บทที่ 101 แผนการหาเงินของฝูชิ่ง
บทที่ 101 แผนการหาเงินของฝูชิ่ง
บทที่ 101 แผนการหาเงินของฝูชิ่ง
เมื่อได้ล่วงรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลัง ทุกคนต่างก็พากันลอบทอดถอนใจด้วยความเวทนาและสงสาร จึงพากันพิจารณาดูแล้วเห็นว่าเย่ซานเหนียงเป็นคนที่มีความกตัญญูและจริงใจยิ่งนัก ท่าทางที่ใช้ปฏิบัติต่อนนางจึงยิ่งทวีความเมตตาและเป็นกันเองมากขึ้นทุกที
ฝูกวงที่นั่งอยู่ทางฝั่งตรงข้าม ยามที่ได้เห็นเย่ซานเหนียงสามารถพูดคุยร่วมกับทุกคนได้ ทั้งคนอื่นๆ ก็ดูท่าทางจะนึกชื่นชอบและเอ็นดูนางยิ่งนัก ในใจเขาจึงพลันรู้สึกว่าเย่ซานเหนียงช่วยกู้หน้ากู้ตาให้แก่เขาเป็นอย่างมาก
สายตาที่ใช้จับจ้องมองดูเย่ซานเหนียงจึงยิ่งทวีความอ่อนโยนหวานซึ้งมากขึ้นทุกที ทางด้านในห้องหับอีกห้องหนึ่งก็กำลังพูดคุยหารือเกี่ยวกับเรื่องราวของเย่ซานเหนียงอยู่เช่นกัน ลู่หยวนเปาเมื่อเห็นว่าสีหน้าท่าทางของฝูชิ่งและฝูเฮ่อดูไม่เลวเลย จึงแอบเอ่ยถามเสียงเบา
“พวกเจ้าสองคนนึกชื่นชอบมารดาเลี้ยงคนใหม่ผู้นี้หรือไม่” ฝูเฮ่อก้มหน้าลง น้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ
“ย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องชื่นชอบหรือไม่ชื่นชอบหรอก อย่างไรเสียตัวนางก็ปฏิบัติต่อพวกเราเป็นอย่างดี ทั้งยังไม่เคยเอ่ยปากดุด่าว่าร้ายบงการพวกเรา เรื่องอาหารการกินดื่มที่พวกเราสมควรได้รับนางก็ไม่มีข้อคิดเห็นคัดค้านสิ่งใด ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นเถอะ”
ฝูเฮ่อไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอันใดกับเย่ซานเหนียงเลยไม่ได้นึกต่อต้าน ทว่าก็ไม่อาจบังเกิดความรักใคร่ชื่นชอบขึ้นมาได้ ทว่าทางฝั่งฝูชิ่งกลับเอ่ยปากพูดจาชี้แจงเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
“นิสัยใจคอของมารดาเลี้ยงไม่ได้ร้ายกาจอันใด วาจาที่เอ่ยปากพูดคุยก็ล่วงรู้เข้าใจเหตุผลดี ประกอบกับการที่พวกเราสองพี่น้องก็เติบโตจนรู้ความแล้ว
ท่านย่าเคยเอ่ยปากชี้แจงกับนางตั้งนานแล้วว่าวันหน้าเรื่องราวการแต่งงานของพวกเราไม่จำเป็นต้องให้นางมาคอยเดือดเนื้อร้อนใจจัดการ รอจนพวกเราแต่งงานมีครอบครัวเสร็จสิ้นก็จะจัดแจงแยกบ้านทรัพย์สมบัติ
และสิ่งของทุกสิ่งอย่างภายในบ้านจะถูกแบ่งสรรปันส่วนออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน ตัวนางเองก็ไม่มีข้อคิดเห็นคัดค้านอันใด ทุกคนต่างปฏิบัติต่อกันด้วยความเกรงใจและนอบน้อม เท่านี้ก็นับว่าดีเพียงพอแล้วล่ะ”
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวของหลี่ซื่อมาได้ สองพี่น้องคู่นี้ก็ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยที่สุดสภาวะทางจิตใจก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีฝูชิ่งก็ถึงกำหนดเวลาที่ต้องพูดจาตกลงหมั้นหมายแต่งงานแล้ว
