บทที่ 12 เมื่อลูกถูกทำร้าย แม่จะยอมได้อย่างไร
บทที่ 12 เมื่อลูกถูกทำร้าย แม่จะยอมได้อย่างไร
บทที่ 12 เมื่อลูกถูกทำร้าย แม่จะยอมได้อย่างไร
“ช่วงเวลานี้ถือว่ามีเรื่องให้น่ายินดีจริงๆ เจ้าค่ะ”
“เหอะๆ...” ลู่ตงซานหัวเราะซื่อๆ ตาม
“เมียจ๋า เจ้าว่าไร่ทะเลผืนนี้จะขายได้เงินสักเท่าไหร่”
“ขายหรือ” รอยยิ้มของเฉินสวี่อันชะงักลง
“เหตุใดต้องขายเจ้าคะ”
“ไม่ขายหรือ” ลู่ตงซานทำหน้างง
“พวกเราไม่ใช่ชาวประมง อีกอย่างหมู่บ้านจงสุ่ยก็ไม่ได้อยู่ใกล้บ้านเราเลย จะดูแลก็ลำบาก หากไม่ขายคืนที่ว่าการ หรือว่าเจ้าอยากจะทำเหมือนบ้านตระกูลติ้งที่ปล่อยเช่ากินเงินไปวันๆ”
เฉินสวี่อันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่หมู่บ้านซานฝู คิ้วของนางจึงขมวดเข้าหากันทันที พลางครุ่นคิด
“ท่านได้บอกสถานการณ์บ้านเรากับท่านที่ปรึกษาหรือเปล่าเจ้าคะ”
ลู่ตงซานส่ายหน้าตามตรง ตอนนั้นเขามึนหัวไปหมด แค่ทำเรื่องเอกสารให้เสร็จสมบูรณ์ก็เก่งแล้ว จะไปคิดอะไรได้มากมายขนาดนั้น เฉินสวี่อันนิ่งเงียบนวดหัวคิ้วเบาๆ แล้วถอนหายใจออกมา
“ช่างเถอะ ขอข้าลองคิดดูให้ดีก่อน อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรเจ้าค่ะ”
ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก เพื่อเป็นการเอาใจเฉินสวี่อัน เขาจึงนำเงินอีแปะกองหนึ่งมาวางตรงหน้านางราวกับนำสมบัติมาอวด พลางสาธยาย
“วันนี้ตอนเข้าเมืองข้าถือโอกาสขายหนังสัตว์ป่ากับไข่ไปด้วย ได้เงินมาทั้งหมดห้าร้อยสี่สิบเอ็ดอีแปะ ข้าทำตามที่เจ้าบอกคือนั่งรถลาไป กลับไปกลับมาเสียเงินไปหกอีแปะ ซื้อขนมกับตังเมไปห้าสิบอีแปะ
ตอนนี้เหลือเงินอยู่สี่ร้อยแปดสิบห้าอีแปะ เจ้าเก็บไว้ให้ดีนะ วันหลังข้าจะสะสมหนังสัตว์ป่าให้มากกว่านี้แล้วค่อยเอาไปขายในเมือง เมื่อก่อนข้าไม่รู้เลยว่าในเมืองให้ราคาสูงกว่าขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่ยอมขายให้ร้านผ้าในตำบลไปง่ายๆ หรอก”
พูดไปพูดมาลู่ตงซานก็ล้มตัวลงนอน พอเฉินสวี่อันเก็บเงินเสร็จจึงพบว่าคนบนเตียงเริ่มกรนเสียแล้ว นางจ้องมองหนวดเคราบนใบหน้าของเขาแล้วพลันรู้สึกปวดใจ
ชาติก่อนนางเคยพบเจอผู้ชายมาสารพัดรูปแบบ แต่คนที่ปฏิบัติต่อนางดีที่สุดกลับเป็นชายตรงหน้านี้ นางนึกแค้นตัวเองนักที่ยามนั้นไม่รู้จักรักษาเอาไว้
โชคดีที่สวรรค์ยังมอบโอกาสให้นางอีกครั้ง ชาตินี้นางจะต้องทำให้เขาได้อยู่อย่างสุขสบายและมั่งมีไปตลอดชีวิต เมื่อคิดฟุ้งซ่านอยู่ครู่หนึ่ง เฉินสวี่อันจึงค่อยๆ หลับตาลง
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเฉินสวี่อันตื่นขึ้นมาก็พบว่าลู่ตงซานออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในบ้านมีเพียงลู่หยวนเปาที่กำลังทำงานอยู่ในลานบ้าน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลก นางจึงเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย
“เจ้าใหญ่ ไม่ได้ออกไปเล่นหหรือ”
