LNCrawler

บทที่ 9 แม้ยากจน ก็ต้องให้ลูกได้เรียน

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 9 แม้ยากจน ก็ต้องให้ลูกได้เรียน

บทที่ 9 แม้ยากจน ก็ต้องให้ลูกได้เรียน

 

ฝูกวงเพ่งมองดูเด็กๆ แล้วแทบจำไม่ได้ เมื่อก่อนลู่หยวนเซินและลู่หยวนเว่ยมักจะตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ดูผอมกะหร่อง เนื้อตัวมอมแมม วิ่งเล่นในหมู่บ้านจนตัวดำเป็นถ่านเหมือนเด็กคนอื่นๆ 

แต่เพียงแค่เดือนเดียว เด็กทั้งสองกลับดูขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ามีน้ำมีนวลมากกว่าแต่ก่อน เสื้อผ้าอาภรณ์ก็สะอาดสะอ้าน ดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นเป็นกอง

“แปลกจริง ถ้าข้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองหลายครั้ง ข้าคงไม่เชื่อแน่ว่าพวกเขาสองคนเพิ่งหายจากไข้หนัก” 

ฝูกวงเอ่ยพลางร้องจุ๊ๆ ด้วยความอัศจรรย์ใจ เขาไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นคนป่วย ปกติคนในหมู่บ้านพอหายป่วยแล้วใครบ้างจะไม่ซูบผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก 

แต่เด็กสองคนนี้กลับดูมีเนื้อมีนวลขึ้น แถมผิวพรรณยังดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด ดูเหมือนว่าความสูงจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว ​ฝูกวงยิ่งมองก็ยิ่งประหลาดใจ จนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองเด็กๆ ไม่วางตา

​ลู่ตงซานรู้ดีว่าเฉินสวี่อันไม่ชอบสุงสิงกับคนนอก กลัวว่าหากฝูกวงอยู่นานเกินไปนางจะขุ่นเคือง เขาจึงรีบถามขึ้น

“มีธุระอะไรก็ว่ามา วันนี้ไม่ต้องลงนาหรือไร” ​ฝูกวงได้สติจึงรีบส่งตะกร้าสะพายหลังให้ลู่ตงซาน 

“ก็ท่านแม่ข้าน่ะสิ พอได้ยินว่าลูกบ้านเจ้าป่วย และประจวบเหมาะกับที่แม่ไก่ที่บ้านออกไข่พอดี นางเลยให้ข้าหยิบมาให้หลายฟอง แล้วก็เก็บผักป่ามาฝากด้วย” ​ลู่ตงซานเหลือบมองดู เขาหยิบผักป่าออกมา แต่ส่งตะกร้าไข่ไก่คืนให้ฝูกวงตามเดิม 

“บ้านเจ้าเองก็ใช้ชีวิตลำบาก ปกติท่านป้ายังไม่ค่อยจะกล้ากินไข่ไก่เลย แต่วันนี้กลับส่งมาให้มากขนาดนี้ ข้าคงรับไว้ไม่ลงหรอก เจ้าเอากลับไปเถอะ 

เอาไว้กินเองที่บ้านหรือเอาไปขายก็ได้ อ้อ เมื่อวานข้าจับกระต่ายป่าได้สองตัว ยังเหลืออีกครึ่งตัวที่ไม่ได้ทำ เจ้าเอาติดมือกลับไปเถอะ เอาไปตุ๋นน้ำแกงให้คนแก่กับเด็กๆ ที่บ้านกิน”

​เนื้อสัตว์ป่าในหมู่บ้านไม่ถือว่าเป็นของหายากนัก เพราะหมู่บ้านซานฝูตั้งอยู่ในหุบเขา เด็กที่โตมาที่นี่แทบไม่มีใครล่าสัตว์ไม่เป็น มันถือเป็นอาชีพเสริมของชาวบ้าน 

เพียงแต่ความสามารถของแต่ละคนต่างกันไป นายพรานเก่งๆ กระทั่งหมูป่าตัวใหญ่ก็เคยล้มมาแล้ว แต่บางคนแค่จะจับไก่ป่าสักตัวยังลำบาก ​บ้านตระกูลลู่ตั้งอยู่กึ่งกลางเขาและมีที่ดินไม่มาก 

