บทที่ 10 จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
บทที่ 10 จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
บทที่ 10 จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
แต่ก่อนลู่ตงซานไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย หมู่บ้านซานฝูตั้งอยู่ในหุบเขาและยากจนข้นแค้นยิ่งนัก เด็กในหมู่บ้านต่างก็เติบโตมากันแบบนี้ ขอเพียงแค่ได้กินอิ่มนอนอุ่นทุกคนก็พึงพอใจแล้ว
ส่วนความคิดอ่านอย่างอื่นนั้นไม่มีเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่กล้าแม้แต่จะคิด เมื่อได้ยินเฉินสวี่อันกล่าวเช่นนี้ ลู่ตงซานจึงถึงกับตกอยู่ในอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เฉินสวี่อันเองก็กลัวว่าหากพูดมากไปจะทำให้ลู่ตงซานกดดัน นางจึงตบบ่าเขาเบาๆ เพื่อปลอบโยนแล้วเอ่ยอีก
“เรื่องพวกนี้เร่งรีบไม่ได้เจ้าค่ะ วันหน้าถ้าท่านว่างก็ลองไปสืบดูเรื่องการเรียนหนังสือดู หากเป็นไปได้ก็ส่งเจ้าใหญ่ไปก่อน ส่วนลูกสามเพิ่งจะสี่ขวบยังไม่รีบร้อน พวกเราค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ อย่าลืมนะเจ้าคะว่าเงินค่าสินไหมจากตระกูลติ้งพวกเรายังไม่ได้รับเลย”
เมื่อพูดถึงตระกูลติ้ง แววตาของเฉินสวี่อันก็ฉายแววโหดเหี้ยมขึ้นมาวูบหนึ่ง ตอนนั้นเสิ่นโหย่วตัดสินให้ตระกูลติ้งชดเชยให้นางเป็นเงินยี่สิบตำลึง ต่อให้ตระกูลติ้งจะต้องขายทุกอย่างที่มีก็ต้องนำเงินนี้มาให้นางให้ได้ เรื่องนี้นางจึงไม่กังวลนัก ลู่ตงซานตบหัวตัวเองแรงๆ
“ถ้าเจ้าไม่พูดข้าก็เกือบลืมไปเลย เมื่อครึ่งเดือนก่อนข้าเคยไปสอบถามมาครั้งหนึ่ง ทางที่ว่าการอำเภอบอกว่าตระกูลติ้งไม่มีเงินก้อนยี่สิบตำลึง จำเป็นต้องขายทรัพย์สินก่อน
พรุ่งนี้ข้าจะไปถามดูอีกที นี่ก็ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว ตระกูลติ้งควรจะรวบรวมเงินได้ครบแล้วล่ะ”
ตอนนี้ลู่ตงซานเกลียดชังสองพ่อลูกตระกูลติ้งเข้าไส้ เรื่องเงินยี่สิบตำลึงนี้เขาจึงใส่ใจยิ่งกว่าเฉินสวี่อันเสียอีก เพราะมันคือเงินที่เฉินสวี่อันต้องแลกมาด้วยชีวิต
วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานตื่นแต่เช้ามืดเพื่อออกเดินทาง หากไม่รีบเร่งเกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว เฉินสวี่อันรู้ว่าเขาต้องเข้าเมือง จึงหยิบเงินยี่สิบอีแปะจากในตู้ออกมาส่งให้เขา
