บทที่ 168 ปีใหม่ปีนี้ คึกคักกว่าทุกปี
บทที่ 168 ปีใหม่ปีนี้ คึกคักกว่าทุกปี
บทที่ 168 ปีใหม่ปีนี้ คึกคักกว่าทุกปี
ซุนซื่อยามเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็อดไม่ได้จนต้องตลบสายตาเหลือกถลึงใส่ทีหนึ่ง นางเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“น้องสามี เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนยิ่งใหญ่มาจากไหนกันหรือ แล้วสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ใดกันเล่า โอ๊ย! เจ้ามีความสามารถเดินทางมาเยือนได้ แล้วเหตุใดคนอื่นจะไม่มีปัญญาเดินทางมาเยือนบ้างเล่า
คนที่มีความคิดอยากจะก้าวเข้ามาเอ่ยปากทาบทามแต่งงานร่วมกันกับตระกูลลู่มีมากมายมหาศาลท่วมท้นยิ่งนัก ย่อมไม่อาจมีเพียงแค่สิ่งของสามชิ้นสี่ชิ้นที่ผุดโผล่ขึ้นมาตรงเบื้องหน้าสายตานี้หรอกนะ
ตามความคิดของข้าคนเรายังจำต้องมีความรู้และประเมินค่าตัวเองบ้าง เพียงแค่เด็กสาวอย่างเสี่ยวหลาน ต่อให้เป็นตัวข้าเองก็ยังไม่มีวันชายตานึกถูกใจเลย แล้วเจ้ายังจะมีความกล้าหาญแอบลอบเพ้อฝันกลางวันอยู่อีกหรือ!”
คำพูดคำจานี้ของซุนซื่อนับว่าไม่เกรงใจอย่างยิ่ง ซ่งอี้หรูโกรธจนใบหน้ามืดดำ หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดมาได้ยินเข้า นางคงจะเปิดฉากทะเลาะเบาะแว้งกับซุนซื่อไปตั้งเนิ่นนานแล้ว
ทว่าซุนซื่อกลับไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ยามนี้ครอบครัวของพวกนางคอยดำเนินรอยตามตระกูลลู่ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สองสามีภรรยาสามารถกวาดรายได้ปีละยี่สิบกว่าตำลึง
จางหนี่ก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว บุตรชายคนโตและคนรองต่างก็แยกย้ายกันไปสร้างครอบครัว เพื่อที่จะสามารถเพาะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้เพิ่มขึ้น ซ่งอี้ชิงจึงได้ใช้อำนาจตัดสินใจแยกบ้านตั้งแต่ตอนที่พวกเขาสร้างครอบครัว
ยามนี้สองสามีภรรยาใช้ชีวิตกันเอง เงินทองที่หามาได้ล้วนตกเป็นของพวกเขาทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ต้องคอยชุบเลี้ยงบุตรหลาน ไม่เพียงแค่ปรับปรุงซ่องแซมบ้านเรือนขึ้นมาใหม่เท่านั้น
ทว่ายังคอยเก็บสะสมเงินทองไว้ได้ตั้งมากมาย น้ำเสียงยามเอ่ยปากพูดจาจึงมีความหนักแน่นและมั่นใจยิ่งนัก วันเวลาเริ่มมีหนทางและความหวัง ซุนซ่อก็ไม่ได้มีสายตาอันคับแคบและเห็นแก่ตัวเหมือนในกาลก่อนที่คอยแต่จะจ้องเอาเปรียบและฉวยโอกาสจากผู้อื่น
น้ำเสียงยามเอ่ยปากเจรจาจึงมีความเปิดเผยและจริงใจขึ้นมามาก ประกอบกันกับการล่วงรู้ยู่ภายในใจว่าทุกสิ่งอย่างภายในครอบครัวล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยตระกูลลู่ มีหรือที่นางจะไม่เอ่ยปากเอนเอียงและช่วยเหลือทางฝั่งตระกูลลู่เล่า!
