บทที่ 14 หนี้แค้นใหม่บนซากความวุ่นวาย
บทที่ 14 หนี้แค้นใหม่บนซากความวุ่นวาย
บทที่ 14 หนี้แค้นใหม่บนซากความวุ่นวาย
หัวหน้าหมู่บ้านและหวงเหมินบิดาของหวงต้าจ้วงเดินทางมาถึงเกือบจะพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าที่หน้าประตูบ้านตระกูลหวงมีเพียงฝูกวงและภรรยายืนอยู่โดยไม่มีเหตุร้ายแรงใดๆ เขาก็โกรธจนหนวดกระดิก
“พวกผู้หญิงในหมู่บ้านทะเลาะตบตีกันมันเป็นเรื่องแปลกใหม่นักหรือไง ข้าบอกแล้วว่าไม่มีอะไร พวกเจ้าก็ยังพูดซะจนเหมือนไฟลนก้น แข้งขาคนแก่อย่างข้าเกือบจะหักเพราะถูกพวกเจ้าลากมานี่แหละ!” หัวหน้าหมู่บ้านบ่นลูกบ้านรอบข้างอย่างไม่สบอารมณ์
“หัวหน้าหมู่บ้าน... ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย!”
หัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังบ่นไม่หยุดพอได้ยินเสียงก็หันไปมอง เขาถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พลางใช้นิ้วมือที่สั่นเทาชี้ไปข้างหน้าแล้วร้องลั่น
“แม่เจ้าโว้ย! หัวหมู!”
“…..” นางโจว
หวงเหมินใช้เวลานานโขกว่าจะจำได้ว่าคนตรงหน้าคือภรรยาของเขา เขาถอยหลังด้วยความหวาดกลัวพลางละล่ำละลักถาม
“เจ้า...เมียข้าหรือ”
“ท่านพี่...”
นางโจวทำท่าจะร้องไห้ แต่เมื่อประกอบกับใบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมูแล้ว นอกจากจะไม่ดูน่าสงสาร ยังทำให้คนมองรู้สึกขนหัวลุกแทน
“เจ้า... เจ้าเข้าไปหลบในบ้านก่อนไป!” หวงเหมินขมวดคิ้วเร่งนาง เขาเกรงว่าถ้าขืนจ้องหน้านางโจวต่อไป คืนนี้เขาคงต้องฝันร้ายแน่ๆ
นางโจวทั้งเสียใจทั้งแค้นใจ นางกระทืบเท้าจนเจ็บระบมไปถึงบาดแผลได้แต่ซี๊ดปากด้วยความเจ็บ สะบัดตัวเดินบิดเอวเข้าบ้านไปอย่างไม่เต็มใจ หวงเหมินเริ่มได้สติกลับมา เขาหันไปเอ่ยกับหัวหน้าหมู่บ้านด้วยท่าทางขึงขัง
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านก็เห็นแล้วว่าเมียของลู่ตงซานซ้อมเมียข้าจนมีสภาพเป็นอย่างไร เรื่องนี้จะจบลงง่ายๆ ไม่ได้ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกเรานะขอรับ!”
