บทที่ 15 มื้อเช้ามีโจ๊กกุ้ง
บทที่ 15 มื้อเช้ามีโจ๊กกุ้ง
บทที่ 15 มื้อเช้ามีโจ๊กกุ้ง
“ท่านป้า ข้าต้องรีบกลับไปดูแล้ว อ้อ แล้วเมียข้าบาดเจ็บตรงไหนบ้างขอรับ”
ลู่ตงซานถามด้วยความห่วงใย ในหัวเริ่มคิดแล้วว่าจะต้องไปขอยาจากหมอในหมู่บ้านมาเตรียมไว้ก่อน นางเติ้งมองปฏิกิริยาของลู่ตงซานแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา นางดึงเขาไว้แน่นไม่ยอมให้ไป
“บอกให้ว่าเมียเจ้าสบายดีมาก! แต่นางโจวต่างหากที่ถูกซ้อมจนเสียโฉมจำสภาพเดิมไม่ได้ เมียเจ้ายังขู่ทิ้งท้ายไว้ด้วยนะว่าถ้าคนบ้านหวงยังกล้ารังแกลูกบ้านเจ้าอีก คราวหน้าเมียเจ้าจะถือมีดทำครัวบุกไปหาถึงบ้านเลย!”
“ลูกสะใภ้ข้าบอกว่าตอนนั้นเมียเจ้าดูไม่ได้พูดเล่นเลย ท่าทางจะเอาชีวิตคนบ้านหวงจริงๆ ที่ข้ามาบอกเจ้านี่ก็เพื่อให้เจ้าระวังตัวไว้หน่อย ดูซิว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง
แล้วก็ช่วยเตือนเมียเจ้าด้วย เรื่องบางเรื่องผ่อนหนักผ่อนเบาได้ก็ควรทำ แม้นางโจวจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ทำให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้ก็ดูไม่จืดเหมือนกัน”
ในสายตาของนางเติ้ง เรื่องนี้เป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเด็ก ไม่เห็นจำเป็นต้องผูกใจเจ็บเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันถึงเพียงนั้น ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก เขารับปากนางเติ้งทุกอย่างถึงได้ถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านได้
ตลอดทางลู่ตงซานลืมความสุขจากการล่าสัตว์ไปเสียสิ้น ทว่าพอเข้าประตูบ้านมาแล้วพบว่าทุกคนในครอบครัวต่างนั่งรอเขากินข้าวด้วยท่าทางกระตือรือร้น ความหดหู่ในใจจึงมลายหายไปทันที เขายิ้มกว้างพลางถาม
“ทุกคนรอข้าอยู่ใช่ไหม”
“ท่านพ่อ กินข้าวกันเถอะขอรับ! วันนี้ท่านแม่ต้มไข่ด้วย หอมมากเลย!”
ลู่หยวนเว่ยแกว่งขาไปมาพลางจ้องมองไข่บนโต๊ะน้ำลายสอ ลู่ตงซานวางของแล้วรีบไปล้างมือมานั่งล้อมวง
“เอาละ! กินข้าวกัน!”
เขาเริ่มตักคำแรกก่อน คนอื่นๆ ถึงได้เริ่มลงมือ บนโต๊ะอาหารแม้จะมีเพียงผักผัดชามใหญ่และแกงจืดไข่ชามโต แต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพียงชั่วครู่เดียวอาหารบนโต๊ะก็ถูกกวาดเรียบจนหมดเกลี้ยง
หลังมื้อค่ำลู่หยวนเปารับหน้าที่เก็บถ้วยชาม ลู่หยวนเซินเป็นคนล้าง ส่วนลู่หยวนเว่ยก็จูงมือลู่หยวนจงไปที่ห้องปีกเพื่อเล่นกับน้องชายคนเล็ก ในห้องโถงจึงเหลือเพียงลู่ตงซานและภรรยา
“อยากถามข้าเรื่องวันนี้รึเจ้าคะ?”
