บทที่ 163 หม้อไฟเดือดพล่าน ทรัพย์สินล้นหีบ
บทที่ 163 หม้อไฟเดือดพล่าน ทรัพย์สินล้นหีบ
บทที่ 163 หม้อไฟเดือดพล่าน ทรัพย์สินล้นหีบ
เฒ่าจี้ยามเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ประตูเรือนมาก็คอยสอดส่องสายตาจับจ้องมองสำรวจดูไปทั่วทุกสารทิศ จวบจนกระทั่งทรุดกายลงนั่งมั่นคงดีแล้ว ถึงได้ค่อยพยักหน้าเอ่ยความออกมา
“ตงซานเอ่ย เรือนชานบ้านช่องของเจ้านี้ถูกสร้างขึ้นมายามใดกันหรือ มันช่างมีความแตกต่างห่างไกลกับทางฝั่งตัวเมืองอำเภอมากมายยิ่งนัก!
ทว่าทางฝั่งตัวเมืองอำเภอนั้นขาดแคลนกลิ่นอายแห่งความสุขและชีวิตชีวาไปบ้าง พอมองดูแล้วยังคงเป็นหมู่บ้านแห่งนี้ที่ดูเจริญหูเจริญตามากกว่า”
มุมปากของลู่ตงซานพลันกระตุกวูบขึ้นมาครั้งหนึ่ง เขาตวัดสายตาตาเหลือกถลึงใส่เฒ่าจี้ทีหนึ่ง
“ตัวเจ้าคงไม่ใช่เป็นเพราะอาศัยอยู่ภายในเรือนหลังใหญ่โตเพียงลำพังแล้วเกิดความรู้สึกอ้างว้างหนาวเหน็บหรอกนะ ถึงได้ทำหน้าหนาอย่างไร้ยางอายดึงดันที่จะเดินทางกลับมาพร้อมกันกับข้าให้ได้” เฒ่าจี้พลันเกิดอารมณ์โทสะขึ้นมาทันควัน
“เอ่ยปากพูดความอันใดออกมากัน หากไม่ใช่เป็นเพราะลู่หยวนเปาจะต้องเดินทางเข้าสู่สนามสอบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ตัวข้าย่อมไม่มีทางยอมสูญเสียเรี่ยวแรงและพละกำลังเดินทางมาถึงที่นี่หรอก! ได้รับผลประโยชน์แล้วยังจะมาทำปากดีอีกนะ!”
กลิ่นอายพลังและความอวดดีของลู่ตงซานพลันอ่อนกำลังและลดระดับลงไปมากทันตา ทว่าในใจกลับยังคงไม่ยินยอมจึงได้เอ่ยปากพึมพำงึมงำออกมา
“ต่อให้เด็กคนนั้นจะอาศัยอยู่ภายในตัวเมืองมณฑลต่อ พวกเจ้าก็ไม่มีปัญญาจะเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ออกมาได้อย่างดีหรอก เพียงแค่ฝีมือการทำอาหารการกินของบุตรชายข้า ไม่สร้างความหิวโหยจนตัวเจ้าต้องอดตายไปเสียก่อนก็นับว่าดีถมเถแล้ว”
เฒ่าจี้แม้จะได้ยินอย่างเด่นชัด ทว่ากลับไม่นึกถือสาเอาความกับลู่ตงซาน เป็นเพราะเฉินสวี่อันได้สั่งการให้พวกบ่าวไพร่จัดการยกอาหารและกับข้าวร้อนๆ ที่จัดเตรียมไว้ขึ้นมาส่งให้เรียบร้อยแล้ว
ยามเมื่อพบเจอทั้งหม้อทองแดงและเตาเหล่านั้น ดวงตาของเฒ่าจี้ก็พลันเบิกค้างนิ่งงัน เขาเอ่ยถามออกมาด้วยความกระตือรือร้นและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“นี่คือการกินหม้อไฟลวกและเนื้อย่างใช่หรือไม่” จินหงเอ่ยตอบกลับไปด้วยความนอบน้อม
“เรียนท่านผู้เฒ่า ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก! ข้าจำต้องจัดการกินดื่มให้มากสักหน่อยแล้ว!” เฒ่าจี้เกิดความรู้สึกว่าท้องไส้ของตนเริ่มส่งเสียงร้องด้วยความหิวโหยขึ้นมาแล้ว
ทางฝั่งป้าติงคอยจัดเตรียมพวกวัตถุดิบทำอาหารกองโตขยับกายเข้ามา เมื่อเพ่งมองดูสิ่งของเหล่านั้นที่มีทั้งเนื้อแพะ เนื้อกวาง นอกเหนือจากนี้ยังมีเนื้อหมู เนื้อไก่
และพวกอาหารทะเลสารพัดสิ่งอย่าง เฒ่าจี้ก็พลันเกิดความเบิกบานใจจนแทบจะเอ่ยปากพูดจาความอันใดไม่ออก ทำเพียงแค่แสดงออกผ่านการกระทำในทันที
พอเจอท่าทางของเขาที่ไม่ทำตัวเป็นคนนอกเลยแม้แต่น้อยเช่นนี้ ลู่ตงซานก็รีบเร่งเอ่ยปากและกวักมือเรียกพวกบุตรชายให้รีบเร่งลงมือขยับตะเกียบกินทันที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ช่วงเวลาหลังจากนี้จะไม่มีแม้กระทั่งน้ำซุปสักคำหลงเหลือให้ตักกิน