ต่อเรื่องราวที่ท่านพ่อแต่งงานใหม่ตัวเขาไม่ได้มีความคิดคัดค้านอันใด ขอเพียงอย่าได้ก่อเรื่องราววุ่นวายจนบ้านเรือนไร้ความสงบสุขอีกก็เป็นอันใช้ได้ ทว่าในยามนี้สิ่งที่เขาให้ความสำคัญและใส่ใจมากกว่าคือการหาเงินทอง
ท่านย่าเคยเอ่ยปากชี้แจงไว้แล้วว่าเงินทองที่หามาได้นางจะไม่ขอรับไว้ ปล่อยให้พวกเขาเก็บเอาไว้เอง วันหน้าแต่งงานมีครอบครัวจะได้พอมีทรัพย์สมบัติเก็บไว้ก้นถุง
ตัวเขาอย่างมากที่สุดก็คงยืดเวลาออกไปได้อีกสองปีก็ต้องแต่งงาน ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้จะสามารถเก็บเงินได้สักเท่าใดกัน ฝูชิ่งนึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง เรื่องราวในใจของเขาปรากฏอยู่บนใบหน้าชัดเจน ลู่หยวนเปาคิดอยากจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นก็ไม่อาจทำได้
“มีเรื่องยากลำบากอันใดก็เอ่ยปากบอกกล่าวมาตรงๆ เถอะ” ฝูชิ่งลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยเอ่ย
“ข้าอยากหาเงิน ทว่าไม่ล่วงรู้ว่าควรจะลงมือทำอย่างไรดี ไม่ว่าจะเดินทางขึ้นป่าเขาหรือลงไปในแม่น้ำ ข้าวของที่ได้มาอย่างมากที่สุดก็แลกเปลี่ยนเงินได้เพียงไม่กี่อีแปะ พวกเจ้าว่าข้าจะสามารถเก็บเงินทองจนเพียงพอสำหรับไปสู่ขอภรรยาได้หรือไม่”
การแต่งงานรวมถึงการจัดสร้างบ้านเรือนเหล่านั้นล้วนเป็นรายจ่ายก้อนโตมโหฬาร แม้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ภายในบ้านจะเคยเอ่ยปากชี้แจงไว้แล้วว่าเงินทองส่วนนี้ทางบ้านจะเป็นฝ่ายออกให้
ทว่าฝูชิ่งเองก็นับว่าเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานและต้องการเอาชนะ หากตัวเขา สามารถหาเงินทองมาได้บ้าง ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ท่านพ่อได้หนึ่งถึงสองส่วน เช่นนี้ภายในใจของเขาจึงค่อยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ลู่หยวนเปาและลู่หยวนเว่ยสบสายตากันปราดหนึ่ง ลู่หยวนเปายังไม่ทันได้เอ่ยปากส่งเสียง ลู่หยวนเว่ยก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“พี่อาชิ่ง เรื่องราวนี้ของพวกท่านพวกเราเก็บมาใส่ใจแล้ว หากวันหน้ามีหนทางช่องทางการหาเงินทอง ข้าสัญญาว่าจะเดินทางมาแจ้งข่าวบอกกล่าวแก่ท่านเป็นคนแรกแน่นอน
ท่านเองก็อย่าได้นึกร้อนอกร้อนใจถึงเพียงนี้เลย หลังจากผ่านพ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิไปก็ช่วยท่านลุงลงทำไร่ไถนาในผืนนาให้เสร็จสิ้น ยามที่มีเวลาว่างค่อยเดินทางขึ้นป่าเขาเสาะหาพวกหน่อไม้ป่า