“ตัวเมืองนั้นไม่ใช่ใกล้ๆ หากเป็นไปได้ก็ลองหาคนร่วมทางหรือติดรถจากในตำบลไป จะได้ประหยัดเวลา พอถึงตัวเมืองแล้วก็อย่ามัวแต่งกเงินหนึ่งหรือสองอีแปะจนปล่อยให้ตัวเองหิวล่ะ หากมีเงินทอนเหลือก็ซื้อขนมมาฝากพวกเด็กๆ บ้าง ช่วงที่ผ่านมาเด็กๆ ลำบากกันมากจริงๆ”
ไม่พูดถึงลูกเล็กสองคนที่ป่วย เจ้าใหญ่ในช่วงนี้ก็เชื่อฟังและรู้ความขึ้นมาก ทั้งยังช่วยงานที่บ้านได้ตั้งหลายอย่าง ส่วนเจ้าตัวเล็กอีกสองคนก็ไม่ดื้อไม่ซน ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากทีเดียว
เมื่อลู่ตงซานได้ยินอย่างนั้นจึงพยักหน้ารับคำ ก่อนออกจากบ้านเขายังนำหนังกระต่ายที่สะสมไว้ รวมถึงไข่ไก่ป่าและไข่เป็ดป่าติดตัวไปด้วย นานๆ จะเข้าเมืองสักที หากไม่นำของไปขายก็นับว่าน่าเสียดาย
เมื่อถึงตีนเขาลู่ตงซานแวะไปที่บ้านตระกูลฝูและบ้านตระกูลหวง เพื่อแจ้งว่าตนจะเข้าเมือง ทั้งสองบ้านจึงมอบไข่ไก่ที่สะสมไว้ให้เขาช่วยนำไปขายด้วย
ไข่ไก่นี้หากขายในตำบลจะได้ราคา 3 อีแปะต่อ 2 ฟอง แต่ถ้าไปขายในเมืองจะได้ราคาถึงฟองละ 2 อีแปะ ส่วนต่างนั้นจึงไม่ใช่น้อยๆ เลย
ลู่ตงซานเดินวนรับของจนตะกร้าสะพายหลังเต็มถึงได้ออกจากหมู่บ้าน เมื่อถึงตัวตำบล เขาทำตามที่เฉินสวี่อันกำชับไว้คือหารถลาที่จะไปตัวเมืองและจ่ายเงินไป 3 อีแปะ
หากนั่งรถวัวจะประหยัดได้ 1 อีแปะ แต่รถวัวช้ากว่ารถลา เพื่อประหยัดเวลาเขาจึงเลือกยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อนั่งรถลา จากตำบลถึงตัวเมืองใช้เวลาเดินทางจนถึงยามอู่พอดี
ผู้คนตามแผงลอยริมทางเริ่มบางตาลง ลู่ตงซานไม่ได้ยืนขายของอยู่ริมถนนทื่อๆ แต่เขากลับเที่ยวเดินสอบถามหาร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปก่อน
แต่ก่อนเวลาอยู่ในตำบล เขามักจะขายหนังสัตว์ป่าให้ร้านขายผ้า เพราะรู้ว่าร้านเหล่านั้นเมื่อรับซื้อไปสุดท้ายก็ต้องนำไปขายต่อให้ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูป แต่น่าเสียดายที่ในตำบลไม่มีร้านเสื้อผ้า เขาจึงไม่เคยได้ราคาดีเลย
วันนี้ลู่ตงซานจึงอยากลองเสี่ยงดวงดู หากเป็นไปได้ก็อยากขายให้ได้เงินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เขาไม่ได้หวังสูง ขอแค่ขายได้กำไรพอชดเชยค่าเดินทางไปกลับได้ก็พอใจแล้ว
หลังจากสอบถามจนพบร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปตระกูลต้วนที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรม ลู่ตงซานก็เดินเร่ขายของไปตามทางเรื่อยๆ กว่าจะถึงร้านตระกูลต้วน
ไข่ไก่ในตะกร้าก็ขายออกไปได้จำนวนไม่น้อยแล้ว เสี่ยวเอ้อประจำร้านเมื่อเห็นลูกค้ามาถึงก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
