ่งรวมเงินสิบสองหยวนที่แอบแคะออกจากโพรงอิฐข้างเตาที่บ้านเก่าด้วย แต่เงินสองร้อยห้าสิบหยวนในจำนวนนั้น เธอยังไม่คิดจะนับเป็นของตัวเอง ตราบใดที่ตระกูลฮั่วยังมีสิทธิ์ถอนหมั้นได้ทุกเมื่อ มันก็คือเงินมัดจำที่อาจต้องส่งคืนเจ้าของ ชาติก่อนเธอไม่เคยคิดเอาเงินมัดจำของลูกค้ามาหมุนใช้ก่อน ชาตินี้ก็ย่อมไม่มีวันทำเช่นนั้น

ค่ายารักษาของพี่ชาย ค่าซ่อมแซมบ้าน เสบียงข้าวปลาสำหรับผ่านพ้นฤดูหนาว... ทั้งหมดนี้เธอยังต้องดิ้นรนหาเงินก้อนใหม่มาจัดการให้ได้

กลางดึกสงัด เสียงหอนเยือกเย็นระลอกแรกดังแว่วมาจากแนวป่าสนหลังกระท่อม มันลากเสียงยาว ต่ำ แล้วค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นจนแสบแก้วหู ก่อนจะมีเสียงที่สองเห่ารับจากอีกฟากเนิน และเสียงที่สามที่ดังใกล้เข้ามามากกว่าเดิม ไป๋ลู่เบิกตาโพลงในความมืดมิด พยายามนับระยะทางจากทิศทางของเสียงตามที่ปู่พรานเคยพร่ำสอน... ไม่ถึงสองร้อยก้าว มีพวกมันสามตัว หรืออาจจะมากกว่านั้น

เสี่ยวหู่สะดุ้งตื่นแล้วมุดหัวเข้าซุกอกแม่ด้วยความหวาดกลัว พ่อรีบพลิกตัวคว้าด้ามจอบหักครึ่งท่อนข้างกายไว้มั่น

ทันใดนั้น เสียงที่ไป๋ลู่หวาดกลัวที่สุดก็ดังขึ้นจากมุมเตียงเตา มันเป็นเสียงหายใจครืดคราดติดขัด ราวกับน้ำเดือดพล่านอยู่ในกาต้มน้ำใบเล็ก

เธอรีบคลำหาไม้ขีดไฟเพื่อจุดตะเกียง แสนสีส้มสลัววูบวาบขึ้นมาส่องให้เห็นอวิ๋นโจวที่พยายามลุกขึ้นนั่งพิงผนัง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษเปียกน้ำ มุมปากมีฟองเสมหะปนเลือดสีชมพูซึมออกมา มือทั้งสองข้างตะกุยตะกายอกเสื้อตัวเองอย่างบ้าคลั่งราวกับต้องการจะฉีกมันให้ขาดวิ่น

เขามองตรงมาทางเธอ ริมฝีปากขยับพยายามจะพูดบางอย่าง แต่แล้วร่างทั้งร่างกลับล้มฟุบลง!