หัวหน้าหมู่บ้านนวดขมับอย่างอ่อนใจ ในใจยังยอมรับความจริงนี้ไม่ได้ทั้งหมด เมียของลู่ตงซานแต่งเข้าหมู่บ้านซานฝูมานานแล้ว นิสัยใจคอเป็นอย่างไรทุกคนก็รู้ดี
จะไปมีปัญญาซ้อมคนจนมีสภาพแบบนี้ได้อย่างไร ทว่าก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะทันได้คิดตก ฝูกวงจึงชิงพูดขึ้นก่อน
“หวงเหมิน เจ้าจะไม่ถามหาต้นสายปลายเหตุหน่อยหรือก็เรียกหาความเป็นธรรมเสียแล้ว ระวังเถอะ เดี๋ยวทางบ้านลู่เขาจะมาขอให้หัวหน้าหมู่บ้านให้ความเป็นธรรมกับฝั่งเขาแทน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
หวงเหมินถามกลับด้วยความโกรธ ทว่าน้ำเสียงกลับดูไม่มั่นใจและแฝงไปด้วยความมีพิรุธ ฝูกวงแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
“ก็หมายความตามที่พูดไปนั่นแหละ ลูกชายที่เจ้าสั่งสอนมาอย่างดีกลับทำตัวเป็นโจรป่าแย่งขนมของหยวนเปากับหยวนเซิน แถมยังรุมตีเด็กๆ อีก
เจ้าควรจะดีใจนะที่ตงซานไม่อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นถ้าเขาพาลูกมาคุยโวถึงเล่ห์เหลี่ยมลูกเจ้าด้วยตัวเอง เรื่องมันคงไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่”
พอได้ยินชื่อลู่ตงซาน หวงเหมินก็ตากระตุกวูบหนึ่ง แม้จะไม่ยากยอมรับ แต่ก็ต้องบอกว่าฝีมือการต่อสู้ของลู่ตงซานนั้นไม่มีใครเทียบได้ อย่างน้อยในหมู่บ้านซานฝูก็ไม่มีใครเป็นคู่ปรับเขาได้เลย
ส่วนเรื่องที่ฝูกวงพูดมาเขาก็ไม่กล้าโต้แย้ง เพราะเขารู้ดีว่าลูกชายตัวเองเป็นคนอย่างไร เรื่องแย่งของชาวบ้านน่ะเจ้าเด็กพวกนั้นทำลงไปจริงๆ หากเขายังดึงดันจะเอาเรื่องแล้วถูกตอกหน้ากลับมาภายหลัง เขาคงไม่มีหน้าจะเอาไปไว้ที่ไหน
“ถึงอย่างนั้น... ก็ไม่ควรซ้อมคนจนมีสภาพแบบนั้นนี่นา!” หวงเหมินพึมพำอย่างใจฝ่อ
“เอาละๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ในเมื่อต้าจ้วงกับเอ้อจ้วงเป็นฝ่ายรังแกเขาก่อนก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว หวงเหมินเอ๋ย ข้าขอเตือนเจ้าหน่อยนะ ลูกหลานต้องสั่งสอนให้ดี
อย่ารอจนโตไปแล้วคุมไม่อยู่ถึงค่อยมาคิดเสียใจในภายหลัง! ส่วนนางโจว... นางก็แค่หน้าบวมนิดหน่อยเท่านั้นเอง ประคบเย็นเสียหน่อยเดี๋ยวก็หาย”
คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านช่างดูค้านกับความเป็นจริงยิ่งนัก แต่เขาก็ยังต้องรักษาท่าทางให้ดูเที่ยงธรรมเข้าไว้ เขาโบกมือปัดรำคาญโดยไม่รอให้หวงเหมินตอบโต้ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
หวงเหมินเจ็บใจนัก แต่เขามีตัวคนเดียวสู้คนหมู่มากไม่ได้ อีกทั้งไม่กล้าเผชิญหน้ากับลู่ตงซานตรงๆ จึงได้แต่ฝืนทนเก็บความแค้นไว้ พลางคิดในใจว่าวันหน้ายังมีโอกาสแก้แค้นอีกถมไป
ทางด้านฝูกวงและหลี่ซื่อเมื่อกลับถึงบ้านก็รีบรายงานเหตุการณ์ให้นางเติ้งฟังทันที นางเติ้งฟังจนอึ้งกิมกี่
“เมียตงซานเก่งกาจขนาดนั้นเชียวหรือ”
