บทที่ 130 ขยายกิจการ กว้านซื้อแรงงาน
บทที่ 130 ขยายกิจการ กว้านซื้อแรงงาน
บทที่ 130 ขยายกิจการ กว้านซื้อแรงงาน
ในสายตาของเฉินสวี่อัน ลูกชายคนเล็กนั้นฉลาดเฉลียวก็จริงอยู่ ทว่าติดตรงที่ซุกซนและลนลานเกินไป ทั้งยังมีเรี่ยวแรงล้นเหลือ หากไม่นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ให้ดีก็นับว่าน่าเสียดายแย่
ลู่หยวนซิงพลันหงอยลงไปในทันตา เขาคอตกแล้วซุกหน้าเข้ากับอ้อมอกของเฉินสวี่อัน เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ลู่หยวนเปาและลู่หยวนเว่ยต่างสบตากัน แล้วแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นด้วยความรู้ใจกัน
น้องเล็กคนนี้ควรจะถูกกำราบลงเสียบ้างจริงๆ มิเช่นนั้นนับวันจะยิ่งเหลิงจนไม่เห็นหัวใครแล้ว ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน ภรรยาของจินฉางก็ยกสำรับอาหารขึ้นมา
ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่ทำขึ้นตามรสชาติที่เฉินสวี่อันชื่นชอบ เห็นได้ชัดว่านางใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง เฉินสวี่อันชิมไปสองสามคำก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วเอ่ย
“เจ้าเองก็เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว พากันกลับไปนั่งคุยกันให้หายคิดถึงเถอะ ช่วงสองสามวันนี้ไม่จำเป็นต้องให้จินหงมาคอยปรนนิบัติรับใช้ รอจนถึงเวลากลับบ้านค่อยเดินทางไปพร้อมกับข้า”
ภรรยาของจินฉางดีใจเป็นอย่างมาก นางรีบโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตาของเฉินสวี่อันทันที หลังจากเฉินสวี่อันกินอาหารและอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อย นางจึงเอนกายลงนอนด้วยความสบายตัว
ต้องยอมรับเลยว่าสภาพแวดล้อมในตัวอำเภอนั้นดีกว่าทางหมู่บ้านมากนัก ไม่เพียงแต่ยุงและแมลงจะน้อย ทว่ารอบด้านยังเงียบสงบ ยามเช้าตรู่ก็ไม่มีเสียงไก่ขันสุนัขเห่ามาคอยรบกวนความฝันอันแสนหวาน
เฉินสวี่อันนอนหลับเต็มอิ่มอย่างดียิ่ง พอตื่นขึ้นมานางจึงเดินทอดน่องพาป้าติงไปยังร้านขายของแห้ง ตอนที่นางเดินทางมาถึง พวกจินหมิงและจินซูต่างก็พากันเริ่มลงมือทำงานกันแล้ว
พอเห็นนางมา จินหมิงก็ส่งต่องานในมือให้จินซู แล้วรีบนำทางเฉินสวี่อันไปตรวจดูร้านค้าทันที ร้านค้านี้อยู่ห่างจากร้านขายของแห้งของพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น ทว่าพื้นที่กลับใหญ่โตกว่ามาก แม้กระทั่งลานเรือนหลังก็กว้างขวางทีเดียว
พูดกันตามตรงร้านค้าเช่นนี้ในราคา 350 ตำลึงเงินถือว่าไม่แพงเลยจริงๆ เฉินสวี่อันเดินดูรอบหนึ่ง หลังจากสำรวจอย่างละเอียดแล้วนางก็ตัดสินใจเลือกที่นี่ทันที และนำเงินมาส่งมอบให้กับจินหมิงแล้วสั่งให้เขาไปจัดการเรื่องโอนสัญญาฉบับผูกมัดครอบครอง
ทางด้านศาลาว่าการมีหัวหน้ามือปราบเฟิงคอยช่วยเหลือ ขั้นตอนกระบวนการจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก สามารถจัดการเสร็จสิ้นได้ภายในวันนั้นเลย
เฟิงไห่กลับมาถึงบ้านในยามพลบค่ำ หลังจากทอดถอนหายใจยาวสองสามครั้ง เขาก็เอ่ยปากรำพึงรำพันกับผู้เป็นภรรยา
“ตระกูลลู่นี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว ผ่านไปเพียงแค่ปีเดียวก็ซื้อร้านค้าเพิ่มอีกร้านแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเสียจนแม้แต่ข้าเองยังนึกอิจฉาเลย!” ฮูหยินเฟิงชะงักไป สีหน้ามีแววประหลาดใจเล็กน้อย