“นายท่านต้องการซื้อสิ่งใดหรือขอรับ ที่ร้านเรามีเสื้อผ้าทุกรูปแบบเลยนะขอรับ”
เสี่ยวเอ้อเห็นลู่ตงซานแต่งตัวธรรมดาก็รีบพาเขาไปดูชุดที่ทำจากผ้าป่านอย่างมีมารยาท ปกติชาวบ้านทั่วไปมักสวมผ้าป่าน คนที่มีฐานะหน่อยจะสวมผ้าป่านเนื้อละเอียด
ส่วนคนยากจนจะสวมผ้าป่านเนื้อหยาบ ซึ่งในร้านมีผ้าป่านจำหน่ายมากที่สุด ลู่ตงซานเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถามอย่างประหม่า
“พี่ชาย ข้าไม่ได้มาซื้อเสื้อผ้าหรอกขอรับ แต่อยากถามว่าที่นี่รับซื้อหนังสัตว์ป่าบ้างไหม” เสี่ยวเอ้อได้ยินช่วงแรกก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่พอได้ยินช่วงหลังใบหน้าจึงเปลี่ยนเป็นยินดี
“รับสิขอรับรับ แต่การรับซื้อหนังสัตว์ป่าของเราต้องดูที่คุณภาพและการฟอกหนังด้วย หากจัดการมาดีราคาย่อมสูงตามไปด้วย ว่าแต่ที่นายท่านนำมาขายคือหนังอะไรหรือขอรับ”
“หนังกระต่ายขอรับ”
ลู่ตงซานตอบอย่างชัดเจนพลางวางตะกร้าลง เปิดผ้าออกแล้วคลี่หนังกระต่ายออกมาวางเรียงทีละผืน หนังกระต่ายไม่ใช่ของหายาก แต่เป็นที่ต้องการมาก เสี่ยวเอ้อเห็นดังนั้นจึงรีบบอก
“นายท่านรอสักครู่ขอรับ ข้าจะไปตามหลงจู๊มาดู”
เพียงครู่เดียวชายวัยกลางคนที่มีหนวดสองเส้น สวมชุดยาวดูภูมิฐานก็เดินตามเสี่ยวเอ้อออกมาจากหลังร้าน ทันทีที่เข้าประตูมาเขาก็สังเกตเห็นลู่ตงซานที่ยืนตัวตรงด้วยความประหม่า เขาจึงเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“เจ้าคือคนที่นำหนังสัตว์ป่ามาขายหรือ” ลู่ตงซานพยักหน้าพลางยื่นหนังส่งให้
“นี่คือหนังกระต่ายที่ข้าฟอกเองขอรับ”
หลงจู๊เห็นท่าทางแข็งทื่อของเขาก็ยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนรับหนังไปเดินออกไปที่หน้าร้าน พลิกดูรายละเอียดใต้แสงแดดจัดอย่างละเอียด เมื่อตรวจดูครบทุกผืนแล้วจึงเอ่ยกับลู่ตงซาน
“พ่อหนุ่ม หนังของเจ้าฝีมือไม่เบาเลยนะ แม้จะเป็นเพียงหนังกระต่ายธรรมดาแต่ผืนหนังสมบูรณ์และจัดการมาได้สะอาดสะอ้านทีเดียว หากเจ้ามีจำนวนมากข้าคงให้ราคาได้สูงกว่านี้ แต่นี่เจ้ามีเพียง 7-8 ผืน เอาอย่างนี้ ข้าให้ผืนละ 60 อีแปะ เจ้าจะว่าอย่างไร”
ดวงตาของลู่ตงซานเป็นประกายทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความฉลาดเขาจึงแสร้งนิ่งเงียบไว้ก่อน หลงจู๊เห็นดังนั้นจึงอธิบายต่อ
“ปกติเราจะรับซื้อแบบเป็นชุดใหญ่ หนังคุณภาพขนาดนี้หากมีสัก 20 ผืนขึ้นไปเราจะให้ผืนละ 60 กว่าอีแปะ แต่นี่ของเจ้าจำนวนยังไม่ถึง ข้าจึงให้ราคาได้เพียงเท่านี้จริงๆ” ลู่ตงซานคำนวณในใจแล้วก็ตอบตกลงทันที