“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะท่านแม่! วันนี้ข้ายังตกใจแทบแย่ แววตาที่นางติ้งมองนางโจวน่ะเหมือนอยากจะเอาชีวิตจริงๆ เลยนะเจ้าคะ ดูไม่ไม่ออกเลยว่าร่างกายบอบบางแบบนั้นจะซ้อมนางโจวจนหมอบกระแตได้
ท่านแม่ไม่ได้เห็นสภาพนางโจวนะเจ้าคะ หน้านี่บวมเป่งเป็นหัวหมูเลยเชียว! รสชาติความเจ็บแสบช่างน่ากลัวนัก ผู้หญิงในหมู่บ้านตีกันก็บ่อยแต่ข้าไม่เคยเห็นใครโหดเท่าเมียตงซานมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อตบหน้าอกเล่าด้วยความตื่นเต้นปนหวาดกลัว นางเติ้งขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล
“หวงเหมินกับนางโจวไม่ใช่พวกยอมคนง่ายๆ เมื่อต่อหน้าสู้ไม่ได้ ลับหลังพวกเขาไม่จบเรื่องแค่นี้แน่ ฝูกวงเอ๋ย เดี๋ยวเจ้าไปบ้านตงซานเสียหน่อยนะ ไปเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังให้ละเอียด”
หลี่ซื่อพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ทางด้านเฉินสวี่อันที่เพิ่งกลับถึงบ้าน นางรีบเข้าไปดูลูกๆ ในห้องก่อน เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างปกติดีถึงเดินกลับออกมาในลานบ้าน
ลู่หยวนเปาและลู่หยวนเซินยืนนิ่งอยู่กลางลานด้วยท่าทางว่าง่าย ราวกับพร้อมจะทำตามคำสั่งของนางทุกประการ เฉินสวี่อันจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“มายืนบื้อตรงนี้ทำไมกัน ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปดูแลน้องๆ แล้วก็หัดคัดลายมือเสีย”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ!” ทั้งคู่ขานรับพร้อมกันแล้ววิ่งหายวับไปทันที
เมื่อเด็กๆ ไปแล้ว สีหน้าของเฉินสวี่อันจึงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางยืนเกาะรั้วไม้ไผ่จ้องมองไปยังบ้านเรือนตรงตีนเขาอยู่นาน การที่นางไปทวงความเป็นธรรมที่บ้านตระกูลหวงในวันนี้คือนางเตรียมใจไว้แล้ว
ครอบครัวนั้นคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ และนางเองก็ไม่คิดจะปล่อยผ่านไปเช่นกัน ในชาติก่อน หลังจากที่บ้านตระกูลลู่เกิดเรื่องร้าย สองสามีภรรยาใจโฉดคู่นี้นี่แหละที่แอบลักพาตัวลู่หยวนจงและลู่หยวนซิงไปขาย
หนี้แค้นเก่าและหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้น หากนางไม่ได้กำจัดสามีภรรยาคู่นี้ให้พินาศ นางก็ไม่ขอชื่อว่าเฉินสวี่อัน! เมื่อคิดได้เช่นนั้นเฉินสวี่อันจึงเรียกลู่หยวนเปามาหา แล้วกระซิบกระซาบบางอย่างที่ข้างหูเขาอยู่นาน
ดวงตาของลู่หยวนเปาค่อยๆ เป็นประกายขึ้นมา เขาส่ายหน้าพลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างต่อเนื่อง ลู่ตงซานยุ่งวุ่นวายอยู่ข้างนอกมาทั้งวัน เมื่อนึกถึงผลตอบแทนจากการดักสัตว์ในวันนี้ ใบหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงมาก
ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ก็มีเด็กคนหนึ่งพุ่งออกมาขวางทางจนเขาตกใจ เมื่อเพ่งมองดูถึงพบว่าเป็นฝูชิ่ง ลูกชายคนโตของฝูกวง
