LNCrawler

บทที่ 126 หนึ่งคนค้ารังนก หนึ่งคนขายเฉาก๊วย

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 126 หนึ่งคนค้ารังนก หนึ่งคนขายเฉาก๊วย

บทที่ 126 หนึ่งคนค้ารังนก หนึ่งคนขายเฉาก๊วย

 

แม้จะไม่ได้จ่ายยา แต่เพราะตรวจพบชีพจรตั้งครรภ์ ป้าเติ้งจึงสะบัดมือจ่ายเงินให้หมอยาพื้นบ้านไปทันทียี่สิบอีแปะ ​เฉินสวี่อันเองก็ยินดีด้วย พอเห็นเย่ซานเหนียงฟื้นขึ้นมานางจึงเอ่ยดุแกมเอ็นดู

“เจ้าทำข้าตกใจหมดเลย ดีที่เจ้าไม่ได้เป็นอะไรมาก”

​เย่ซานเหนียงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง นางดึงมือเฉินสวี่อันพลางทำปากยื่นด้วยความเดือดดาลไม่หาย 

“พี่สะใภ้ ท่านไม่รู้หรอกว่าปากของคนพวกนั้นมันเน่าเฟะขนาดไหน! คำพูดแบบไหนก็กล้าพูดออกมา ไม่ดูเลยว่าบ้านท่านมีคนอยู่ตั้งกี่คน ทั้งป้าติง จินหง จินหลิง แล้วยังมีแม่หนูเซินเอ๋อร์กับจงเอ๋อร์อีก 

อีกอย่างข้าเองก็อยู่ด้วย พวกนั้นยังกล้าพูดจาพล่อยๆ ออกมาได้ ข้าจะบอกท่านให้นะ เรื่องนี้จะปล่อยไปง่ายๆ ไม่ได้ ท่านต้องไปคิดบัญชีกับพวกนั้นให้เข็ด ยัยพวกปากสว่างเหล่านั้นมี... ข้าจำได้หมดทุกคนเลยนะ!” ​เฉินสวี่อันรู้สึกซาบซึ้งใจ นางจึงรีบปลอบโยน

“ได้! ที่เจ้าพูดมาข้าจำได้หมดแล้ว วันหน้าหากมีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้น ข้าจะไม่ไปเรียกพวกนั้นแน่นอน แบบนี้เจ้าพอใจหรือยัง”

​เย่ซานเหนียงขมวดคิ้ว นางรู้สึกว่าแค่นี้จะไปสะใจอะไร แต่ตอนนี้ตนเองตั้งครรภ์อยู่ก็คงคิดอะไรมากไม่ได้ พอนึกถึงงานที่อาจจะต้องสูญเสียไป อารมณ์ของเย่ซานเหนียงก็พลันหดหู่ลงอีกครั้ง

​“คิดอะไรอยู่หรือ” เฉินสวี่อันถามด้วยความสงสัย

​“ข้ากำลังคิดว่าหลังจากนี้คงจะไปทำงานที่บ้านท่านไม่ได้แล้วใช่ไหม” 

เย่ซานเหนียงมองเฉินสวี่อันด้วยสายตาน่าสงสาร ตอนนี้ค่าแรงของนางเพิ่มขึ้นแล้ว วันหนึ่งได้ตั้งสิบกว่าอีแปะ เดือนหนึ่งรวมแล้วก็ตั้งหลายร้อยอีแปะ ขาดงานนี้ไปนางคงเสียดายจนใจจะขาด ​เฉินสวี่อันรู้สึกอัศจรรย์ใจกับความคิดของนางจริงๆ 

“ข้าว่าเจ้าดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ ไปหาหมอในเมืองดูก่อน ถ้ารักษาตัวแล้วหมอบอกว่าทำได้เจ้าก็ค่อยมา แต่ถ้าหมอให้อยู่พักผ่อนเจ้าก็อย่าได้ฝืน ฝืนทำไปก็ไม่ดี อย่างไรเสียที่บ้านข้าก็มีงานที่เจ้าพอจะทำได้อยู่แล้ว”

เมื่อเห็นเฉินสวี่อันกล่าวยืนยันเช่นนี้ เย่ซานเหนียงจึงยอมนอนลงพักผ่อนอย่างสบายใจ ​หลังจากเฉินสวี่อันกลับไปแล้ว ป้าเติ้งก็หิ้วตะกร้าเข้ามาในห้อง และเอ่ยกับทั้งสองสามีภรรยา