ในยามที่พวกเขากำลังคอยรีบเร่งยื้อแย่งอาหารกินกันอยู่ภายในเรือนหลัก เฉินสวี่อันกลับพักอยู่ภายในห้องนอนเพื่อจัดการแกะเปิดห่อสัมภาระใบใหญ่โตออกดู
ครั้งนี้สิ่งของที่ลู่ตงซานจัดเตรียมนำกลับมามีมากมายยิ่งกว่าในกาลก่อนเป็นเท่าตัว อย่างน้อยที่สุดก็มีขนาดใหญ่โตเพิ่มพูนขึ้นมาถึงหนึ่งเท่าตัว ภายในนั้นนอกเหนือจากพวกเงินทองเครื่องประดับล้ำค่าแล้ว
ยังมีกล่องไม้ใบหนึ่ง รวมถึงห่อเงินก้อนตำลึงห่อใหญ่โต คำนวณดูแล้วน่าจะมีอยู่ราวๆ ยี่สิบก้อน ส่วนสิ่งของล้ำค่าชิ้นอื่นย่อมถูกจัดเก็บรักษาไว้ภายในกล่องไม้ใบนั้นอย่างแน่นอน
เฉินสวี่อันไม่ได้มีความคิดอันใดซับซ้อน นางจัดการเปิดกล่องไม้ออกดูทันที สิ่งที่สะดุดโผล่ขึ้นมาสู่สายตาก็คือตั๋วเงินปึกใหญ่ ยิ่งเปิดดูจากแผ่นบนลงสู่แผ่นล่าง มูลค่าหน้าตั๋วก็ยิ่งมีขนาดมากและเพิ่มพูนขึ้น
แผ่นที่มีมูลค่าน้อยที่สุดคือห้าสิบตำลึง ส่วนแผ่นที่มีมูลค่ามากที่สุดมีถึงหนึ่งพันตำลึง เมื่อนำมารวมกันแล้วคำนวณดูน่าจะมีอยู่ราวๆ ห้าหมื่นตำลึง และตรงบริเวณส่วนล่างสุดของปึกตั๋วเงินยังถูกกดทับไว้ด้วยโฉนดที่ดินอีกสามใบ
เมื่อเฉินสวี่อันเพ่งมองสำรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในใจก็พลันเกิดความเบิกบานและสำสำราญใจยิ่งนัก โฉนดที่ดินทั้งสามใบนี้ล้วนแล้วแต่เป็นโฉนดที่ดินประเภทเรือนพักตากอากาศโดยสิ้น
โดยมันตั้งอยู่ภายในตัวเมืองมณฑลสองแห่ง และอยู่ภายในตัวเมืองอำเภออีกหนึ่งแห่ง เรือนพักตากอากาศทั้งสองแห่งภายในตัวเมืองมณฑลนั้นมีขนาดใหญ่โตและขนาดเล็กแตกต่างกันไป
แห่งใหญ่มีพื้นที่ถึงแปดร้อยมู่ ส่วนแห่งเล็กมีพื้นที่เพียงสองร้อยมู่ ส่วนเรือนพักตากอากาศทางฝั่งตัวเมืองอำเภอแห่งนี้มีพื้นที่ห้าร้อยมู่ ทำเลที่ตั้งถือว่าดีไม่เบา อยู่ห่างไกลออกจากประตูเมืองอำเภอไปเพียงห้าลี้เท่านั้น
ยามเมื่อก้าวเท้าพ้นเรือนพักตากอากาศออกมาก็คือเส้นทางหลวง การคมนาคมขนส่งสัญจรไปมาถือว่ามีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งนัก เรือนพักตากอากาศทั้งสามแห่งนี้รวมเป็นเงินทองที่สูญเสียไปทั้งสิ้นสี่หมื่นตำลึง
เมื่อนำมารวมกันกับเงินสดอีกห้าหมื่นตำลึงเท่ากับว่าการเดินทางออกจากบ้านของลู่ตงซานในครั้งนี้ เขาสามารถกวาดรายได้และหาเงินกลับมาได้มากมายถึงเก้าหมื่นตำลึงเลยทีเดียว
หากนำไปคำนวณรวมกันกับกิจการค้าขายผ้าไหมของร้านตระกูลจิ้งด้วยแล้ว รายได้รวมของครอบครัวในรอบหนึ่งปีคงพุ่งทะยานทะลุเกินแสนตำลึงไปเรียบร้อยแล้ว
เงินทองจำนวนมากมายถึงเพียงนี้หากนำไปเปรียบเทียบร่วมกันกับพวกตระกูลขุนนางผู้ดีเก่าภายในเมืองหลวงย่อมอาจจะไม่นับว่าเป็นสิ่งใดได้ ทว่าหากอาศัยอยู่ภายในแถบอี้โจวแห่งนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว
ในยามนี้ตระกูลลู่ก็นับได้ว่าเปลี่ยนเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาลและมั่งคั่งที่สุดในพื้นที่ ทว่าอย่างไรเสียรากฐานและความเป็นมาของครอบครัวพวกตนยังคงตื้นเขินยิ่งนัก
ต่อให้จะมีเงินทองมากมายถึงเพียงใดก็ไม่อาจนำไปป่าวประกาศและส่งเสียงเอะอะโวยวายให้ผู้คนล่วงรู้ไปทั่วได้ ยังคงต้องคอยปิดบังซ่อนเร้นและปกปิดเอาไว้