ลำพังเพียงพืชผลในไร่นาก็คงอดตายกันทั้งบ้าน แม้ลู่ตงซานพอจะมีความรู้เรื่องงานไม้คอยรับงานเล็กๆ น้อยๆ สะสมเงินได้บ้าง แต่รายได้ก็ไม่แน่นอน รายได้ครึ่งหนึ่งของบ้านจึงมาจากการขึ้นเขาล่าสัตว์และลงน้ำหาปลา 

ส่วนบ้านตระกูลฝูตั้งอยู่ตีนเขามีที่นามากกว่าบ้านตระกูลลู่ วันๆ แค่งานในนาก็ยุ่งจนแทบปลีกตัวไม่ได้ ฝูกวงจึงมีเวลาเข้าป่าน้อยมาก ฝีมือการล่าสัตว์ย่อมเทียบลู่ตงซานไม่ได้ ​เมื่อเห็นเนื้อกระต่ายครึ่งตัวนั้น ฝูกวงจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ 

“ไม่ได้เด็ดขาด! ข้าตั้งใจมาส่งไข่ไก่ ถ้าท่านแม่รู้ว่าไข่ไม่ได้ส่ง แถมยังเอาเนื้อกระต่ายบ้านเจ้ากลับไปอีก นางคงตีข้าตายแน่! เจ้ารีบเอาไข่ไปเถอะ เอาไว้บำรุงเจ้าพวกตัวเล็ก”

​“ดูสภาพพวกเขาก็รู้ว่าช่วงนี้ไม่ได้ขาดการบำรุงเลย เจ้าเอาไปเถอะ อย่ามัวแต่เกรงใจ” ลู่ตงซานไม่พูดเปล่า เขายัดของใส่ตะกร้าของฝูกวงแล้วดันตัวเขาให้เดินลงเขาไป

​ฝูกวงนับถือลู่ตงซานเหมือนน้องชายแท้ๆ จึงมักจะเชื่อฟังเขาเสมอ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วลาจากไป ก่อนไปเขายังตะโกนบอกเฉินสวี่อัน

“เอ่อ น้องสะใภ้... ข้าขอตัวก่อนนะ”

​เฉินสวี่อันที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวทำหน้าสงสัย เมื่อเห็นผักป่ากองหนึ่งในลานบ้านนางจึงถาม

“เขาส่งผักมาให้หรือเจ้าคะ”

​“เปล่าหรอก เขาเอาไข่ไก่มาส่งแต่ข้าไม่รับ รับไว้เพียงผักป่านิดหน่อย ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตลำบาก ยิ่งเป็นช่วงเวลานี้ด้วย ข้าเลยไม่กล้ารับของเขาน่ะ” 

ลู่ตงซานพูดด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย กลัวว่าเฉินสวี่อันจะโกรธ เพราะเขารู้ดีว่าพวกผู้หญิงในหมู่บ้านมักจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้มาก 

ก่อนหน้านี้เขาเคยเอาไข่เป็ดป่าไปให้คนอื่นแล้วเขาไม่รับ เมียบ้านนั้นด่าสามีจนเขาเดินเกือบถึงบ้านแล้วยังได้ยินเสียงด่าลอยมาตามลม 

ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเข้าใจว่าการจะรับหรือส่งของนั้นมีธรรมเนียมอยู่ ไม่ใช่จะทำตามใจตนเองได้เสมอไป ​เฉินสวี่อันพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ว่าอะไร 

“เช่นนั้นก็จัดการผักป่าเสีย มื้อเที่ยงทำโจ๊กผักป่ากินกันเถอะ”

​ปกติบ้านตระกูลลู่จะกินข้าวเพียงวันละสองมื้อ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็กินน้ำข้าวประทังหิวไปวันๆ แต่ก่อนที่เฉินสวี่อันจะประสบเคราะห์กรรมนางกินข้าววันละสามมื้อมาตลอด 