“สวี่อันเอาของมาให้เยอะเชียว มีทั้งเนื้อ ไข่ แล้วก็ปลา ดูท่าทางราคาไม่ถูกเลย ทั้งหมดนี้เก็บไว้ให้เจ้ากินบำรุงร่างกายนะ”

ฝูกวงปรายตามองดูเช่นกัน ในตะกร้ามีของอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม คงพอให้เย่ซานเหนียงได้กินบำรุงไปได้อีกเป็นครึ่งค่อนเดือน 

“น้องสะใภ้ช่างมีน้ำใจจริงๆ แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือต้องพาเจ้าเข้าไปหาหมอในเมือง เดี๋ยวข้าจะไปขอยืมเกวียนลาที่บ้านตระกูลลู่เสียหน่อย”

ลู่ตงซานนำรถม้าออกไปข้างนอก เกวียนลาที่บ้านจึงจะถูกนำมาใช้เฉพาะตอนส่งของเท่านั้น ตอนนี้น่าจะพอยืมได้อยู่ ​เย่ซานเหนียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันสายตาไปทางป้าเติ้ง แล้วเม้มปากถามอย่างเกรงใจ

“ท่านแม่ แล้วพวกผู้หญิงปากเสียที่โดนข้าตีล่ะเจ้าคะ” ป้าเติ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับมาอย่างอ่อนใจ 

“เจ้านี่ยังจะพูดอีก! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นลมล้มพับไป พวกนั้นก็คงยังนอนร้องโอดโอยเอาเรื่องอยู่ที่ลานบ้านเราโน่นแหละ!”

​เดิมทีผู้หญิงกลุ่มนั้นตั้งใจจะบีบให้ตระกูลฝูชดใช้เงินให้ได้ แต่ในขณะที่กำลังร้องโวยวายอยู่นั้น จู่ๆ เย่ซานเหนียงก็เกิดเป็นลมไป ทีแรกพวกนางยังนึกว่าเย่ซานเหนียงแกล้งทำ 

จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องตะโกนด้วยความขวัญเสียของฝูกวง แต่เย่ซานเหนียงก็ยังนิ่งสนิทไร้การตอบสนอง พวกนางถึงได้ตระหนักถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าหากเย่ซานเหนียงเป็นอะไรไป

ตนเองจะต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย แต่ละคนจึงรีบโกยแน่บหนีหายกันไปอย่างรวดเร็ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมา เห็นได้ชัดว่าหดหัวกันอยู่แต่ในบ้านไม่กล้าออกมา ​เย่ซานเหนียงทำปากยื่นด้วยความอัดอั้นพลางบ่นพึมพำ

“ข้าน่าจะยังตีไม่แรงพอ!” ป้าเติ้งปวดหัวจนต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยเตือน

“พวกเราพอแค่นี้เถอะ พวกผู้หญิงในหมู่บ้านก็เป็นแบบนี้กันหมดไม่ใช่หรือ วันหน้าวันหลังพวกนางคงไม่กล้ามาตอแยเจ้าอีก เจ้าก็เลิกถือสาหาความเถอะ คาดว่าหลังจากนี้พอพวกนางรู้ว่าเจ้าตั้งครรภ์ก็คงยิ่งไม่กล้ามาหาเรื่องอีกแล้ว”

​เย็นวันนั้นหลังจากไปรับยามาจากในเมือง บ้านตระกูลฝูก็ยังคงสงบเรียบร้อยดี เย่ซานเหนียงจึงยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ​ครรภ์นี้ของเย่ซานเหนียงประคองดูแลมาได้อย่างยากลำบากยิ่ง 

นางต้องนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านจนพ้นช่วงสามเดือนแรกไปแล้วถึงได้เริ่มไปทำงานที่บ้านตระกูลลู่ ซึ่งในเวลานั้นก็ย่างเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว เมล็ดบัวจากทางบ้านเดิมของเย่ซานเหนียงได้ถูกส่งมาที่บ้านตระกูลลู่ตั้งนานแล้ว 