ลู่หยวนเปาที่หันหลังให้เฉินสวี่อันสะดุ้งโหย่ง เขาหันกลับมาส่ายหน้าอย่างเก้อเขินพลางก้มหน้าตอบ
“ข้าเองก็ช่วยหาเงินได้เหมือนกันขอรับ”
“? ? ?” เฉินสวี่อัน
เกิดอะไรขึ้น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร หรือว่าเด็กคนนี้จะเปลี่ยนนิสัยไปแล้ว ไม่ทันที่เฉินสวี่อันจะเข้าใจ ลู่ตงซานก็เดินเหงื่อโชกกลับมา เขาพุ่งตรงมาส่งตะกร้าสะพายหลังให้เฉินสวี่อันพลางบอก
“ขึ้นเขาไปตั้งแต่เช้ามืด นับว่าพอได้อะไรกลับมาบ้าง อ้อ ข้าแวะไปถามหัวหน้าหมู่บ้านมาแล้ว เขาบอกว่าหมู่บ้านจงสุ่ยไกลมาก อยู่ในตำบลข้างๆ โน่นเลย
จากที่นี่ไปไกลยิ่งกว่าไปตัวเมืองเสียอีก ข้าว่าพวกเราคงเข้าไปจัดการเองไม่ไหว พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองอีกรอบ ไปถามท่านที่ปรึกษาดูว่าจะทำอย่างไรดี” เฉินสวี่อันครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าจะไปกับท่านด้วยเจ้าค่ะ”
คราวนี้ลู่ตงซานไม่ปฏิเสธ เขารู้ดีว่าเฉินสวี่อันฉลาดและมีไหวพริบมากกว่าเขา หากนางออกหน้าเองเรื่องราวน่าจะคลี่คลายได้ง่ายกว่า สองสามีภรรยาปรึกษาหารือเรื่องนี้โดยไม่ได้ปิดบังลูกๆ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แม้แต่ลู่หยวนเซินก็มานั่งบนม้านั่งตัวเล็กข้างๆ เพื่อแอบฟังอย่างเปิดเผย แต่ทั้งสองพี่น้องต่างก็ฟังแล้วงงงวย รู้สึกเพียงว่าตั้งแต่ท่านแม่เปลี่ยนไป
ในบ้านก็ดูเหมือนจะมีเรื่องราวที่พวกเขาไม่รู้อีกมากมาย ความรู้สึกนี้ทำให้ลู่หยวนเปาเริ่มกระวนกระวายใจจนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกันหรือขอรับ”
“นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อท่านแม่ หมู่บ้านจงสุ่ยคือที่ไหนหรือเจ้าคะ” ลู่ลู่หยวนเซินถามด้วยความมึนงง ลู่ตงซานอยู่ในอารมณ์ที่ดีจึงอธิบาย
“ท่านนายอำเภอตัดสินให้ตระกูลติ้งที่ทำร้ายแม่เจ้าชดใช้เงินยี่สิบตำลึง แต่ตระกูลติ้งไม่มีเงินมากขนาดนั้น เลยจะเอาไร่ทะเลที่หมู่บ้านจงสุ่ยมาชดเชยแทนส่วนที่เหลือ”
“ไร่ทะเลหรือ”
สองพี่น้องร้องออกมาพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและตื่นเต้น แม้จะไม่เข้าใจว่าไร่ทะเลคืออะไร แต่นั่นก็ไม่ได้ขวางความรู้สึกที่ว่าที่บ้านมีสมบัติเพิ่มขึ้น เฉินสวีอันหัวเราะและอธิบายให้พวกเขาฟังว่าไร่ทะเลคืออะไร ตบท้ายนางจึงบอกกับลู่หยวนเปา
“พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะเข้าเมือง คาดน่าจะไปทั้งวัน ถ้าทันก็คงกลับมาภายในวันนั้นเลย แต่ถ้าไม่ทันก็คงเป็นมะรืนถึงจะกลับ บ้านน่ะฝากพวกเจ้าดูแลด้วยนะ อย่าเอาแต่เล่นจนลืมตัว ดูแลน้องๆ ให้ดีล่ะ”
“ขอรับ”
ลู่หยวนเปารับคำอย่างหนักแน่น เรื่องที่น้องๆ ป่วยคราวก่อนยังฝังใจเขาอยู่ เขาไม่กล้าทำตัวดื้อแพ่งอีกแล้ว แต่เขาก็ยังมีท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
“สรุปแล้ว... ท่านแม่ ตระกูลติ้งนั่นไม่ใช่บ้านเดิมของท่านแม่จริงๆ ใช่ไหมขอรับ”