ตอนนี้นางจึงอยากค่อยๆ เปลี่ยนนิสัยการกินของคนในบ้าน อย่างไรเสียก็ต้องกินให้อิ่ม ไม่อย่างนั้นเด็กจะโตได้อย่างไร และผู้ใหญ่จะมีแรงทำงานได้อย่างไร

​“ได้จ่ะ! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ลู่ตงซานดีใจกับท่าทีของเฉินสวี่อัน จึงกระตือรือร้นทำงานยิ่งขึ้น

​พอถึงช่วงค่ำ เฉินสวี่อันเดินไปที่ห้องของนางจางซื่อตามความเคยชิน ทันทีที่ถึงหน้าประตู นางก็พบกับลู่หยวนเปาที่หอบผ้าห่มยืนมองนางด้วยตาใสแป๋ว

​“มีอะไรหรือ” เฉินสวี่อันชะงักไปครู่หนึ่ง

​“ท่านแม่ น้องๆ หายดีแล้ว ข้ากลับมานอนห้องนี้ได้แล้วขอรับ” 

ลู่หยวนเปาเงยหน้าตอบ แม้ตอนนี้เขาจะเลิกต่อต้านแม่คนนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสนิทสนม คำพูดคำจาจึงยังแฝงไปด้วยความห่างเหิน ​แต่เพียงเท่านี้เฉินสวี่อันก็พอใจมากแล้ว นางนึกได้ว่าเด็กคนนี้เคยนอนห้องนี้มาตลอดจึงพยักหน้าแล้วเบี่ยงตัวให้เขาเข้าไป 

“เช่นนั้นแม่จะกลับไปนอนที่ห้องนะ”

​ลู่ตงซานที่ยืนเงี่ยหูฟังอยู่ในลานบ้านยิ้มกว้างจนปากจะถึงรูหู แม้ว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์และทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้ แต่การได้กอดสตรีที่งดงามและนุ่มนวลย่อมดีกว่าการนอนหนาวอยู่คนเดียวเป็นไหนๆ

​เมื่อเฉินสวี่อันกลับเข้าห้อง ไม่นานนักลู่ตงซานก็ตามเข้ามา นางไม่ได้ซักไซ้อะไรเพราะปกติก็ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเหล่านี้นัก ​ลู่ตงซานเห็นลูกสองคนเล็กหลับไปแล้ว แต่เฉินสวี่อันยังไม่มีท่าทีจะนอน เขาจึงถามด้วยความสงสัย

“เมียจ๋า ยังไม่นอนหรือ”

​เฉินสวี่อันพยักหน้า นางเปิดตู้ไม้ที่ลงกลอนไว้เพียงสองใบในบ้าน หยิบห่อผ้าที่ท่านนายอำเภอให้มาออกมา แล้วกระซิบ

“ก่อนหน้านี้ยุ่งเกินไปจนไม่ได้ตรวจดูของข้างใน คืนนี้พอมีเวลาว่าง ข้าจึงอยากจัดการให้เรียบร้อยเสียหน่อย”

​เฉินสวี่อันเปิดห่อผ้าออก พบว่าข้างในมีเสื้อผ้าสภาพดีอยู่สองชุด นางจำได้ว่าเป็นชุดที่ใส่ตอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอ คิดไม่ถึงว่าเสิ่นโหย่วจะละเอียดรอบคอบขนาดส่งของที่นางเคยใช้คืนมาให้ด้วย 

นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีผ้าฝ้ายอีกสองพับ แม้จะไม่ใหญ่มากแต่ก็พอจะตัดชุดตัวในให้คนในบ้านได้ครบทุกคน นอกจากนั้นก็คือถุงเงินและพวงเงินอีแปะอีกสองพวง ​ลู่ตงซานเห็นเฉินสวี่อันเทเงินออกมา จึงได้รีบบอก

“ตอนไปตามหมอที่ตำบล ข้าหยิบออกมาใช้สองตำลึง ค่ารักษาเด็กๆ หมดไปแปดร้อยอีแปะ ซื้อข้าวสารอาหารแห้งอีกห้าร้อยอีแปะ เหลืออีกเจ็ดร้อยอีแปะข้าแยกเก็บไว้ในตู้อีกใบแล้วจ่ะ” ​เฉินสวี่อันนับดูแล้วเงยหน้าถาม 