โดยราคายังคงเท่ากับปีกลาย เมื่อพี่น้องหาเงินได้ เย่ซานเหนียงก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วย ประกอบกับตนเองกำลังตั้งครรภ์ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เรื่องมงคลหลั่งไหลเข้ามาติดต่อกันจนทำให้จิตใจกระปรี้กระเปร่า สีหน้าผิวพรรณจึงดูผุดผ่องผิดไปจากเดิมมาก

ระหว่างการทำงานในตอนนั้น เย่ซานเหนียงพบว่าลู่ตงซานยังคงหายหน้าหายตาไปเหมือนเมื่อก่อน นางจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ​เฉินสวี่อันจึงได้ทอดถอนใจ 

“ยังอีกนานน่ะกว่าเขาจะกลับ คาดว่าคงต้องอีกสักเดือนสองเดือนถึงจะกลับถึงบ้าน”

​พวกเขาร่วมเดินทางออกจากอำเภอชิงอัน โดยนำเอาสินค้าท้องถิ่นส่วนหนึ่งติดตัวไปด้วย ส่วนใหญ่เป็นของกิน และยังมีผ้าไหมอีกจำนวนหนึ่งที่เฉินสวี่อันทอและย้อมสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

ของพวกนี้จะถูกขายออกไปตามเส้นทางที่ผ่าน และเมื่อไปถึงอำเภอหว่านลี่แล้วก็จะจัดซื้อรังนกอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมาตระเวนขายตามทางขากลับ การเดินทางอย่างตรากตรำกลับไปกลับมาเช่นนี้ หากไม่ใช้เวลาสามสี่เดือนย่อมไม่มีทางสำเร็จได้

​แม้ว่าเย่ซานเหนียงจะไม่รู้แน่ชัดว่าลู่ตงซานกำลังทำสิ่งใดอยู่ แต่จากคำพูดเพียงไม่กี่คำของเฉินสวี่อัน นางก็คาดเดาได้ว่าต้องเป็นการค้าขายที่ใหญ่โตและน่าทึ่งมากแน่ๆ ในใจจึงยิ่งรู้สึกเลื่อมใสมากขึ้นไปอีก

​เฉินสวี่อันเห็นว่านางไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดต่อ ในใจก็รู้สึกพึงพอใจ ​หลังจากนั้นไม่เกินสองวัน จินเฉวียนก็มาส่งของพร้อมกับนำสมุดบัญชีและเงินกำไรไตรมาสแรกของร้านขายของแห้งกลับมาด้วย 

เฉินสวี่อันคำนวณดูอย่างละเอียด แล้วพบว่ากำไรของร้านในฤดูใบไม้ผลิรวมแล้วมีประมาณหกร้อยตำลึง โดยกำไรในช่วงสองเดือนแรกมีเพียงสองร้อยตำลึงเท่านั้น 

แต่ในเดือนต่อมาเมื่อมีรังนกเพิ่มเข้ามา ผลกำไรก็พุ่งสูงขึ้นทันที โดยมีจำนวนมากถึงสี่ร้อยตำลึงเลยทีเดียว นี่เพิ่งจะเป็นเพียงผลกำไรของฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น พอเข้าสู่ฤดูร้อนมีเมล็ดบัวเพิ่มเข้ามา กิจการก็มีแต่จะดียิ่งขึ้นไปอีก 

ช่วงนี้ตัวนางเองยังได้เคี่ยวเฉาก๊วยขึ้นมา ตั้งใจว่าจะสอนวิธีทำให้กับจินหมิง เพื่อลองทำขายดูสักหนึ่งฤดูร้อน เฉาก๊วยทั่วไปก็แค่ใช้หญ้าเฉาก๊วยมาเคี่ยว แต่เฉาก๊วยของนางจะใส่สะระแหน่และชะเอมเทศเพิ่มลงไปด้วยเล็กน้อย 

เฉาก๊วยที่เคี่ยวออกมาจึงทั้งเย็นสดชื่นและมีรสหวานชุ่มคอ พอราดน้ำเชื่อมลงไปหน่อย รสชาติมันต้องยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งไม่มีสองแน่ ​ที่สำคัญที่สุดคือของสิ่งนี้ไม่เปลืองพื้นที่ 

ทั้งยังไม่ต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่ตั้งแผงลอยไว้ที่หน้าประตูร้านขายของแห้งก็ใช้ได้แล้ว ไม่แน่ว่ามันอาจจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านได้มากขึ้นด้วยก็ได้

ลู่ตงซานและพวกพ้องเดินทางกลับมาถึงอำเภอชิงอันในตอนปลายเดือนหก ตอนที่คนกลุ่มนี้เดินทางออกจากบ้านไปยังดูเป็นผู้เป็นคนอยู่เลย แต่พอกลับมาต่างก็ตัวดำปี๋ราวกับถ่านซ้ำยังซูบผอมลงไปมาก

จินหมิงพอเห็นนายท่านของตนเองก็เกือบจะจำไม่ได้ เป็นเพราะเหลือบไปเห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจียงอี้เฉิงต่างหาก เขาถึงได้รีบต้อนรับทุกคนเข้าไปพักผ่อนในห้องด้านหลังร้านโดยไม่ทันได้คิดอะไร 

พร้อมกับตักเฉาก๊วยให้พวกเขากินคนละถ้วย ​ทั้งห้าคนที่ร้อนจนแทบจะมีควันออกจากร่าง พอเห็นขนมหวานที่ใสกระจ่างราวกับอัญมณีนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นมาตักเข้าปาก 

ความเย็นสดชื่นที่แทรกซึมไปถึงทรวงอกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนต่างครางอืออาออกมาด้วยความสบายตัว จากนั้นก็สวบเฉาก๊วยจนหมดเกลี้ยงภายในสองสามคำ เจียงอี้เฉิงยังไม่เต็มอิ่ม ยื่นถ้วยให้จินหมิงอย่างใจนักเลง 

“ขออีกถ้วย!”

​“ข้าด้วย!”

​“ข้าก็เอา!”

จินหมิงทำอะไรไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงแต่ต้องตักเฉาก๊วยให้พวกเขากันอีกคนละถ้วยพลางเอ่ยเตือน 

“นายท่าน เฉาก๊วยนี้แม้จะช่วยคลายร้อนได้ดี แต่ก็ไม่ควรทานมากเกินไปนะขอรับ บ่าวได้ให้จินโม่กลับไปแจ้งที่บ้านแล้ว ทางด้านจินฉู่น่าจะเริ่มทำอาหารแล้วขอรับ”

ลู่ตงซานกินเฉาก๊วยไปถ้วยหนึ่งในที่สุดก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วเริ่มละเลียดชิมเฉาก๊วยในมือพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“นี่เป็นความคิดของใครกัน” จินหมิงตอบไปตามตรง

“เป็นความคิดของนายหญิงขอรับ นายหญิงให้บ่าวเคี่ยวหม้อใหญ่ๆ ทุกวันเพื่อตั้งแผงขายที่หน้าประตูร้าน วันไหนที่พวกคุณชายไปสำนักศึกษา พวกจินซูก็จะมาช่วยเฝ้าแผงให้ แบบนี้บ่าวถึงพอจะดูแลไหวขอรับ” ลู่ตงซานเลิกคิ้วขึ้น 

“ขายดีงั้นหรือ” จินหมิงพยักหน้า 

“ขายดีมากขอรับ หม้อเดียวไม่เคยพอขาย ตอนนี้ปกติแล้วต้องเคี่ยวถึงสองหม้อ พอถึงตอนเย็นก็หมดเกลี้ยงแล้ว มีหลายคนตื่นมาตอนมืดแล้วยังมาถามหาเลยขอรับ 

เฉาก๊วยของพวกเราขายราคาถูก คนธรรมดาทั่วไปก็ซื้อกินไหว ต้นทุนก็น้อย ขายหมดสองหม้อจะได้กำไรประมาณหนึ่งตำลึง เดือนหนึ่งรวมแล้วก็ตั้งสามสิบตำลึง แถมยังพลอยทำให้มีลูกค้าเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยขอรับ”

​“เมียข้ายังคงฉลาดที่สุด!” 

ลู่ตงซานเอ่ยชมอย่างเบิกบานใจ ยิ่งทำให้เขาคิดถึงเฉินสวี่อันมากขึ้นไปอีก พอกินเฉาก๊วยหมดเขาก็ลุกขึ้นยืนทันทีแล้วกล่าวขึ้น

“ข้าจะกลับหมู่บ้านก่อน พวกเจ้าก็จัดการตัวเองกันตามสบายเถอะ!”