LNCrawler

บทที่ 11 เมื่อโชคชะตาพัดพาไร่ทะเลมาให้

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 11 เมื่อโชคชะตาพัดพาไร่ทะเลมาให้

บทที่ 11 เมื่อโชคชะตาพัดพาไร่ทะเลมาให้

 

ลู่ตงซานจัดตะกร้าสะพายหลังให้เข้าที่ แล้วรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้านโดยไม่หยุดคิด เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อเข้าหมู่บ้านคงจะมืดมิดไร้แสงไฟ แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่ถึงหน้าหมู่บ้าน 

เขากลับเห็นแสงไฟกะพริบวิบวับอยู่ตรงกึ่งกลางเขา แสงนั้นในความมืดมิดดูราวกับจะมอบความหวังอันไร้สิ้นสุดให้กับผู้พบเห็น เขาตื่นเต้นจนเริ่มออกตัววิ่ง 

เมื่อถึงตีนเขาถึงได้พบว่าแสงไฟเหล่านั้นคือคบไฟที่ปักไว้ตามเนินดิน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของเฉินสวี่อัน เพราะลูกๆ ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้แน่

​“เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว!” 

ลู่ตงซานผลักประตูรั้วไม้ไผ่พลางตะโกนเรียกเสียงดัง ​เฉินสวี่อันสะดุ้งตื่นจนรีบลงจากเตียงแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกมา 

“ตะโกนทำไมกันเจ้าคะ เด็กๆ หลับหมดแล้ว!”

​“แหะๆ ข้าแค่ดีใจมากไปหน่อยน่ะจ่ะ!” ลู่ตงซานยิ้มแห้งๆ ​เฉินสวี่อันค้อนขวับเข้าให้พลางเอ่ยดุเบาๆ 

“รีบวางของลงเถอะเจ้าค่ะ ในครัวข้าต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว อากาศยังหนาวนัก ไปอาบน้ำร้อนเสีย แล้วก็ดื่มน้ำขิงสักชามจะได้ไม่เป็นหวัด”

​“ข้าไม่ต้องดื่มไอ้ของพรรค์นั้นหรอก” 

ลู่ตงซานพึมพำอย่างว่าง่าย ทว่าเท้ากลับเดินตรงไปยังห้องครัวอย่างซื่อสัตย์ เมื่อเข้าไปข้างในเขาถึงพบว่าเฉินสวี่อันไม่เพียงแต่ต้มน้ำร้อนและน้ำขิงไว้ให้ แต่ยังเก็บมื้อค่ำไว้รอเขาด้วย

​แม้จะเป็นโจ๊กผักป่าอย่างเดิม แต่ลู่ตงซานกลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างยิ่ง เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เริ่มมีสภาพเป็นบ้านจริงๆ เสียที มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่กลับทำให้เขามีเรี่ยวแรงมหาศาล และชีวิตดูเหมือนจะมีความหวังมากขึ้นอีกหลายเท่า

​ในขณะที่เฉินสวี่อันกำลังจัดเก็บข้าวของอยู่ในห้องโถง นางไม่ได้รู้เลยว่าช่วงเวลาสั้นๆ นี้ลู่ตงซานจะคิดอะไรไปไกลขนาดนั้น เมื่อนางหยิบของในตะกร้าออกมาทีละชิ้น นางถึงพบว่านอกจากห่อขนมที่มีน้ำหนักไม่น้อยแล้ว 

ยังมีห่อตังเมและซาลาเปาที่เย็นชืดแล้วอีกสองสามลูก ​เฉินสวี่อันเก็บขนมและตังเมไว้ แล้วนำซาลาเปาไปใส่ตะกร้าแขวนไว้บนขื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนูมาลอบกัดกินของดีๆ เหล่านี้

​เมื่อนางจัดของเสร็จ ลู่ตงซานก็หิ้วถังน้ำร้อนไปอาบน้ำพอดี เฉินสวี่อันอาศัยช่วงเวลานี้ซักเสื้อผ้าชุดเก่าของลู่ตงซานให้เรียบร้อย ทั้งคู่ยุ่งจนดึกดื่นถึงได้กลับเข้าห้องนอน

