บทที่ 13 นางไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไป
บทที่ 13 นางไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไป
บทที่ 13 นางไม่ใช่คนอ่อนแออีกต่อไป
นางเติ้งจ้องมองไปที่ลู่หยวนเปา เมื่อเห็นไม้กระบองขนาดเท่าแขนเด็กในมือเขา เส้นประสาทที่ขมับจึงเต้นตุบๆ นางตบเข่าร้องลั่น
“แย่แล้ว จะเกิดเรื่องแล้ว! เมียฝูกวง รีบไปตามผัวเจ้ากลับมาเร็ว ดูซิว่าไปตามตงซานเจอไหม เมียเขาจะไปตีกันแล้ว!”
หลี่ซื่อเมียของฝูกวงซึ่งเป็นหลานสาวแท้ๆ ของนางเติ้งได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกมาจากห้องโถง ด้วยความรีบร้อนนางเกือบจะสะดุ้งธรณีประตูล้ม นางเอ่ยอย่างลังเล
“ท่านแม่ ท่านดูผิดไปหรือเปล่า แม้ข้าจะไม่ค่อยชอบกิริยาท่าทางของนางติ้งเหมือนกัน แต่แม่คนนั้นขึ้นชื่อเรื่องไม่ออกนอกบ้านไปไหนมาไหน ทำตัวเหมือนฮูหยินผู้สูงศักดิ์ จะไปหาเรื่องตีกับใครได้ยังไงกันเจ้าคะ” หลี่ซื่อไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด นางเติ้งหงุดหงิดจนแทบคลั่ง น้ำเสียงจึงดังขึ้นอีกหลายเท่า
“ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไมกัน เจ้าหนูหยวนเปายังถือไม้บอกว่าจะไปช่วยแม่เขาอยู่เลย ผู้หญิงคนเดียวกับเด็กสองคนเสียเปรียบเขาแน่ๆ ถ้าข้าแข้งขาไม่เจ็บมีหรือจะมายืนเรียกเจ้าอยู่แบบนี้”
เมื่อเห็นนางเติ้งร้อนรนขนาดนั้น หลี่ซื่อก็ตกใจจนไม่กล้าสงสัยอีก รีบวิ่งแจ้นไปที่ทุ่งนาทันที ทางด้านเฉินสวี่อันได้พาลู่หยวนเซินมาถึงหน้าบ้านของหวงต้าจ้วงแล้ว
นางยืนพิจารณาบ้านตระกูลหวงจากนอกรั้ว เห็นสภาพลานบ้านที่รกรุงรังก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของบ้านผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนเอาถ่าน นางทำหน้าขรึมตะโกนเสียงดัง
“หวงต้าจ้วงอยู่ไหม!”
สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อแซ่กันตรงๆ แบบนี้ ประกอบกับน้ำเสียงอันแข็งกร้าวของเฉินสวี่อัน ทำให้นางโจวซื่อมารดาของหวงต้าจ้วงได้ยินเสียงจึงออกมาดู เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของเฉินสวี่อันนางจึงเอ่ยถามอย่างระแวง
“เจ้าเป็นใคร มาหาต้าจ้วงบ้านข้าทำไม”
เฉินสวี่อันมองไปที่ลู่หยวนเซิน แล้วส่งสัญญาณให้นางพูดออกมา ลู่หยวนเซินเข้าใจจึงเอ่ยด้วยเสียงใสแจ๋ว
“ท่านป้าหวงเจ้าคะ ต้าจ้วงกับเอ้อจ้วงแย่งขนมของข้ากับพี่ชายไป แถมยังตีข้าด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางโจวซื่อจึงสังเกตเห็นลู่หยวนเซิน ดวงตาเล็กหยีเท่าเมล็ดถั่วจ้องเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็ยัยหนูจากบ้านยาจกชื่อดังของหมู่บ้านนี่เอง บ้านพวกเจ้ามีปัญญาซื้อขนมด้วยหรือ น่าขำสิ้นดี ไม่ใช่ว่าไปขโมยของใครเขามาหรอกนะ”
ตั้งแต่เฉินสวี่อันมาถึงหน้าบ้าน เพื่อนบ้านในระแวกนั้นจึงเริ่มมามุงดูเป็นกลุ่มเล็กๆ พอได้ยินคำพูดของนางโจวซื่อ ก็ยังมีบางคนพูดเสริมขึ้นมาด้วย เฉินสวี่อันฟังแล้วโทสะพุ่งปรี๊ด นางแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว
“ที่แท้แม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นคนชั่วอย่างนั้นจริงๆ เด็กตัวแค่นี้ก็รู้จักแย่งชิงของคนอื่น โตไปไม่กลายเป็นโจรป่าเลยหรือไง หรือตั้งใจจะปล้นคนทั้งหมู่บ้านให้หมดเลยใช่ไหม!”