“ซื้อร้านค้าเพิ่มอีกแล้วหรือ ข้าจำได้ว่าร้านขายของแห้งตระกูลลู่นั่นก็เป็นของบ้านพวกเขา ด้านในตอนนี้ยังมีรังนก เม็ดเก๋ากี้ กังป๋วย และของอื่นๆ วางขายอยู่ ของล้ำค่ามีราคาตั้งมากมาย ร้านค้านั้นก็ทำเงินได้มากพออยู่แล้ว คราวนี้จะทำมาค้าขายอะไรอีกเล่า”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้หลงจู๊ของตระกูลลู่เป็นคนมาจัดการ บอกเพียงแค่ว่าเป็นความต้องการซื้อของน้องชายลู่ ส่วนเรื่องอื่นไม่มีใครรู้เลย ข้าเห็นว่าน้องชายลู่ในตอนนี้ช่างนับวันยิ่งไร้เทียมทานขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แน่นอนว่าคนเรามันต้องออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกถึงจะประสบความสำเร็จได้จริงๆ!” ฮูหยินเฟิงนั่งลงข้างกายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย
“อย่าบอกนะว่าท่านเองก็เกิดความโลภอยากทำบ้าง” เฟิงไห่ปรายตามองนาง ลากเสียงยาวขึ้นเล็กน้อย
“จะบอกว่าไม่ใจสั่นก็คงโกหก ทว่าข้าเองก็รู้ดีว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน! อีกอย่างท่านนายอำเภอของพวกเราเกลียดชังความฉ้อฉลทุจริตที่สุด หากข้าเปิดร้านค้ามาตั้งแต่แรกเริ่มก็คงพอคุยกันได้
ทว่าตอนนี้กลับจะไปทำมาค้าขายแข่งกับเขา ท่านนายอำเภอจะคิดอย่างไร ดีไม่ดีจะมองว่าข้าใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกชาวบ้านและแย่งผลประโยชน์กับราษฎร ถึงเวลานั้นจะกลายเป็นขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวสารไปเปล่าๆ อีก! (ได้ไม่คุ้มเสีย)” ฮูหยินเฟิงยกยิ้ม
“ท่านยังถือว่ามีสติแจ่มชัดดีอยู่ ไม่ได้หน้ามืดตามัวไป! ข้าขอเตือนท่านไว้สักคำ ตอนนี้เฉิวอวี่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในช่วงเวลาที่สำคัญ พวกเราประคับประคองสถานการณ์ให้เป็นอยู่เช่นเดิมน่ะดีที่สุดแล้ว” เฟิงไห่พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
“ข้าก็แค่บ่นปรับทุกข์กับเจ้าไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ ทว่าทางด้านตระกูลลู่นั้นอย่างไรก็ต้องผูกมิตรไมตรีไว้ให้ดี ข้ามองคนไม่ผิดแน่ คนในตระกูลลู่ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่ วันหน้าไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะต้องพึ่งพาบารมีของพวกเขาก็ได้!”
“ข้าเองก็อยากจะผูกมิตรด้วย ทว่าฝ่ายสตรีของบ้านนั้นต่างก็อยู่แต่ในชนบท จะให้ข้านั่งรถม้ารอนแรมเหน็ดเหนื่อยไปครึ่งค่อนวัน เพื่อเข้าหมู่บ้านไปร่วมนั่งดื่มชากับแม่นางลู่งั้นหรือ”
ฮูหยินเฟิงเอ่ยประชดประชันแดกดันอย่างอดไม่ได้ พอจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์นั้น แม้แต่ตัวนางเองยังหลุดขำออกมา เฟิงไห่เองก็พลอยหัวเราะร่าไปด้วย เรื่องนี้จึงถูกเก็บไว้ชั่วคราว
ทางด้านเฉินสวี่อันหลังจากจัดการเรื่องร้านค้าเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นนางก็ไปซื้อตัวบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งมาจากนายหน้าค้าทาส เป็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบสามสิบสี่ปีจำนวนยี่สิบคน
ทุกคนล้วนมีสภาพหน้าตอบซีดเซียวตัวผอมโซเพราะขาดสารอาหาร โชคดีที่มือไม้ไม่ได้หยาบกร้านจนเกินไป บำรุงดูแลสักสองสามเดือนก็น่าจะใช้การได้แล้ว
นอกจากเด็กผู้หญิงยี่สิบคนนี้แล้ว ยังมีเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีอีกสิบสองคน เด็กผู้หญิงจะตั้งชื่อโดยใช้คำว่าจื่อนำหน้า ส่วนเด็กหนุ่มยังคงตั้งชื่อตามลำดับอักษรนำหน้าด้วยคำว่าจินเช่นเดียวกับจินฉางและจินหมิง
ในภายภาคหน้าเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้จะเข้าโรงงานเพื่อทำหน้าที่เป็นช่างทอผ้าเป็นหลัก ส่วนเด็กหนุ่มจะแบ่งสองคนไปเป็นผู้คุ้มกันและคนงานทั่วไปในโรงงาน อีกคนหนึ่งให้อยู่ที่เรือนตระกูลลู่เพื่อทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าประตูและคนงานทั่วไป