“เจ้าเด็กนี่ มาหลอกให้ข้าตกใจทำไมกัน” ลู่ตงซานตบหัวฝูชิ่งเบาๆ อย่างไม่ถือสา ฝูชิ่งไม่ได้โกรธเคือง เขาทำหน้าทะเล้นใส่แล้วเอ่ย
“ท่านลุงขอรับ ย่าสั่งให้ข้ามารอท่านที่นี่ บอกว่ามีธุระสำคัญจะคุยด้วยขอรับ”
ลู่ตงซานไม่ได้คิดอะไรมาก จึงเดินตามฝูชิ่งไปยังบ้านตระกูลฝูทันที ยามนี้บ้านตระกูลฝูเริ่มลงมือทำมื้อค่ำแล้ว ควันไฟสีขาวลอยอ้อยอิ่งจากปล่องไฟ ลู่ตงซานก้าวเท้าเข้าสู่ลานบ้านพลางตะโกนถาม
“ท่านป้าขอรับ มีธุระอะไรจะเรียกใช้ข้าหรือ”
ในใจของเขานั้นอยากจะรีบกลับบ้านเต็มที ป่านนี้ที่บ้านอาจจะทำกับข้าวเสร็จแล้วรอเขาอยู่ อีกทั้งวันนี้ล่าของป่ามาได้ไม่น้อย ต้องรีบกลับไปจัดการให้เรียบร้อย
สิ้นเสียงของเขา หญิงชรานางหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องปีก ไม่พูดพลางเดินเข้ามากระชากตัวลู่ตงซานเข้าไปในห้องโถงทันที ลู่ตงซานที่ถูกดึงเข้าไปยังคงทำหน้ามึนงง
“ท่านป้าขอรับ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมวันนี้ท่านดูมีลับลมคมในล่ะขอรับ”
“จะไม่มีลับลมคมในได้ยังไงล่ะ” นางเติ้งนั่งลงแล้วกระซิบกระซาบ
“วันนี้เจ้าไม่อยู่บ้าน รู้ไหมว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในหมู่บ้านแล้ว” ลู่ตงซานส่ายหน้าตามตรง
“ในหมู่บ้านจะมีเรื่องใหญ่อะไรได้ล่ะขอรับ บ้านไหนตีกัน หรือเมียบ้านไหนทำของหายอีกหรือเปล่า”
หากเกิดเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ คงมีคนเข้าป่าไปตามเขาตั้งนานแล้ว นางเติ้งจึงตบหน้าขาฉาด
“ไอ้หยา! เจ้าเดาได้ถูกเผงเลย วันนี้ในหมู่บ้านมีคนตีกันจริงๆ!”
“เฮ้อ เรื่องเล็กน่า!”
ลู่ตงซานยกขันน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ เขาไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางเติ้งเห็นท่าทางนิ่งเฉยก็ชักจะหงุดหงิด น้ำเสียงจึงดังขึ้นอีกหลายเท่า
“เมียเจ้าซ้อมนางโจวเมียของหวงเหมินจนหน้าบวมเป่งเป็นหัวหมูไปแล้วน่ะ ยังจะเห็นเป็นเรื่องเล็กอยู่อีกเรอะ!”
พรูด! ลู่ตงซานพ่นน้ำออกมาทันที เขามองนางเติ้งด้วยความตกตะลึง น้ำยังเกาะอยู่ที่มุมปาก
“ท่านป้า ท่านล้อข้าเล่นแล้ว!”
“ล้อเล่นกะผีน่ะสิ!” นางเติ้งร้อนใจอยากจะแหวะสมองลู่ตงซานออกมาดูนักว่าคิดอะไรอยู่
“ป้าเคยล้อเจ้าเล่นที่ไหนกัน วันนี้ลูกชายสองคนของหวงเหมินไปแย่งขนมของหยวนเปากับหยวนเซิน เมียเจ้าเลยพาลูกไปทวงถามความเป็นธรรมที่บ้านตระกูลหวง เจ้าก็รู้นิสัยนางโจวดี ต่อให้ผิดนางก็แถจนถูกได้ คนในหมู่บ้านใครจะกล้าตอแยล่ะ”
“นั่นแหละ พอคุยกันไม่กี่คำก็เริ่มเถียงกัน ได้ยินว่าเมียเจ้าเองก็ปากร้ายไม่ยอมคน พอนางโจวพอเจอด่ามีหรือจะยอมถอย นางเลยพุ่งเข้าไปตะลุมบอนกับเมียเจ้าทันที” ลู่ตงซานได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจจนลุกพรวด แต่นางเติ้งรีบดึงตัวเขาไว้อีกครั้ง
“ข้ายังพูดไม่จบ จะรีบไปไหน!”