“ตกลงขอรับ เอาตามราคานี้เลย อ้อ หลงจู๊ขอรับ ข้ายังมีไข่ไก่ที่เลี้ยงเองกับพวกไข่ไก่ป่าไข่เป็ดป่าอีกนิดหน่อย ท่านสนใจจะรับซื้อไว้ด้วยไหมขอรับ” เขากล่าวพลางชี้ไปที่ตะกร้าสะพายหลัง หลงจู๊ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา
“ปีหนึ่งๆ จะมีคนมาขายไข่ในร้านเสื้อผ้าสักกี่คนกันเชียว ไข่ไก่เลี้ยงน่ะช่างมันเถอะ แต่ไข่ไก่ป่ากับไข่เป็ดป่ามีเท่าไหร่ล่ะ” ลู่ตงซานรีบหยิบไข่ออกมานับแล้วตอบ
“ไข่ไก่ป่าสิบสองฟอง ไข่เป็ดป่าสิบห้าฟองขอรับ”
“มีไม่มากเท่าไหร่นี่นา จะขายยังไงล่ะ” หลงจู๊ลูบหนวดแพะเส้นเล็กๆ พลางถามด้วยความสนใจ
“ไข่ไก่ป่าฟองละสองอีแปะ ส่วนไข่เป็ดป่าสองฟองห้าอีแปะขอรับ”
ลู่ตงซานลอบกลืนน้ำลายขณะแจ้งราคา เขารู้ดีว่าราคานี้ไม่ถูกและเตรียมใจให้หลงจู๊ต่อรอง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะนิ่งคิดเพียงครู่เดียวก็ตกลง แถมยังสั่งให้เสี่ยวเอ้อมาคิดเงินให้เขาด้วย
ลู่ตงซานผู้มีสีหน้าตื่นเต้นกุมถุงเงินอีแปะในอกเสื้อไว้แน่น เขารีบจ้ำอ้าวหายไปที่มุมถนนอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียวหลงจู๊ร้านเสื้อผ้าจะเปลี่ยนใจ
เมื่อเห็นว่าเวลาเริ่มเย็นมากแล้ว ลู่ตงซานจึงไม่ได้เดินเร่ขายของต่อ แต่มุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอก่อน ในยามนี้หน้าที่ว่าการค่อนข้างเงียบเหงา เพราะปกติชาวบ้านทั่วไปมักมีความยำเกรงสถานที่แห่งนี้โดยสัญชาตญาณ
หากไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ยอมย่างกรายเข้ามาเด็ดขาด โชคดีที่มือปราบหน้าประตูยังจำลู่ตงซานได้ เมื่อเข้ามาสอบถามเพียงไม่กี่คำก็ยอมให้เขาเข้าไปข้างใน
ลู่ตงซานเดินไปยังเรือนทำงานของที่ปรึกษาอย่างคุ้นเคย เขาเข้าไปข้างในจนกระทั่งเกือบสิ้นยามเว่ยถึงได้ออกมา ตอนเดินพ้นประตูที่ว่าการเขายังรู้สึกเหมือนฝันไป
พลางเบิกตากว้างจ้องมองสิ่งรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอน เมื่อแน่ใจแล้วฝีเท้าของเขาก็เร็วขึ้นมาก ทว่าเขายังไม่ลืมคำกำชับของเฉินสวี่อันที่ให้ซื้อขนมไปฝากเด็กๆ ด้วย
กว่าลู่ตงซานจะเดินทางจากตัวเมืองกลับมาถึงตำบลซานตง ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว ร้านรวงในตำบลต่างพากันปิดประตูตั้งแต่ช่วงโพล้เพล้ ยามนี้บนท้องถนนจึงไร้เงาผู้คน
หากบังเอิญเจอใครสักคนก็มักจะเดินด้วยท่าทางรีบร้อน คนขับรถลามาส่งเขาที่หน้าปากทางเข้าตำบลก่อนจะขับรถจากไป