สิ้นคำพูด คนสกุลลู่ทั้งสามต่างหันไปมองเฉินสวี่อันเป็นตาเดียว จริงๆ แล้วลู่ตงซานเองก็อยากถามมานานแล้ว แต่ก็กลัวจะไปกระทบกระเทือนใจนาง จึงได้แต่เก็บงำไว้ไม่กล้าเอ่ยปาก คิดไม่ถึงว่าลูกชายจะชิงถามออกมาเสียก่อน
เฉินสวี่อันชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองดูลูกชายลูกสาวที่เงยหน้าจ้องนางด้วยตาใสแจ๋ว มุมปากของนางค่อยๆ ยกขึ้นพลางพึมพำออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ใช่แล้วจ่ะ แม่ไม่ได้แซ่ติ้ง”
“แล้วท่านแม่แซ่อะไรหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนเซินถามขึ้นทันควัน แววตาของเฉินสวี่อันดูเหม่อลอยไปครู่ใหญ่ถึงจะเอ่ย
“จำไว้่นะลูก แม่แซ่เฉิน แต่เรื่องนี้ไม่ต้องไปบอกคนอื่นหรอกนะ มันไม่จำเป็น”
เด็กทั้งสองฟังแล้วก็พอจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แแต่ก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ลู่ตงซานเห็นเฉินสวี่อันมองมาที่เขา พอได้สติเขาก็รีบพยักหน้าหงึกหงักตามลูกๆ พลางคิดในใจว่ารู้ว่านางแซ่เฉินก็พอแล้ว เรื่องอื่นน่ะไว้วันหลังค่อยว่ากัน
เฉินสวี่อันพอใจกับท่าทางของทั้งสามคนมาก นางหันกลับเข้าห้องไปหยิบห่อขนมที่ลู่ตงซานซื้อมา เมื่อเด็กๆ เห็นขนม ดวงตาก็เบิกกว้างราวกับหมาป่าเห็นเนื้อ จ้องเขม็งจนตาไม่กะพริบ ลืมเรื่องเคร่งเครียดเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น เฉินสวี่อันหยิบออกมาสี่ชิ้นแล้วกำชับ
“กินคนละชิ้นนะลูก น้องชายคนเล็กยังกินไม่ได้ก็ไม่ต้องให้เขา” ลู่หยวนเซินเก็บขนมเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวัง พลางถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
“ท่านแม่ พวกเรากินได้จริงๆ หรือเจ้าคะ”
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ขนมพวกนี้ก็ซื้อมาให้พวกเจ้านั่นแหละ เอาไปกินเสียเถอะลูก” เฉินสวี่อันลูบหัวลูกสาวเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง
สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วรีบวิ่งออกไปทันที เด็กๆ ในหมู่บ้านก็เป็นเช่นนี้เอง มีของดีอะไรก็มักจะชอบเอาไปอวดเพื่อนฝูง ลู่ตงซานไม่ได้ห้ามปราม แต่เขาคิดไม่ถึงว่าลูกทั้งสองจะวิ่งออกไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาเสียแล้ว
ลู่หยวนเซินเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนแถมยังมีคราบน้ำตาอยู่บนหน้า ส่วนลู่หยวนเปายิ่งหนักกว่า ผมเผ้ายุ่งเหยิงแถมเสื้อผ้ายังขาดรุ่งริ่ง ในตอนที่ลู่ตงซานไม่อยู่ เฉินสวี่อันเห็นสภาพลูกทั้งสองก็ตกใจมาก
“เกิดอะไรขึ้น ถูกใครรังแกมาหรือลูก”
ลู่หยวนเปาไม่เคยฟ้องแม่มาก่อน จึงไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร แต่ลู่หยวนเซินกลับโผเข้ากอดเฉินสวี่อันแล้วร้องไห้โฮ
“พี่ต้าจ้วงกับเอ้อจ้วงเจ้าค่ะ พวกเขาจะมาแย่งขนมของข้า พอข้าไม่ให้พวกเขาก็ลงมือ ฮือๆๆ... ท่านแม่ ข้าเจ็บก้นจังเลยเจ้าค่ะ!”