ทุกคนต่างคาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะพูดเช่นนี้ แม้จะไม่มีคำหยาบคายออกมาสักคำ แต่ฟังแล้วช่างบาดหูและเจ็บแสบยิ่งนัก นางโจวซื่อโกรธจนแทบจะกระโดดตัวลอย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด นางเท้าสะเอวพุ่งออกมาเปิดรั้วไม้ไผ่แล้วตรงเข้าหาเฉินสวี่อัน
“นังผู้หญิงสารเลว นังคนอัปมงคล ข้าจะฉีกปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย!”
วันนี้เฉินสวี่อันตั้งใจมาเพื่อสร้างบารมีอยู่แล้ว นางจึงไม่ได้หวาดกลัวนางโจวซื่อเลยแม้แต่น้อย ในจังหวะที่นางโจวซื่อพุ่งเข้ามาใกล้ นางก็รีบผลักลู่หยวนเซินออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้เท้าถีบนางโจวซื่อเข้าอย่างแรง
นางโจวเป็นคนปากร้ายใจกล้าในหมู่บ้านมาแต่ไหนแต่ไร ใครจะไปกล้าตอแยกับนาง แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่าเฉินสวี่อันจะกล้าทำกับนางเช่นนี้ พอได้สตินางจึงโกรธจนแทบจะเสียสติ
“ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!”
เฉินสวี่อันมีหรือจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาส นางกระโดดขึ้นไปคร่อมบนตัวนางโจวอย่างรวดเร็วแล้วยื้อยุดฉุดกระชากกัน ฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้านางโจวอย่างแรงพลางด่าทอไปด้วย
“ข้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึกว่าคนปากดีนักน่ะมันเป็นอย่างไร ด่าอีกลิ ด่ามาเลย นังคนใจโฉด มาดูกันว่าปากใครจะพังก่อนกัน”
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันอึ้งจนตาค้าง แต่ละคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางคนเห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วๆ! รีบไปตามหัวหน้าหมู่บ้านเร็วเข้า!”
ยามนี้พวกผู้ชายต่างก็อยู่ในทุ่งนา คนที่เหลืออยู่ที่บ้านหากไม่ใช่เด็กที่ยังทำงานไม่เป็น ก็เป็นผู้หญิงและคนชราที่ไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อเห็นท่าทางจะกินเลือดกินเนื้อของเฉินสวี่อัน
แถมฝ่ามือที่ฟาดซ้ายป้ายขวานั้นดูรุนแรงหนักแน่น ถึงแม้จะมีใจอยากจะเข้าไปห้ามทัพแต่ก็ไม่มีใครกล้า จึงทำได้เพียงยืนโหวกเหวกโวยวายอยู่รอบข้างเท่านั้น
คนที่มาถึงเป็นคนแรกไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านและไม่ใช่พวกผู้ชายตระกูลหวง แต่เป็นสองพี่น้องหวงต้าจ้วง ทั้งคู่คาดไม่ถึงเลยว่าท่านแม่ผู้เก่งกาจดุดันของตนจะถูกเฉินสวี่อันผู้บอบบางกดลงไปฟาดกับพื้นเช่นนั้น
ตอนแรกพวกเขาก็ตกตะลึง แต่ครู่ต่อมาก็ฉายแววตาอำมหิต ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย ทว่าลู่หยวนเปาระแวดระวังอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นต้าจ้วงพุ่งเข้ามา เขาก็ฟาดไม้กระบองเข้าใส่ทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ทั้งคู่มีอายุห่างกันเพียงปีเดียว เพียงแต่ต้าจ้วงมีรูปร่างใหญ่โตกว่า ปกติเวลาชกต่อยกันลู่หยวนเปามักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ครั้งนี้เขามีการเตรียมตัวมาอย่างดี
หวงต้าจ้วงจึงไม่มีโอกาสได้เปรียบเลยนับประสาอะไรกับลู่หยวนเปาที่ตั้งใจมาทวงแค้นให้กับน้องสาว เขาลงไม้ลงมือแต่ละทีจึงไม่มีการออมแรง เพียงไม่กี่ไม้ก็ตีจนหวงต้าจ้วงร้องไห้โฮขอชีวิต
หวงเอ้อจ้วงก็พลอยร้องไห้จ้าตามไปด้วยความหวาดกลัว ตอนที่ฝูกวงและหลี่ซื่อมาถึง ลานบ้านตระกูลหวงก็กลายเป็นลานประหารย่อมๆ ไปเสียแล้ว ทั้งคู่ได้ยินเสียงร้องไห้ก็ใจคอไม่ดี จึงรีบพุ่งเข้าไปด้านใน
แต่กลับต้องมาเห็นภาพสามแม่ลูกตระกูลหวงถูกรุมสกรัมจนเละเทะ ทำเอาทั้งสองถึงกับยืนบื้อไปตามๆ กัน เป็นหลี่ซื่อที่ได้สติก่อน รีบเข้าไปดึงตัวเฉินสวี่อันออกมา
“น้องสะใภ้พอก่อนเถอะ อย่าตีต่อเลย ถ้าตีต่อไปมากกว่านี้จะเกิดเรื่องถึงชีวิตเอาได้นะ!”
เฉินสวี่อันที่เพิ่งหลุดจากภวังค์โทสะ เมื่อได้สติก็พบว่านางโจวเกือบจะถูกนางตบจนสลบเหมือดไปแล้ว ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมูจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้
นางเติ้งที่เดินตามมาทีหลังก็คาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะโหดเหี้ยมขนาดนี้ นางถึงกับตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อเห็นสภาพอันน่าสยดสยองของนางโจว
ก่อนจะรีบประคองเฉินสวี่อันให้ลุกขึ้น ชาวบ้านเห็นนางโจวนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นก็พากันหน้าซีดเผือด
“ไม่ใชว่าตายไปแล้วหรอกนะ”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ออกมา ฝูงชนจึงพากันแตกตื่นราวกับผึ้งแตกรัง ทุกคนพากันถอยกรูดออกไป คนที่ดูนิ่งสงบที่สุดกลับเป็นเฉินสวี่อัน นางยืนมองนางโจวที่แสร้งตายอยู่บนพื้นพลางตวาดลั่น
“ครั้งต่อไปถ้าใครกล้ารังแกลูกบ้านข้าอีก ข้าจะถือมีดทำครัวบุกไปถึงหน้าบ้าน ถ้าไม่ได้เห็นเลือดข้าจะยอมเปลี่ยนไปใช้สกุลเดียวกับเจ้า!”
นางโจวที่ตั้งใจจะแสร้งหมดสติเพื่อเรียกร้องความสงสาร และแอบหวังจะเรียกค่าเสียหาย ทว่าพอหรี่ตามองเห็นใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมของเฉินสวี่อันก็นึกรู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แค่ขู่
แต่นางกล้าถือมีดบุกมาจริงๆ นางจึงตกใจจนหายสลบทันควัน รีบลุกพรวดขึ้นมาจากพื้นด้วยความหวาดกลัวพลางเอามือกุมหน้าถอยร่นหนีเข้าบ้านไปราวกับหนีตาย ทิ้งให้ลูกชายทั้งสองยืนงงอยู่ตรงนั้น
ชาวบ้านที่มามุงดูนึกว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่ใครจะรู้ว่าเฉินสวี่อันยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านตระกูลหวง จ้องเขม็งไปยังห้องที่นางโจวเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่อย่างไม่วางตา สายตาอันเย็นชาและแน่วแน่นั้นทำให้คนรอบข้างรู้สึกขนลุกซู่จนพากันแยกย้ายสลายตัวไปเอง
หลังจากเรื่องวุ่นวายในวันนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูต่างรู้กันทั่วว่าเมียของลู่ตงซานนั้นเป็นคนจริงที่ห้ามตอแยเด็ดขาด คนที่เคยชอบซุบซิบนินทาบ้านตระกูลเลู่ต่างก็เงียบเสียงลงไปมาก อย่างน้อยต่อหน้าก็ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องบ้านตระกูลลู่มาพูดเล่นอีก
เฉินสวี่อันยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านตระกูลหวงครู่ใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากไกลๆ นางจึงจับมือลู่หยวนเซินและลู่หยวนเปาเดินจากไปอย่างสงบ ก่อนจะไปนางหันไปพยักหน้าให้หลี่ซื่อเล็กน้อย
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณเรื่องอะไรกัน”
หลี่ซื่อคาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะสุภาพขนาดนี้ ท่าทางตอนนี้ผิดกับความดุดันเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน นางไม่เข้าใจว่าคำขอบคุณนี้หมายถึงอะไรจึงได้แต่ทำหน้างง เฉินสวี่อันยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย
“ขอบคุณที่เจ้าช่วยดึงข้าไว้ทันเวลา ถือว่าช่วยชีวิตนังผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ได้หนึ่งชีวิตเจ้าค่ะ”
กว่าหลี่ซื่อจะเข้าใจความหมายในคำพูดของเฉินสวี่อัน อีกฝ่ายก็เดินจากไปไกลแล้ว นางถึงกับหน้าซีดด้วยความหวาดกลัวพลางเอ่ยถามฝูกวงด้วยเสียงสั่นเครือ
“พี่ฝูกวง เมื่อกี้... น้องสะใภ้ลู่คงไม่ได้คิดจะฆ่านางโจวจริงๆ หรอกใช่มั้ยเจ้าคะ”
ฝูกวงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เขาจ้องมองไปยังทิศทางที่แม่ลูกตระกูลลู่เดินหายลับไปพลางนิ่งอึ้งครุ่นคิดอย่างหนัก