เฉินสวี่อันถามด้วยเสียงนุ่มนวล ท่าทางดูออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ลู่ตงซานยิ้มแห้งๆ รีบแสดงความภักดีทันที
“เมียจ๋า ข้าไม่ได้จะไม่เห็นด้วยที่เจ้าไปตีกับนางนะ แต่การตีกันมันอันตราย ถ้าเจ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไร วันหน้าถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก เจ้าบอกข้าเลยนะ ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง”
“คิก!” เฉินสวี่อันหลุดหัวเราะ นางมองค้อนสามีเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ท่านไม่กลัวข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้หรือ ถึงข้าจะไม่ค่อยเดินในหมู่บ้าน แต่เรื่องบางอย่างข้าก็พอรู้ บ้านหวงเหมินนั่นไม่ใช่คนดีอะไร ต่อหน้าพวกเขาไม่กล้าแก้แค้น แต่ลับหลังต้องหาทางลอบกัดแน่” ไม่ทันที่เฉินสวี่อันจะพูดจบ ลู่ตงซานก็ตบโต๊ะลุกพรวดด้วยความโมโห
“พวกมันกล้าหรือ! ถ้าพวกมันกล้าเล่นสกปรก ข้าจะจับพวกมันโยนลงแม่น้ำยงให้หมด!”
แม่น้ำยงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลอ้อมหลังหมู่บ้านไปลงทะเล ช่วงที่ไหลผ่านหมู่บ้านกระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยว ชาวบ้านทั่วไปจะไม่กล้าลงไปว่ายน้ำ
แต่คนที่มีทักษะทางน้ำดีจะไปวางไซดักปลา หากโชคดีก็จะได้ปลาตัวใหญ่มาขายได้เงินไม่น้อย ซึ่งลู่ตงซานก็ทำเช่นนั้นบ่อยๆ พอนึกถึงแม่น้ำยง ลู่ตงซานก็ตบหัวตัวเอง
“เกือบลืมเลย วันนี้ข้าขึ้นเขาแล้วแวะไปดูที่น้ำ ข้าจับกระต่ายป่าได้สองตัวกับอ้นอีกตัวหนึ่ง แถมยังเจอเจ้างูที่ขดอยู่ข้างกับดักเลยจับติดมือมาด้วย เดี๋ยวข้าจะไปควักดีงูออกมา
พรุ่งนี้เข้าเมืองจะลองถามดูว่ามีใครรับซื้อไหม นอกจากนี้ ในไซดักปลาก็ได้ของมาไม่น้อย มีปลาหลี่หนักประมาณสี่จินตัวหนึ่ง ส่วนอีกสามตัวที่เหลือตัวเล็กหน่อย น่าจะจินสองจิน
ที่เหลือก็เป็นกุ้งฝอย กุ้งตัวเล็กเกินไปข้าไม่เอา เอามาแต่ตัวใหญ่ๆ พวกนี้มันอยู่ได้ไม่นาน คงเอาไปขายไม่ได้ ข้าเลยเอาไว้ให้พวกเรากินกันเองน่ะ”
ความจริงลู่ตงซานไม่ค่อยชอบกินกุ้งเท่าไหร่นัก เพราะเนื้อน้อยแถมยังเสียเวลาแกะ จะเอาไปขายก็ไกล กุ้งพ้นน้ำไม่นานก็ตาย มักจะวุ่นวายเปล่าๆ ไม่ได้อะไร
เมื่อก่อนเขาจะโยนกลับลงน้ำไปเลย แต่ครั้งนี้เขาคิดว่าเฉินสวี่อันเพิ่งจะนึกเรื่องในอดีตได้ บางทีนางอาจจะชอบกินของพวกนี้ก็ได้ เป็นอย่างที่คาด เฉินสวี่อันตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินเรื่องกุ้งฝอย