และยังมีอีกคนหนึ่งให้ไปเรียนรู้วิธีบังคับเกวียนกับจินฉาง ส่วนอีกสองคนจัดสรรไปช่วยงานที่ร้านค้าเพื่อรอไว้ใช้งานในด้านอื่น ที่เหลือทั้งหมดจะต้องเข้าโรงงานไปทำงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก
บ่าวไพร่ทั้งสามสิบสองคนนี้ทำให้ต้องควักเงินจ่ายไปอีกสามร้อยกว่าตำลึงในทันที คนเหล่านี้ถูกจัดสรรให้พักอาศัยชั่วคราวอยู่ที่เรือนตระกูลลู่ โดยมีภรรยาของจินฉางคอยควบคุมดูแล
ฝ่ายหญิงนอกจากจะต้องบำรุงรักษาร่างกายแล้วก็คือการดูแลรักษาถนอมมือทั้งสองข้าง รอจนกระทั่งโรงงานสร้างเสร็จสิ้นก็ต้องไปเริ่มทำงานทันที ส่วนฝ่ายชายให้จินหมิงคอยควบคุมดูแลไปก่อน พลางคอยช่วยหยิบจับทำงานและไปรับใช้ส่งของที่ร้านค้าได้อีกด้วย
เมื่อทุกคนได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของตระกูลลู่แล้ว ต่างก็พากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงเหล่านั้น การที่จะมีตระกูลที่เหมาซื้อเด็กรับใช้หญิงทีเดียวพร้อมกันยี่สิบคนในตัวอำเภอเล็กๆ แห่งนี้
แม้จะมีอยู่บ้างทว่าก็นับเป็นส่วนน้อย ตระกูลลู่เองก็ไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไร ตอนแรกพวกนางยังนึกว่าจะถูกขายไปยังสถานที่สกปรกโสโครกพรรค์นั้นเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาอยู่กับครอบครัวชาวนาที่ประกอบอาชีพสุจริตจริงๆ ทั้งยังให้มาเป็นช่างทอผ้าอีกด้วย
เป็นช่างทอผ้านั้นดีนัก ขอเพียงเรียนรู้วิชาฝีมือให้ดี วันๆ ก็แค่นั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องทอผ้าไม่ต้องคอยดูสีหน้าใคร และยิ่งไม่ต้องไปข้องแวะกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นที่วุ่นวายไร้สาระพวกนั้น นี่มันราวกับได้พบหนทางรอดชีวิตในยามอับจนหนทางชัดๆ
เฉินสวี่อันส่งมอบคนเหล่านี้ให้ภรรยาของจินฉางดูแลต่อ จากนั้นนางก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายอีก นางสั่งให้ป้าติงจัดเตรียมของขวัญจำนวนหนึ่ง แล้วเดินทางไปเยือนที่เรือนตระกูลเฟิน
ฮูหยินเฟิงพอได้ยินว่าฮูหยินตระกูลลู่มาหาก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ นี่มันช่างประจวบเหมาะราวกับพูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาจริงๆ นางรีบจัดแจงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วเดินออกมาต้อนรับ
ทันทีที่ฮูหยินเฟิงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เพียงแค่เหลือบมองปราดเดียว ในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจและตกตะลึงเป็นอย่างมาก สตรีที่อยู่ตรงหน้าแม้จะสวมใส่ชุดกระโปรงสีเรียบๆ บนศีรษะมีเพียงปิ่นหยกปักอยู่แค่ด้ามเดียว
ทว่าคิ้วเรียวงามดั่งทิวเขาดวงตาแฝงประกายระลอกน้ำ ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับหิมะ หน้าตาสะสวยงดงาม แม้จะไม่ถึงขั้นงดงามหยาดฟ้ามาดินจนชวนตะลึง ทว่าลำพังเพียงแค่ผิวพรรณทั่วทั้งร่างนี้ก็นับว่าดึงดูดสายตาผู้คนได้มากพอแล้ว
“แขกผู้มีเกียรติเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ช่างเป็นเกียรติแก่เรือนหลังน้อยของข้ายิ่งนัด!” ฮูหยินเฟิงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น พลางเดินมานั่งลงข้างกายเฉินสวี่อัน และเอ่ยอย่างสนิทสนม
“ก่อนหน้านี้เคยได้ยินหยวนเปาพูดถึงท่านแม่ของเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้ได้มาเจอเข้าจริงๆ ช่างสมคำเล่าลือแท้ๆ น้องสาวช่างงดงามราวกับนางฟ้าบนสวรรค์เช่นนี้
มิน่าเล่าท่านพ่อของหยวนเปาถึงได้ซ่อนเจ้าเอาไว้มิดชิดขนาดนี้ จนป่านนี้ถึงยอมปล่อยให้ออกมาพบปะผู้คนได้!” เฉินสวี่อันหลุบสายตาลง พลางยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