หรือลงไปในแม่น้ำจับปลากลับมา ถึงเวลานั้นก็นำมาส่งมอบให้ที่บ้านของข้าโดยตรง ท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะช่วยรับซื้อไว้เอง อย่างไรเสียก็ย่อมต้องทำเงินกลับมาได้บ้าง”
ฝูชิ่งคิดคำนึงว่าลู่หยวนเว่ยต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลตน จึงรีบส่ายหัวปฏิเสธคำติดต่อกัน
“ไม่ได้เด็ดขาด ท่านอาตงซานและท่านอาสะใภ้ลู่เดิมทีก็ง่วนทำงานยุ่งวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมากพอแล้ว และยังต้องบุกบั่นฝ่าลมฝ่าฝนเดินทางไปมา เงินทองที่พวกเขาหามาได้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าได้มาคอยสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจเพื่อตัวข้าเลย” ลู่หยวนเปายิ้มบางๆ แล้วเอ่ย
“เป็นเพียงเรื่องราวเล็กน้อยที่หยิบจับช่วยกันได้เท่านั้นเอง เจ้าเองก็ล่วงรู้ดีว่าท่านพ่อของข้ามักจะเดินทางออกไปข้างนอกอยู่เป็นประจำ เจ้านำข้าวของมาปล่อยขายให้แก่เขา
เขานำไปส่งขายต่อที่ตัวอำเภอก็ย่อมสามารถทำเงินส่วนต่างกลับมาได้ควบคู่กันไปด้วย อีกทั้งยังเป็นเส้นทางผ่านที่ต้องเดินทางไปอยู่แล้ว ไม่ได้ขาดทุนเสียหายอันใด ดังนั้นเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องมีความกดดันหรือวิตกกังวลในใจสิ่งใดเลย”
“เรื่องราวเป็นเช่นนั้นจริงหรือ”
ใบหน้าของฝูชิ่งขึ้นสีแดงก่ำ ในใจบังเกิดความสั่นไหวและอยากทำอยู่บ้าง ทว่าก็แฝงความรู้สึกขัดเขินและเกรงใจ หัวใจเต้นระทึกรัวเร็วลนลาน สองพี่น้องลู่หยวนเปาต่างพากันพยักหน้ารับคำหนักๆ พร้อมกัน ทางฝั่งฝูเฮ่อที่อยู่ข้างๆ ก็กระโดดโลดเต้นเอ่ยขึ้นมาทันควัน
“เช่นนั้นข้าเองก็จะไปจัดหามาด้วย ถึงเวลานั้นค่อยร่วมเดินทางไปส่งมอบให้แก่ท่านอาพร้อมกับพี่ใหญ่ แค่ท่านอาทำเพียงพิจารณามอบเงินให้เล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นอันใช้ได้แล้วล่ะ”
ฝูเฮ่อเพียงแต่ต้องการมาร่วมวงสนุกสนานด้วยเท่านั้น ทั้งในใจยังนึกอยากจะช่วยหยิบยื่นมือเข้าช่วยประคับประคองพี่ใหญ่ของตนอีกแรง
รอจนกระทั่งสองพี่น้องตระกูลฝูเดินทางกลับไปเรียบร้อยแล้ว ลู่หยวนเปาจึงนำเรื่องราวนี้นำไปบอกกล่าวให้ท่านพ่อท่านแม่รับรู้ด้วยความรู้สึกประหม่าและกังวลอยู่บ้าง
“พวกเราเพียงแต่นึกอยากจะยื่นมือเข้าช่วยสองพี่น้องคู่นั้นสักครั้งขอรับ หากเรื่องราวไม่ประสบความสำเร็จอันใด ผ่านพ้นไปอีกสักพักพวกเราค่อยเดินทางไปบอกกล่าวชี้แจงแก่พวกเขาเอง” ลู่ตงซานกลับมีท่าทางปล่อยวางไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“เป็นเพียงเรื่องราวที่ยื่นมือเข้าช่วยประคับประคองกันได้ ไม่มีสิ่งใดหรอก ทว่าเรื่องราวนี้นท่านลุงฝูและท่านย่าฝูล่วงรู้เรื่องราวด้วยหรือไม่”
“เดินทางกลับไปแล้วพวกเขาก็คงจะบอกกล่าวเองกระมัง...”