“สรุปคือท่านนายอำเภอให้เงินมาสิบตำลึงกับอีกสองพวงเงินใช่ไหมเจ้าคะ” ​ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก

​“เงินแค่นี้จะไปทำอะไรได้มากนัก” 

เฉินสวี่อันขมวดคิ้วพึมพำ ลู่ตงซานไม่รอช้าลุกไปค้นในตู้ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบห่อผ้าขาดๆ ออกมา 

“นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้ามี มีเงินย่อยอยู่ห้าตำลึงกับอีกสามพวงเงิน ข้ามอบให้เจ้าทั้งหมดเลย” ​เฉินสวี่อันมองสบตาลู่ตงซานด้วยความตกใจ ​ลู่ตงซานจึงเอ่ยอย่างเขินอาย 

“เมื่อก่อนเงินในบ้านท่านแม่เป็นคนเก็บ ข้าสะสมไว้ได้เพียงเล็กน้อย ก่อนท่านแม่จะสิ้นลมก็นำเงินทั้งหมดมอบให้กับข้า แต่มันอาจจะน้อยไปสักหน่อย”

​เฉินสวี่อันพยักหน้าเบาๆ มันน้อยจริงๆ บ้านที่มีคนถึงเจ็ดคน แต่มีเงินเก็บรวมกันไม่ถึงยี่สิบตำลึง แค่เด็กสองคนป่วยค่าหมอก็หมดไปเกือบหนึ่งตำลึงแล้ว มิน่าเล่าเขาถึงว่ากันว่าคนจนนั้นป่วยไม่ได้

​แต่เงินเพียงเท่านี้ นางจะบริหารจัดการอย่างไรดี ช่างเป็นสถานการณ์ที่สะใภ้ที่เก่งกาจเพียงใดก็มิอาจหุงข้าวได้หากไร้ซึ่งข้าวสารจริงๆ ​เห็นเฉินสวี่อันขมวดคิ้ว ลู่ตงซานจึงรีบเอ่ยด้วยความร้อนรน 

“เมียจ๋า อย่ากังวลไปเลย ข้ายังขึ้นเขา ล่าสัตว์ ทำงานไม้ และยังสะสมเงินได้อีก เพียงแต่ช่วงนี้ติดงานทำนาและเด็กๆ ก็มาป่วย ข้าเลยไม่ได้เข้าป่าลึก 

แค่วางกับดักไว้ใกล้ๆ เนื้อที่ดักได้ก็เอามาไว้กินเองรายได้เลยน้อยลงหน่อย รอพรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่าไปดูเสียหน่อยนะ” ​เฉินสวี่อันคลายคิ้วที่ขมวดลงแล้วยิ้มบางๆ 

“ปีที่ผ่านมาท่านก็ล่าสัตว์ แต่เงินที่ได้มาก็พอแค่เลี้ยงปากท้องคนในบ้าน ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเลย หากพอมีทางข้าอยากส่งเด็กๆ ไปเรียนหนังสือเจ้าค่ะ”

​ลู่หยวนเปาที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องนอนของพวกเขาชะงักฝีเท้าลงด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาได้ยินเฉินสวี่อันเอ่ยต่ออีก

​“ทุกอาชีพล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาอันสูงส่ง พวกเราอาจจะใช้ชีวิตเรียบง่ายและยากจนไปได้ทั้งชีวิต แต่เด็กๆ ยังเล็ก ชีวิตของพวกเขายังมีโอกาสอีกมากมาย 

ข้าไม่อยากให้พวกเขาต้องลำบากเหมือนเราเพียงเพราะความยากจน ดูสิ เจ้าใหญ่ก็แปดขวบแล้ว หากไม่เริ่มเรียนตอนนี้ก็จะสายเกินไป แม้ข้าจะพอสอนเบื้องต้นให้เขาได้ แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการได้เรียนกับอาจารย์จริงๆ”

​เฉินสวี่อันยังคงพูดคุยกับสามีอีกยาวนาน ส่วนลู่หยวนเปายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูอยู่นานครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเงียบๆ