บทที่ 127 กลับบ้านพร้อมกับกำไรหมื่นตำลึง
บทที่ 127 กลับบ้านพร้อมกับกำไรหมื่นตำลึง
บทที่ 127 กลับบ้านพร้อมกับกำไรหมื่นตำลึง
เกวียนลาโยกเยกไปตามทางจนเข้าสู่หมู่บ้านซานฝู บางคนที่เห็นลู่ตงซานแวบแรกก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเข้ามาทักทายด้วยท่าทางเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ยั้งปากไว้ ลู่ตงซานรู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
พอผ่านลานบ้านตระกูลฝู ลู่ตงซานจึงแวะเข้าไปทักทายป้าเติ้งและฝูกวงเป็นพิเศษ เวลานี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เย่ซานเหนียงก็อยู่บ้านเช่นกัน พอเห็นลู่ตงซานกลับมา นางก็ตรงเข้าฟ้องทันที พร้อมทั้งด่าทอพวกผู้หญิงปากยื่นปากยาวในหมู่บ้านเติมสีใส่ไข่ไปชุดใหญ่
ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีของลู่ตงซานพลันเปลี่ยนเป็นมีแววโทสะพาดผ่าน ป้าเติ้งปวดหัวจนต้องปรายตามองลูกสะใภ้แวบหนึ่ง รอจนลู่ตงซานเดินจากไปแล้ว นางถึงได้เอ่ยปากขึ้น
“เจ้าจะไปบอกเรื่องพวกนั้นกับตงซานทำไม มีแต่จะทำให้เขาพลอยขุ่นเคืองใจคนในหมู่บ้านเปล่าๆ”
“เหอะ! จะปล่อยให้พี่สะใภ้เฉินต้องยอมรับความอยุติธรรมไปเปล่าๆ ได้ยังไง คนพวกนั้นมันสมควรโดนแล้ว ข้าเห็นว่าตระกูลลู่น่ะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจริงๆ แล้ว ต่อไปคนพวกนั้นอย่าหวังว่าจะได้เอาเปรียบเลยแม้แต่ครึ่งก้าว!”
เย่ซานเหนียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น ตอนที่นางอยู่บ้านเดิมก็โดนพวกผู้หญิงในหมู่บ้านนินทาว่าร้ายมาไม่น้อย สิ่งที่นางเกลียดที่สุดก็คือพวกผู้หญิงปากหอยปากปูนี่แหละ
ป้าเติ้งส่ายหัวพลางทอดถอนใจ นางหมดปัญญาจะจัดการกับเย่ซานเหนียงจริงๆ ส่วนฝูกวงเขาก็ได้แต่ช่วยปลอบ
“ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านอย่าไปยุ่งเลย พวกผู้หญิงพวกนั้นสมควรโดนสั่งสอนจริงๆ ตอนนี้ซานเหนียงก็สั่งสอนคนพวกนั้นไปแล้ว เดิมทีก็ผูกใจเจ็บกันอยู่ ตงซานจะรู้เรื่องด้วยก็ไม่เป็นไรหรอก”
สิ่งที่ฝูกวงไม่ได้พูดออกมาก็คือ เย่ซานเหนียงไม่เพียงแต่ด่าทอผู้หญิงพวกนั้นด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังดึงจ้าวเหลียนและคนอื่นๆ มาร่วมยืนอยู่ฝั่งเดียวกันด้วย
พอเจอหน้าผู้หญิงพวกนั้นก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันสักสองสามประโยค ช่วงนี้ตามที่ที่มีคนพลุกพล่านในหมู่บ้านจึงไม่เคยสงบลงเลย หัวหน้าหมู่บ้านยังเคยเตือนเขาอ้อมๆ ให้เขาช่วยควบคุมดูแลเย่ซานเหนียงบ้าง
แต่เขาจะไปควบคุมได้อย่างไร เรื่องนี้เขาดูอยู่ก็ยังรู้สึกสะใจ ไม่เห็นหรือว่าพวกหลี่เอ้อโก่วก็ยังไม่ปริปากพูดอะไรเลย! นั่นก็เท่ากับว่ายอมรับการกระทำของเมียตัวเองแล้ว
เพราะเหตุนี้ พวกผู้หญิงในหมู่บ้านจึงดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสามฝ่ายใหญ่ๆ ฝ่ายหนึ่งคือนำโดยเย่ซานเหนียงและจ้าวเหลียนที่สนิทสนมกลมเกลียวกับตระกูลลู่
อีกฝ่ายคือพวกที่อิจฉาริษยาตระกูลลู่จนตาแดง คอยซุบซิบนินทาลับหลังไปทั่ว และยังมีพวกที่รักความสงบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ขอยุ่งเกี่ยวลุยตมกับใคร ส่วนพวกผู้ชายอย่างพวกเขาก็แค่ดูเป็นเรื่องสนุกไป
ลู่ตงซานสะกดกลั้นไฟโทสะเต็มอกกลับมาถึงบ้าน วินาทีที่เขาได้เห็นเฉินสวี่อัน ความโกรธทั้งหมดก็พลันมลายหายไปสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความคิดถึงและความสงสารจับใจ
“เมียจ๋า ทำให้เจ้าต้องลำบากใจแล้ว” เฉินสวี่อันที่มีสีหน้าประหลาดใจแกมยินดีถึงกับงุนงง
“ข้าไปลำบากใจเรื่องอะไรกัน” เฉินสวี่อันเบิกตากลมโตดำขลับสบสายตา บนหน้าผากเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ก็... ก็คือเมียของฝูกวงบอกข้าหมดแล้ว ข้าไม่อยู่บ้าน ยัยพวกปากยื่นปากยาวพวกนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าโมโหใช่ไหม” ลู่ตงซานเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เฉินสวี่อันหลุดจึงหัวเราะพรืดออกมา
“ข้านึกว่าเรื่องใหญ่อะไร เรื่องขี้ผงแค่นี้ข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก อีกอย่างช่วงนี้ซานเหนียงกับจวี๋ซุ่ยพวกนางก็คอยออกหน้าแทนข้าอยู่บ่อยๆ ซานเหนียงมักจะมาเล่าให้ฟังประจำว่าพวกนางไปทะเลาะกับใครมาบ้าง ข้าฟังแล้วยังรู้สึกว่าน่าสนุกดีออก”
ลู่ตงซานเห็นสีหน้าของนางดูไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำจึงค่อยโล่งอก เขาจูงมือเฉินสวี่อันเข้าห้อง แล้วรีบหยิบห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งออกมาจากอกเสื้อด้วยความลนลาน
“เมียจ๋า รอบนี้ออกไปข้างนอกถือว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เจ้าไม่รู้หรอกว่าการค้าขายนี้มันทำเงินได้มากมายขนาดไหน ข้าพกเงินออกไปสองพันตำลึงกับสินค้าเต็มคันรถ พอไปถึงอำเภอหว่านลี่
พวกเราก็ทำเงินได้ถึงห้าพันตำลึงแล้ว ห้าพันตำลึงนั้นส่วนใหญ่ใช้ไปกับการซื้อรังนก ส่วนที่เหลือกว้านซื้อเม็ดเก๋ากี้ เดินทางรอนแรมกลับมาจากอำเภอหว่านลี่ เงินห้าพันตำลึงก็กลายเป็นหนึ่งหมื่นสองพันตำลึงแล้ว
และนอกจากเรื่องเงิน ข้ายังได้เรียนรู้วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีมาไม่น้อย ระหว่างทางพวกเรายังเจอพวกคนใจคอไม่ดีคิดจะมาปล้นด้วย ดีที่มีเจียงอี้เฉิง
พอเขาออกโรงเอามือเปล่าฟาดอิฐแตก พวกภูตผีปีศาจเหล่านั้นก็กระเจิงหนีหายไปหมด นี่ไงล่ะ ไม่ทำให้ขายหน้า ทำภารกิจสำเร็จลุล่วง และกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!”
ลู่ตงซานพูดจาเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เฉินสวี่อันกลับฟังไปใจหายใจคว่ำ ตอนนั้นสถานการณ์จะต้องอันตรายอย่างยิ่งยวดเป็นแน่ แต่ในเมื่อคนไม่เป็นอะไร นางก็ไม่ซักไซ้ไล่เลียงอีก
นางเปิดห่อผ้าออกดู ข้างในมีตั๋วเงินใบละมูลค่าสูงๆ อยู่หลายใบ ทั้งยังมีเงินตำลึงแท่ง เงินย่อย และเหรียญทองแดงที่ร้อยเป็นพวงๆ นางจึงจัดการเก็บของเหล่านี้เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ลู่ตงซานหิ้วห่อผ้าสัมภาระขนาดใหญ่จากด้านนอกเข้ามาอีก
“ในนี้เป็นเครื่องประดับที่ข้าซื้อมาฝากเจ้ากับลูกสาวทั้งสองคน มีทั้งปิ่นทอง ปิ่นไข่มุก กำไลทอง กำไลหยก จี้กุญแจเงินอายุยืน สร้อยคอ ต่างหู และดอกไม้ผ้า ของเยอะทีเดียว เจ้าลองดูแล้วจัดสรรเอาเองนะ” คราวนี้เฉินสวี่อันรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
“ดูท่าทางท่านจะร่ำรวยขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ!”
พฤติกรรมแบบนี้ถ้าไม่ใช่เศรษฐีใหม่แล้วจะเรียกว่าอะไรได้ ลู่ตงซานฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“เมียจ๋า พูดไปแล้วผ้าไหมของเจ้านั่นแหละที่ทำกำไรได้สูงที่สุด ผ้าไหมพวกนั้นรวมกันมียี่สิบห้าพับ ในตัวอำเภอพวกเราขายได้พับละแปดตำลึง แต่พอส่งไปถึงเมืองเอก พับหนึ่งสามารถขายได้ถึงสิบสองตำลึงเชียวนะ
ข้าเอาไปขายให้ร้านขายผ้าในเมืองเอกจนหมด ได้กำไรมาสามร้อยตำลึง แล้วยังมีของป่าของพวกท่านลุงอีก ของพวกนั้นในเมืองเอกก็ค่อนข้างมีราคา ของทั้งคันรถนั้นขายได้ถึงสองร้อยตำลึงเลยล่ะ”
แน่นอนว่าในนั้นยังมีพวกอาหารทะเลแห้ง เนื้อเค็ม ไส้กรอกกุนเชียง รวมถึงของป่าที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก แต่ก็ทำเงินได้มากมายจริงๆ เฉินสวี่อันคิดทบทวนคำพูดของลู่ตงซานซ้ำไปซ้ำมา แต่นางยังไม่ทันส่งเสียง ลู่ตงซานก็พูดต่ออีก
“ข้าคิดดีแล้ว ต่อไปเจ้าไม่จำเป็นต้องทอผ้าอย่างเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้อีก พวกเราสามารถรวบรวมคนในหมู่บ้านให้ทำงานได้ โดยรับซื้อผ้าจากพวกนางมาขายต่อ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการทำเงิน” เฉินสวี่อันได้ยินดังนั้นก็ทอดถอนใจ
“ท่านคิดว่าเรื่องนี้ข้าไม่เคยคิดมาก่อนหรือ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะมือของพวกนางทำงานหยาบมาเป็นเวลานาน จึงมีแต่รอยด้านหนา แม้แต่จะจับผ้าไหมยังทำไม่ได้ แล้วจะทอผ้าไหมได้อย่างไรกัน”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ” ลู่ตงซานขมวดคิ้ว เฉินสวี่อันครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“งั้นซื้อที่ดินในหมู่บ้านเพื่อสร้างโรงงาน พวกเราซื้อเด็กผู้หญิงที่มือเรียวบางและคล่องแคล่วมาจำนวนหนึ่งเพื่อเน้นเรื่องการทอผ้า ส่วนงานเลี้ยงไหมก็ยกให้คนในหมู่บ้านทำ แล้วพวกเราค่อยรับซื้อรังไหมจากพวกเขา แบบนี้เป็นอย่างไร”
การเลี้ยงไหมจำเป็นต้องปลูกต้นหม่อน ซึ่งสามารถปลูกบนภูเขาได้ ทั้งยังไม่แย่งพื้นที่ทำนา คาดว่าหัวหน้าหมู่บ้านคงจะไม่มีข้อคัดค้านอะไร
“นี่ก็เป็นวิธีที่ดีนะ” คิ้วของลู่ตงซานคลายออกทันที และเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ของวิธีนี้
“เอาเถอะ ไม่ว่าท่านจะมีสารพัดความคิดอะไรก็ให้พับเก็บไว้ก่อน ไปอาบน้ำเสีย ข้าจะเข้าครัวทำอาหารให้ท่าน อยากกินอะไรก็สั่งได้ตามสบาย กินอิ่มแล้วก็พักผ่อนให้เต็มที่ เรื่องอื่นค่อยเอาไว้คิดทีหลัง”
เฉินสวี่อันหยิบเสื้อผ้าของลู่ตงซานออกมาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ลู่ตงซานกลับตาเป็นประกาย
“เสื้อตัวใหม่ที่เจ้าเย็บให้ข้าหรือ” เฉินสวี่อันพยักหน้ายิ้มอย่างขมขื่น
“ทอด้วยเส้นไหมผสมกับป่านเนื้อละเอียด ข้าเย็บตามขนาดรูปร่างของท่านก่อนจะเดินทาง ตอนนี้ดูท่าทางจะหลวมไปสักหน่อยแล้ว”
ลู่ตงซานเดินทางไปรอบนี้ซูบผอมลงไปมาก แต่ถึงจะผอม ทว่าร่างกายกลับล่ำสันและแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ดูเหมือนคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างไรอย่างนั้น
ลู่ตงซานไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย เขารวบเสื้อผ้าแล้วรีบวิ่งไปทันที พอเขาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความสบายตัว เขาก็รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งร่าง
โดยเฉพาะเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าไหม เมื่อสัมผัสกับผิวแล้วมันช่างลื่นละมุนและนุ่มนวล ยิ่งทำให้รู้สึกสบายตัวจนบอกไม่ถูก เขายังนั่งอยู่ในลานบ้านได้ไม่นาน เฉินสวี่อันก็ทำบะหมี่อาหารทะเลมาให้เขาชามหนึ่ง ลู่ตงซานกินเข้าไปคำหนึ่งดวงตาก็พลันลุกวาว
“รสชาตินี้แหละ! ตลอดการเดินทางข้าเอาแต่คิดถึงอาหารทะเลที่บ้าน อีกสองวันข้าก็จะไปที่ชายหาดสักรอบเหมือนกัน”
ตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจความรู้สึกของเจี่ยงต้าอี้แล้ว พูดก็พูดเถอะ การไปหาของทะเลนี่มันทำให้อดใจไม่ไหวจนติดใจได้จริงๆ เฉินสวี่อันเอ่ยดุแกมหมั่นไส้
“ถ้าท่านชอบกิน ข้าจะทำให้กินทุกวันเลย!”
เมื่อลู่ตงซานกินจนอิ่มหนำแล้ว ทั้งสองคนก็นั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นท่าทางง่วงงุนตาจะปิดของเขา เฉินสวี่อันจึงสั่งให้ป้าติงปูเสื่อไม้ไผ่ไว้ที่ลานหลังเรือน
จากนั้นก็กางมุ้งผ้าโปร่งขึ้นมา พร้อมกับจุดหญ้ากันยุงไว้ข้างๆ เพื่อไล่ยุง แล้วนางจึงเอ่ยอธิบายกับลู่ตงซาน
“ตอนนี้อากาศร้อนในจึงห้องอบอ้าวมาก ขอแค่ฝนไม่ตกข้ากับลูกสาวทั้งสองคนก็จะนอนกันที่ลานบ้านนี่แหละ ช่วงที่ท่านไม่อยู่บ้าน ป้าติงก็จะนอนเป็นเพื่อนพวกเราด้วย
พอท่านกลับมาแล้วข้าเลยให้ป้าติงกลับไปนอนพักที่เรือนหน้า เดี๋ยวลงกลอนประตูใหญ่ไว้ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะเข้ามาแล้ว”
พอกางมุ้งผ้าโปร่งเสร็จเรียบร้อย ลู่ตงซานก็มุดเข้าไปลองนอนด้วยความตื่นเต้นกระตือรือร้น ก่อนจะร้องอุทานด้วยความทึ่ง
“เมียจ๋า วิธีนี้ดีจริงๆ เลย นอกจากจะเย็นสบายแล้ว ยังไม่ต้องคอยกังวลเรื่องยุงอีก ช่างสุขสบายเกินไปแล้ว”