ลู่ตงซานเฝ้ารอให้เฉินสวี่อันเอ่ยปากถามเพื่อที่เขาจะได้เล่าข่าวดีให้นางดีใจ แต่คิดไม่ถึงว่านางกลับมีท่าทางเรียบเฉยไม่รีบร้อนจนเขาเริ่มจะทนไม่ไหวเสียเอง ในที่สุดลู่ตงซานก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อน 

“เมียจ๋า เจ้าไม่อยากถามข้าหน่อยหรือว่าวันนี้ไปในเมืองเป็นอย่างไรบ้าง” ​เฉินสวี่อันจัดเก็บเสื้อผ้าที่พับเสร็จแล้วอย่างสงบก่อนจะหันกลับมา 

“ได้เงินค่าสินไหมจากตระกูลติ้งมาแล้วหรือเจ้าคะ” ลู่ตงซานพยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะส่ายหน้าตาม ​เฉินสวี่อันขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ 

“ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ท่านทำท่าทางแบบนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่า... ได้มาไม่ถึงยี่สิบตำลึง” ลู่ตงซานพยายามเรียบเรียงคำพูดแล้วกระซิบตอบ 

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง เงินยี่สิบตำลึงนั่นตระกูลติ้งเอาออกมาไม่ได้จริงๆ ชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่คงไม่มีเงินเก็บมากขนาดนั้นหรอก ยิ่งเป็นตระกูลติ้งด้วยแล้ว ถ้าพวกเขามีเงินก็คงไม่ทำเรื่องชั่วช้าสารเลวแบบนั้น 

ท่านนายอำเภอส่งคนไปกดดันหลายครั้ง ตระกูลติ้งดิ้นรนแทบตายสุดท้ายรวบรวมมาได้แค่สิบตำลึงเงิน ตอนแรกท่านนายอำเภอจะบังคับให้พวกเขาขายที่นา 

แต่หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลติ้งไปตามท่านผู้อาวุโสและผู้ใหญ่บ้านอีกหลายคนมาช่วยขอความเมตตาให้พวกผู้หญิงและเด็กๆ ในบ้าน บอกว่าหากไม่มีที่นาคนบ้านติ้งคงต้องอดตายกันหมด”

​“ท่านนายอำเภอเห็นแก่หน้าคนเหล่านั้นเลยยอมผ่อนปรนให้ แต่เงินก็ยังต้องจ่ายอยู่ดี เมียของติ้งเหล่าซานไม่มีทางเลือก เลยต้องเอาไร่ทะเลผืนหนึ่งที่หมู่บ้านจงสุ่ยมาขัดตาทัพแทนเงินที่เหลือ 

ไร่ทะเลผืนนี้มูลค่าเท่าไหร่ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ท่านที่ปรึกษาบอกว่ามันมีค่ามากกว่าสิบตำลึงเสียอีก หากไม่ใช่เพราะตระกูลติ้งไม่มีเงินสดจริงๆ พวกเราคงไม่มีทางได้ของดีราคาถูกแบบนี้มาครองหรอก”

​เมื่อเฉินสวี่อันได้ยินคำว่าไร่ทะเล นางก็เริ่มจะนั่งไม่ติดเสียฃแล้ว ชาวนามีไร่นา ชาวสวนหม่อนมีสวนหม่อน ชาวสวนยามีสวนยา แต่ชาวประมงล่ะ พวกเขาไม่มีอะไรเลย 

มีเพียงเรือลำน้อยหนึ่งลำเท่านั้น พวกที่มีฐานะหน่อยอาจจะมีบ้านบนบก แต่ชาวประมงส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนน้ำ และไร่ทะเลคือเอกลักษณ์พิเศษของอำเภอชิงอันแห่งนี้