ใบหน้าของเฉินสวี่อันเคร่งขรึมลงทันที นางพาลูกสาวเข้าห้องไปตรวจดูรอยแผล เมื่อพบว่าไม่เป็นอะไรมากถึงได้เดินออกมาถามลู่หยวนเปา
“เจ้าก็ถูกซ้อมด้วยหรือ” ลู่หยวนเปารู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย เขาเชิดหน้าตอบ
“ข้าก็ซ้อมพวกมันกลับไปเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไปขอรับ”
“แล้วน้องสาวเจ้าล่ะ นางถูกซ้อม แล้วนางได้เจ๊ากับพวกเขาด้วยไหม” เฉินสวี่อันถามเสียงเฉียบ
ลู่หยวนเปาอึ้งไป เขาคาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะถามเช่นนี้ จึงได้แต่ส่ายหน้าตามสัญชาตญาณ เฉินสวี่อันจับมือลู่หยวนเซิน
“ไปเถอะ แม่จะพาไปทวงความเป็นธรรมให้เอง”
สองพี่น้องคาดไม่ถึงเลยว่าเฉินสวี่อันจะพูดเช่นนี้ เมื่อลู่หยวนเปาได้สติ แม่ลูกคู่นั้นก็หายลับออกไปนอกรั้วไม้ไผ่เสียแล้ว เขารีบคว้าไม้กระบองวิ่งตามไป ในที่สุดก็ทันฝีเท้าของเฉินสวี่อันตรงตีนเขา
เฉินสวี่อันได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงหันมาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินต่อไปด้วยฝีเท้าอันมั่นคง ลู่หยวนเปาอยากจะพูดอะไรบางอย่างอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามไว้
ขณะที่เพิ่งเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลฝู นางเติ้งที่กำลังเก็บผักอยู่ในลานบ้านเห็นลู่หยวนเปาเข้าจึงตะโกนทักทายเสียงดัง
“หยวนเปา ในที่สุดก็เห็นเจ้าออกจากบ้านเสียที แล้วถือไม้ทำไมกันน่ะ อย่าได้ไปไล่ตีเป็ดไก่ในหมู่บ้านเชียวนะ” ลู่หยวนเปาชะงักฝีเท้า ถอยหลังไปสองก้าวแล้วเอ่ยกับนางเติ้งอย่างมีมารยาท
“ย่าฝูขอรับ ท่านแม่จะไปคิดบัญชีที่บ้านหวงต้าจ้วง ข้าเลยจะไปช่วยท่านแม่ขอรับ”
“หา เจ้าว่าอะไรนะ”
นางเติ้งรู้สึกเหมือนหูฝาด รีบวิ่งเหยาะๆ ออกมามองลู่หยวนเปาด้วยความตกตะลึง ลู่หยวนเปาชี้ไปยังแผ่นหลังของสองแม่ลูกที่เกือบจะหายลับสายตาไปพลางบอก
“ย่าฝูขอรับ ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว ข้าต้องรีบไปช่วยเป็นกำลังเสริมให้ท่านแม่ก่อน”