นางรีบวิ่งไปที่ลานบ้านโดยไม่ต้องรอให้สามีเรียก ลู่ตงซานกลัวนางจะตกใจงูจึงรีบตามออกมา แล้วช่วยคุ้ยเอากุ้งฝอยเหล่านั้นออกมาให้นางดู เฉินสวี่อันเห็นแล้วก็ดีใจ
“ดีทีเดียว ตัวไม่เล็กเลยนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าพวกเราเอามาใส่ในโจ๊กกันเถอะ จะได้บำรุงเด็กๆ ด้วย”
“ไอ้เจ้านี่มันจะมีเนื้อสักเท่าไหร่กัน แล้วจะบำรุงได้อย่างไร หรือเราจะฆ่ากระต่ายสักตัวดีไหม” ลู่ตงซานลังเล แต่เฉินสวี่อันส่ายหน้า
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ นานๆ จะเข้าเมืองที ของพวกนั้นเอาไปขายให้หมดเถอะเจ้าค่ะ เหลือแค่กุ้งฝอยนี่ไว้ ข้าจะใส่ไข่ลงไปเพิ่มอีกหน่อยก็พอแล้ว”
ชาติก่อนเฉินสวี่อันไม่ได้มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่น้ำยงหลังบ้านมากนัก คิดไม่ถึงเลยว่าในนั้นจะมีของดีอยู่มากขนาดนี้ เมื่อลู่ตงซานเห็นนางชอบใจ เขาก็รีบเอาใจทันที
“เดี๋ยวข้ากลับจากในเมืองจะไปวางไซเพิ่มนะ ในแม่น้ำยงน่ะมีกุ้งฝอยพวกนี้เยอะแยะ ชาวบ้านไม่ค่อยชอบจับกัน ส่วนใหญ่จะช้อนขึ้นมาทำกับแกล้มเหล้าเป็นครั้งคราวเท่านั้นแหละ”
“แล้วในแม่น้ำยง นอกจากกุ้งกับปลาแล้วยังมีอย่างอื่นอีกไหมเจ้าคะ” เเฉินสวี่อันถามด้วยความอยากรู้ ลู่ตงซานนึกทบทวน
“เหมือนจะมีพวกของมีเปลือกเยอะอยู่นะ ไม่รู้มันเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไรเหมือนกัน แต่มีไม่มาก นานๆ จะช้อนติดมาสักตัว รสสัมผัสมันแย่กว่ากุ้งฝอยนี่เสียอีก”
เฉินสวี่อันฟังแล้วก็เดาไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร จึงปล่อยผ่านไป เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เฉินสวี่อันตื่นมาตั้งแต่ยามหยิน นางเข้าครัวไปจุดไฟ ใส่ข้าวสารลงในหม้อ แล้วจึงมาจัดการกับกุ้งฝอย
หลังจากผ่านไปหนึ่งคืนกุ้งเริ่มดูซึมๆ คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามคงตาย นางจึงรีบแกะเปลือกกุ้งตอนที่มันยังสดอยู่ จากนั้นสับเนื้อกุ้งให้พอหยาบ ตอกไข่เป็ดลงไปสองฟองผสมให้เข้ากัน
พอโจ๊กใกล้สุกก็นำลงไปกวนรวมกัน พร้อมกับใส่ผักสับละเอียดลงไปด้วย ไม่นานนักโจ๊กกุ้งสดหอมกรุ่นก็เสร็จเรียบร้อย ห้องนอนของนางจางซื่ออยู่ใกล้ห้องครัวที่สุด
ลู่หยวนเปาและคนอื่นๆ ได้กลิ่นหอมก็พากันสะดุ้งตื่นจนนอนต่อไม่หลับ รีบลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ตอนกินข้าวลู่ตงซานมองดูลูกๆ อย่างระเหี่ยใจ ก่อนจะมองท้องฟ้าแล้วถาม
“พวกเจ้าไม่คิดจะนอนต่ออีกสักชั่วยามหรือ ฟ้ายังไม่สางเลยนะ!”