​หากจะพูดถึงไร่ทะเลก็ต้องเอ่ยถึงสภาพภูมิศาสตร์ของอำเภอชิงอัน ที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาและติดทะเล หมู่บ้านชาวประมงแม้จะอยู่ติดทะเล แต่จากหมู่บ้านมาถึงตำบลต้องข้ามเขาหลายลูก 

ปกติการเดินทางไปกลับต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองวัน หากไปตัวเมืองยิ่งไกลกว่านั้น ประกอบกับในตำบลมีตลาดนัดเล็กทุกสามวัน และตลาดใหญ่ทุกห้าวัน 

ชาวประมงจึงไม่สามารถส่งปลาที่จับได้ในแต่ละวันออกไปขายได้ทันท่วงที แต่หากไม่รีบส่งปลาไปขาย ปลาก็จะตายและเน่าเสีย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่มาโดยตลอด

​เมื่อสิบกว่าปีก่อนอำเภอชิงอันได้ต้อนรับนายอำเภอผู้หนึ่งที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อราษฎร ไร่ทะเลคือนโยบายที่เขาประกาศใช้ โดยราษฎรสามารถยื่นเรื่องขอซื้อที่ดินรกร้างริมชายเลนเพื่อเปิดเป็นไร่ทะเล 

หรือจะเช่าจากทางการโดยจ่ายค่าเช่ารายปีก็ได้ ไร่ทะเลนี้สามารถชักน้ำทะเลเข้ามาเพื่อใช้เลี้ยงปลาสดๆ ไว้ข้างใน รอจนถึงวันตลาดนัดค่อยขนส่งไปขายที่ตำบล 

แน่นอนว่าที่ดินริมทะเลมีจำกัด ทางการจึงจำกัดจำนวนหมู่ที่แต่ละคนจะซื้อได้ และจัดลำดับความสำคัญของผู้ซื้อไว้ด้วย โดยให้ชาวประมงมีสิทธิ์ซื้อก่อน หากชาวประมงซื้อไม่หมดถึงจะถึงคิวชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง 

และสุดท้ายถึงจะเป็นคนนอกพื้นที่ แต่หากที่ดินถูกขายไปหมดแล้วและยังมีชาวประมงต้องการไร่ทะเล ทางการมีสิทธิ์บังคับเวนคืนไร่ทะเลจากผู้ซื้อที่ไม่ใช่ชาวประมงเหล่านั้นคืนมาได้

เพราะเหตุผลข้อสุดท้ายนี้เอง ไร่ทะเลจึงกลายเป็นเหมือนของที่มีค่าแต่ใช้ประโยชน์ยาก ในสายตาของคนบางกลุ่ม พ่อค้าจำนวนมากที่เล็งไร่ทะเลไว้ต่างก็ไม่กล้าลงมือประมูล 

หนึ่งเป็นเพราะไม่สามารถกว้านซื้อในปริมาณมากได้ และสองคือกลัวว่าหากเกิดมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงโผล่ขึ้นมาทวงสิทธิ์กลางคัน เงินที่ลงทุนไปก่อนหน้าก็มีโอกาสสูงที่จะสูญเปล่า ​ไร่ทะเลนั้นหาได้ยากยิ่ง เฉินสวี่อันไม่เคยฝันเลยว่าตระกูลติ้งจะมีไร่ทะเลครอบครอง 

“หากข้าจำไม่ผิด หมู่บ้านตระกูลติ้งไม่ได้อยู่ติดทะเลนี่เจ้าคะ แล้วไร่ทะเลนี้มันมาได้อย่างไร”

​ชาติก่อนเสิ่นโหย่วมอบเงินยี่สิบตำลึงให้นางโดยตรง ไม่ได้เล่ารายละเอียดมากมายถึงเพียงนี้ หรือว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำอะไรแฝงอยู่

“ได้ยินท่านที่ปรึกษาบอกว่าเมียของติ้งเหล่าซานเป็นลูกสาวชาวประมง เจ้าน่าจะรู้นะว่าน้อยคนนักที่จะแต่งลูกสาวชาวประมงเข้าบ้าน เรื่องจนไม่จนนั้นช่างมันเถอะ 