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางให้เฉินสวี่อันแอบลอบเกิดความสุขสำราญใจอยู่ภายในใจแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ หลังจากที่นางระงับความตื่นเต้นและเบิกบานใจลงได้แล้ว นางถึงได้เก็บรักษาของล้ำค่าเหล่านั้นกลับคืนไป
สืบเนื่องมาจากทรัพย์สินเงินทองภายในครอบครัวนับวันก็ยิ่งมีมากและเพิ่มพูนขึ้น ทั้งผู้คนและบ่าวไพร่ภายในลานเรือนก็นับวันยิ่งมีจำนวนมากมายขึ้นอีก ลานเรือนที่ในกาลก่อนเคยมองดูแล้วมีความกว้างขวางใหญ่โต
ในยามนี้กลับเริ่มมองดูแล้วมีความคับแคบและไม่เพียงพอต่อการพักอาศัยอยู่บ้างแล้ว ทว่าก็น่าเสียดายยิ่งนักที่บ้านของพวกตนตั้งอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางเนินเขา
พื้นที่สิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ย่อมเป็นบรรพบุรุษที่ต้องสูญเสียเรี่ยวแรงและพละกำลังไปตั้งมากมายถึงจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ ยามนี้หากมีความคิดอยากจะขยับขยายต่อเติมย่อมต้องประสบพบเจอความยากลำบากแน่
ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ในยามนี้ยังไม่มีความจำเป็นจำต้องรีบร้อนอันใด ทางฝั่งเรือนหลักนั้น เฒ่าจี้และกลุ่มขบวนผู้คนต่างคอยเปิดกระเพาะกินดื่มกันอย่างเต็มคราบ
ดังคำโบราณที่ว่าพวกเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโตมักจะกินเก่งจนกระทำความยากจนให้แก่ผู้เป็นบิดา เรื่องของสามพี่น้องลู่หยวนเปาย่อมไม่มีความจำเป็นจำต้องเอ่ยบอกความอันใด ปริมาณการกินดื่มอาหารของลู่ตงซานเดิมทีก็มีไม่น้อยอยู่แล้ว
ทว่าสิ่งที่สร้างความประหลาดใจและคาดไม่ถึงให้แก่ผู้คนมากที่สุดก็คือเฒ่าจี้ที่มีรูปโฉมดูสุภาพเรียบร้อยปานนี้ ทว่าปริมาณการกินดื่มอาหารของเขากลับมีความสามารถที่จะนำไปประชันแข่งขันร่วมกันกับลู่ตงซานได้เลยทีเดียว
ทั้งความดุดันและมุทะลุในการยื้อแย่งอาหารมันช่างละม้ายคล้ายคลึงราวกับผีตายโหงมาเกิดก็ไม่ปาน เฉินสวี่อันจัดเตรียมพวกวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสไว้ตั้งมากมาย
ทว่ากลับถูกพวกเขากินจนเรียบไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านี้ แม้กระทั่งพวกอาหารทะเลแห้งที่แช่น้ำเตรียมพร้อมไว้เพื่อทำโจ๊กในช่วงค่ำคืน ก็ยังถูกพวกเขานำไปทำลายและต้มกินล่วงหน้าจนสิ้น
เมื่อป้าติงขยับกายเข้ามาเอ่ยรายงาน เฉินสวี่อันก็ถึงกับพูดความอันใดไม่ออกทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา นางรีบก้าวเท้าเดินออกไปส่องดูทีหนึ่ง
เมื่อนางก้าวเดินด้วยจังหวะที่แผ่วเบาและผ่อนคลายเข้าสู่ภายในเรือนหลัก พวกบุรุษหนุ่มถึงได้ดึงรั้งสติและความคิดกลับคืนมาได้ ลู่ตงซานเอ่ยปากบอกออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
“เมียจ๋า พวกเราเผลอไม่ระมัดระวังไปหน่อย จึงจัดการกินกันไปจนหมดแล้ว...”
คำบอกเล่านี้เอ่ยออกมาโดยที่ตัวเขาเองยังไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย ในใจเกิดความขุ่นเคืองจนต้องตวัดสายตาถลึงใส่เฒ่าจี้ทีหนึ่ง หากไม่ใช่เป็นเพราะต้องคอยมาขันแข่งกับคนคนนี้ ตัวเขาก็คงไม่มีทางสูญเสียกิริยาและทำตัวไม่เหมาะสมถึงเพียงนี้หรอก