ลู่หยวนเว่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก เฉินสวี่อันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดกายลุกขึ้นก้าวเท้าเดินออกไปด้านนอก
“ข้าจะเดินทางไปที่บ้านตระกูลฝูสักเที่ยว ประจวบเหมาะจะได้หยิบยกเรื่องราวนี้นำไปเอ่ยปากบอกกล่าวเสียหน่อย พอผ่านพ้นข้อตกลงที่ชัดแจ้งไปแล้ว วันหน้าจะได้ไม่ก่อเกิดเรื่องราววุ่นวายหรือความเข้าใจผิดอันใดปะทุขึ้นมาอีก”
ความจริงแล้วเรื่องราวนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตมโหฬารอันใด เพียงแต่สถานการณ์ภายในบ้านตระกูลฝูค่อนข้างมีความพิเศษ ประกอบกับเย่ซานเหนียงก็เพิ่งจะตบแต่งเข้าประตูบ้านมาใหม่
หากสองพี่น้องฝูชิ่งง่วนทำงานวุ่นวายเพื่อหาเงินเก็บไว้โดยไม่ผ่านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน หากหาเงินไม่ได้ก็นับว่าแล้วกันไป ทว่าหากทำเงินกลับมาได้ทว่ากลับไม่ยอมเอ่ยปากบอกกล่าว
ชะตากรรมของป้าเติ้งและฝูกวงคงต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเป็นแน่ และย่อมไม่อาจแสดงท่าทางลำเอียงเข้าข้างเด็กทั้งสองคนต่อหน้าต่อตาภรรยาแต่งใหม่ได้ จนทำให้เย่ซานเหนียงบังเกิดความขัดข้องหมองใจขึ้นมาในภายหลัง
ไม่สู้แปรเปลี่ยนเป็นนำเรื่องราวนี้นำมาพูดคุยชี้แจงให้แจ่มแจ้งแจ่มชัดกันตั้งแต่แรกเสียยังจะดีกว่า ยามที่เฉินสวี่อันเดินทางมาถึง เย่ซานเหนียงกำลังง่วนทำงานจัดการงานอยู่ภายในลานบ้าน
มองดูปราดเดียวก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าเป็นสตรีที่มีความขยันขันแข็งยิ่งนัก เย่ซานเหนียงย่อมทอดสายตามองเห็นเฉินสวี่อันเป็นคนแรก นางรีบก้าวเท้าเข้ามาช่วยเปิดประตูรั้วลานบ้านให้ทันควัน
“พี่สะใภ้ รีบเข้ามาด้านในก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ป้าเติ้งได้ยินซุ่มเสียงความเคลื่อนไหวจึงก้าวเท้าเดินออกมาจากในห้อง บนใบหน้าอัดแน่นไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจก่อนจะเอ่ยปาก
“เดินทางมาก็มาเถอะ ในทุกๆ ครั้งที่ก้าวเท้าเข้าประตูมาไม่เคยเห็นจะยอมมามือเปล่าเลยสักครั้ง วันหน้าหากข้าเดินทางไปเยือนที่บ้านของเจ้าแล้วไม่ได้มีของติดไม้ติดมือสิ่งใดไปฝาก เกรงว่าคงไม่มีหน้าจะก้าวเท้าเข้าประตูบ้านเจ้าแล้วล่ะ”
ป้าเติ้งเอ่ยปากพูดจาหยอกล้อเย้าแหย่ ทำเอาเฉินสวี่อันถึงกับต้องเอามือปิดปากหลุดขำออกมาเบาๆ นางจัดแจงส่งมอบตะกร้าในมือให้แก่เย่ซานเหนียง