แต่ลูกสาวชาวประมงเกิดและโตมาบนเรือ เรื่องชายหญิงจึงไม่ได้เคร่งครัดนัก แถมยังไม่เคยทำงานในไร่นา แต่งเข้ามาแล้วก็ต้องมาเริ่มสอนกันใหม่หมด ตอนที่ติ้งเหล่าซานแต่งนางเข้าบ้าน เรื่องนี้ลือกันไปทั่วหมู่บ้านเลยล่ะ”

“ฝั่งบ้านเดิมของนางแม้จะไม่มีเงินทองแต่ก็รักลูกสาวมาก กลัวลูกสาวแต่งไปแล้วจะถูกข่มเหงเพราะไม่มีสินเดิม พ่อตาของทางนั้นเลยตัดสินใจแบ่งสมบัติให้ลูกชายคนอื่นๆ 

แล้วยกไร่ทะเลส่วนของตัวเองให้เมียติ้งเหล่าซานเป็นสินเจ้าสาว พอมีไร่ทะเลติดตัว เมียติ้งเหล่าซานเลยมีศักดิ์ศรีในบ้านสามีขึ้นมาบ้าง”

“ตอนนั้นติ้งเหล่าซานเอาแต่เกียจคร้าน เมียเขาเลยแนะนำให้เขาไปหาปลาจะได้มีอาชีพเลี้ยงตัว ติ้งเหล่าซานก็ไปนะ แต่บ่นว่าลำบาก วันๆ ไม่ทำเรื่องดีๆ 

แถมยังไปทำรุ่มร่ามกับผู้หญิงบนเรือลำอื่นจนถูกพี่เมียจับได้แล้วซ้อมน่วมถึงได้ยอมรามือ ตั้งแต่นั้นมาไร่ทะเลผืนนั้นพี่เมียของติ้งเหล่าซานก็เป็นคนดูแลให้ แล้วส่งผลกำไรให้เมียติ้งเหล่าซานมาตลอด 

จนช่วงหลังมานี้พี่เมียทยอยเสียชีวิตไป เมียติ้งเหล่าซานก็เกรงใจหลานๆ เลยเอาไปปล่อยเช่าให้คนอื่น ปีหนึ่งๆ ก็ได้เงินไม่น้อยเลยนะ ข้าเดาว่าคงมากพอตัว ไม่อย่างนั้นท่านที่ปรึกษาจะบอกว่าพวกเราได้กำไรได้ยังไง”

“ตอนนี้ที่ดินชายฝั่งถูกบุกเบิกไปจนเกือบหมดแล้ว ทางการกำลังควบคุมอย่างเข้มงวด เดิมทีพวกเราไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองไร่ทะเลได้เลย แต่ในเมื่อเกิดคดีนี้ขึ้น 

ที่ว่าการก็คงไม่ใจร้ายกดดันจนพวกคนแก่และเด็กบ้านติ้งต้องสิ้นเนื้อประดาตัวด้วยการบังคับขายที่นา เลยต้องเอาไร่ทะเลมาชดเชยแทน เจ้าสบายใจได้ 

เรื่องนี้มีการลงบันทึกยังที่ว่าการไว้แล้ว ต่อไปแม้ไร่ทะเลจะขาดแคลน ทางการก็จะไม่บังคับยึดคืนเด็ดขาด เว้นแต่พวกเราจะยินยอมเอง”

ลู่ตงซานกระซิบเล่าด้วยความตื่นเต้น แม้จะผ่านไปทั้งวันจนเขาเริ่มสงบจิตใจลงได้บ้างแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินสวี่อันเขาก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้

​เฉินสวี่อันยิ้มกว้างด้วยความยินดี นางรับเอกสารฉบับนั้นมาอ่านตัวอักษรอย่างละเอียดถึงสองรอบถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แววตาของนางส่องประกายมองลู่ตงซาน