เด็กๆ ต่างพากันส่ายหน้าพร้อมกัน สายตาจับจ้องไปที่หม้อโจ๊กกลางโต๊ะไม่วางตา แม้แต่ลู่หยวนซิงคนเล็กก็ยังตบโต๊ะแปะๆ น้ำลายไหลยืดเต็มอกเสื้อ
เฉินสวี่อันหัวเราะอย่างเอ็นดู นางตักโจ๊กให้เด็กๆ คนละชาม แล้วอุ้มหยวนซิงมาป้อน เมื่อลู่ตงซานเริ่มกินคำแรก เด็กๆ ก็ลงมือทันที ลู่หยวนเซินกินคำแรกเข้าไปดวงตาจึงได้เป็นประกาย ก่อนเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ท่านแม่ โจ๊กหอมมากเลยเจ้าค่ะ! แถมยังไม่ใสแจ๋วเหมือนเมื่อก่อนด้วย” แม้แต่ลู่ตงซานยังประหลาดใจ
“เมียจ๋า โจ๊กนี่แค่ใส่กุ้งฝอยลงไปเองหรือ รสชาติดีขึ้นมากจริงๆ” ลู่หยวนซิงส่งเสียงหัวเราะชอบใจพลางโบกไม้โบกมือ ร้องเรียกเสียงไม่ชัด
“กิน... กิน... กิน...” เฉินสวี่อันขำจนเกือบสำลัก นางกลัวลูกจะตกเก้าอี้จึงกอดไว้แน่นพลางปลอบ
“เจ้าตัวแสบอยู่นิ่งๆ หน่อยลูก ตั้งใจกินโจ๊กนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็หมดหรอก” เจ้าตัวเล็กเหมือนจะฟังรู้เรื่องจึงยอมอยู่นิ่ง เฉินสวี่อันจึงถือโอกาสอธิบายกับทุกคน
“บ้านเรามีที่นาน้อย ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละปีต่อให้ไม่ต้องเสียภาษีก็ยังไม่พอกินอิ่ม ตอนนี้เพิ่งเสร็จงานหว่านไถ ข้าวในนายังไม่โต ราคาข้าวตามตลาดจึงแพงกว่าช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวมาก เพื่อเป็นการประหยัดเงิน
ต่อไปเวลาต้มโจ๊กพวกเราจะใส่ของอย่างอื่นลงไปเพิ่มด้วย นอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้วยังบำรุงร่างกายได้ดีกว่าน้ำข้าวเปล่าๆ นอกจากโจ๊กกุ้งในวันนี้ วันหน้าแม่จะทำโจ๊กปลาให้พวกเจ้ากินด้วยนะ” ลู่หยวนเปาได้ยินอย่างนั้นจึงอาสาขึ้นมาทันที
“วันนี้ข้าจะไปจับกุ้งฝอยขอรับ!” สีหน้าของเฉินสวี่อันเปลี่ยนไปทันที นางส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
“ไม่ได้เด็ดขาด น้ำในแม่น้ำยงมันเชี่ยว ขนาดผู้ใหญ่ยังไม่กล้าลงไปสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเจ้าห้ามไปแถวนั้นเด็ดขาด ถ้าอยากจับจริงๆ ให้ไปหาตามลำธารในหมู่บ้านแทน กุ้งฝอยตามลำธารก็มีเยอะแยะ สรุปคือห้ามไปแม่น้ำยงเด็ดขาด เข้าใจไหมลูก”
ลู่หยวนเปาไม่ค่อยเห็นเฉินสวี่อันทำหน้าจริงจังขนาดนี้มาก่อน เขารู้ว่านางไม่ได้พูดเล่นจึงรีบพยักหน้ารับคำยืนยันกับแม่
“ท่านแม่ วางใจเถอะขอรับ พวกข้าไม่ไปแม่น้ำยงแน่นอน ท่านพ่อเคยบอกว่าที่นั่นมีคนจมน้ำตายทุกปี ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาดขอรับ”
เฉินสวี่อันได้ยินดังนั้นจึงค่อยเบาใจลง ครอบครัวนั่งกินมื้อเช้าด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพลางพูดคุยหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะออกจากบ้าน เฉินสวี่อันตั้งใจพาลูกๆ ทุกคนออกมาด้วย นางจึงเอ่ยกับลู่ตงซาน
“พวกเราออกไปทีก็ไปทั้งวัน ข้าไม่วางใจที่จะทิ้งเด็กๆ ไว้ที่บ้านตามลำพังเจ้าค่ะ โดยเฉพาะตอนนี้หยวนซิงกำลังซน ลูกสี่คงจะดูแลเขาไม่ไหว ข้าเลยคิดว่าจะพาพวกเขาไปฝากไว้ที่บ้านป้าฝูเสียหน่อย
โดยพวกเราจะส่งเสบียงอาหารสำหรับหนึ่งวันให้ป้าฝูไว้ด้วย พอขากลับมาพวกเราค่อยซื้อของติดไม้ติดมือมาฝากป้าฝูก็น่าจะพอแล้วเจ้าค่ะ”