แตกต่างไปจากการเอ่ยปากตอบโต้อย่างโจ่งแจ้งและไร้ความเกรงกลัวของซุนซื่อ จวี๋ซุ่ยกลับคอยทำตัวเป็นน้ำเต้าปากปิดอยู่โดยตลอด ไม่ปริปากส่งเสียงความอันใดเลยสักแอกเดียว ต่อให้พี่สาวสามีของตนจะคอยเอาศอกสะกิดและจิ้มร่างของนางอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ทว่านางก็ไม่ได้มีความสะทกสะท้านอันใด อย่างไรเสียจุดประสงค์ก็คือมาทำตัวเป็นท่อนไม้มนุษย์เท่านั้น ทว่าตัวจวี๋ซุ่ยเองอาจจะไม่นึกใส่ใจ ทว่าสองบุตรสาวของนางกลับไม่ยอมรับข้อนี้
“ท่านป้าใหญ่ ท่านมีความคิดอยากจะทำสิ่งใดก็จงเอ่ยปากบอกเล่าออกมาตรงๆ เถอะเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าเป็นคนปากหนักทั้งยังมีนิสัยเงียบขรึม ย่อมไม่มีทางเข้าใจความหมายที่ท่านต้องการจะสื่อสารหรอกเจ้าค่ะ” เถาฮวาเอ่ยปากตอกกลับไปตรงๆ ทันที
หลิวหมินนึกไม่ถึงเลยว่าหลานสาวของตนจะกล้าหักหาญน้ำใจและกระทำความเสื่อมเสียเกียรติให้แก่นางถึงเพียงนี้ ทั้งยังคอยคิดว่าเถาฮวาเองก็ก้าวข้ามผ่านเข้าสู่วัยที่สมควรแก่การเอ่ยปากทาบทามแต่งงานแล้ว
ไม่แน่ว่าในใจของเด็กคนนี้ก็คงจะซุกซ่อนความคิดอยากจะแต่งงานเข้าสู่ตระกูลลู่อยู่ด้วยเช่นกัน ยิ่งคิดไปในใจก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอึดอัดและไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก นางจึงเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรทันที
“ไม่มีเรื่องอันใดหรอก เด็กๆ จงหลีกไปอยู่ทางด้านข้างซะ”
ทว่าเถาฮวากลับคอยปั้นสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ไร้ซึ่งการส่งเสียงอันใดต่อ ดวงตาของนางจับจ้องมองเขม็งไปทางฝั่งของจวี๋ซุ่ยอยู่ตลอดเวลา ทำเอาหลิวหมินเกิดความขัดเขินจนไม่กล้าลงไม้ลงมืออันใดต่ออีกเลย
ลูกสาวของหลิวหมินตวัดสายตาจ้องมองเถาฮวาด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง นางคล้ายกับมีความคิดอยากจะพุ่งเข้ามาลงไม้ลงมือทำร้ายผู้คนก็ไม่ปาน
ทว่าเถาฮวากลับไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นางประสานสายตาเผชิญหน้าท้าทายกับสายตาอันเต็มไปด้วยความดุร้ายราวกับจะกัดกินเนื้อคนของลูกพี่ลูกน้อง เกิดเป็นการประฝีมือกันอย่างเงียบเชียบและไร้กระแสเสียง
สำหรับหลี่ชุนเซียงนั้น นางกลับลอบเกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจและนั่งไม่ติดเก้าอี้อยู่บ้าง ประเดี๋ยวก็หันไปส่องดูลูกสาวของตนเอง ประเดี๋ยวก็นำไปเปรียบเทียบกับพวกแม่นางที่อยู่ภายในเรือน
ยิ่งมองดูก็ยิ่งเกิดความรู้สึกว่าลูกสาวของตนเองไม่ได้มีจุดเด่นและข้อดีอันใดที่เหนือกว่าคนอื่นเลย ทว่าก็น่าเสียดายยิ่งนักที่ยามนี้จ้าวเหลียนไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย นางจึงย่อมไม่อาจเอ่ยปากรบกวนร้องขอเพื่อออกไปเสาะหาคนข้างนอกได้
ในขณะที่นางกำลังคอยคิดฟุ้งซ่านสับสนอยู่นั้น เฉินสวี่อันและจ้าวเหลียนต่างก็ก้าวเท้าเดินเคียงคู่กันผ่านประตูเรือนเข้ามาพลางเอ่ยปากพูดคุยกลั้วหัวเราะสรวลกันมาอย่างสนุกสนาน
บรรยากาศอันแปลกประหลาดภายในห้องพลันอันตรธานมลายหายไปสิ้นในพริบตา เฉินสวี่อันเยื้องย่างทรุดกายลงนั่งอย่างสง่างาม พลางเอ่ยปากสั่งการกับป้าติง
“นานทีปีหนภายในเรือนของพวกเราจะมีแขกเหรื่อที่เป็นแม่นางโฉมสะคราญที่ยังไม่ได้ออกเรือนเดินทางมาเยือนมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าจงรีบเดินไปยังเรือนด้านหลังเพื่อเรียกตัวคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองให้มาที่นี่เถอะ ให้พวกนางได้พบปะพูดคุยร่วมกันด้วย”
เฉินสวี่อันคอยเน้นเสียงคำว่า ‘ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือน’ หนักแน่นและเด่นชัดยิ่งนัก ป้าติงย่อมมีความสามารถรับฟังจนเข้าใจในเบื้องลึกเบื้องหลังอันละเอียดอ่อนของนางได้ทันที จึงคอยก้มหน้าก้มตาเอ่ยปากรับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
ผ่านไปได้ไม่นาน ลู่หยวนเซินและลู่หยวนจงต่างก็เดินนำกลุ่มสาวใช้ก้าวเท้าเดินนวยนาดตรงเข้ามา ในวันฤดูหนาวที่มีหิมะโปรยปรายละลานตาเช่นนี้ ภายในร่างกายของทั้งสองคนต่างคอยสวมใส่พวกกระโปรงยาว
ส่วนภายนอกก็คอยสวมทับคลุมไว้ด้วยอาภรณ์เสื้อผ้าฤดูหนาวที่ทำมาจากขนสัตว์ ซึ่งเป็นเฉินสวี่อันที่ลงมือทำขึ้นมาด้วยตนเอง ตรงบริเวณปลายแขนเสื้อและคอเสื้อเย็บขลิบประดับไว้ด้วยขนกระต่ายสีขาวนุ่มนิ่ม
อาภรณ์สีเหลืองนวลละมุนดุจไข่ห่านขับเน้นให้ผิวพรรณเนื้อนวลของพวกนางผุดผ่องและขาวนวลคล้ายกันกับหิมะ ทำให้ความรู้สึกของทุกคนเกิดความเจริญตาเจริญใจและสว่างไสวขึ้นมาทันควัน
บนศีรษะปักปิ่นประดับไว้ด้วยปิ่นปักผมไข่มุกและอัญมณีเลอค่า ส่องประกายแวววาววิบวับละลานตา เพียงแค่พริบตาเดียวทุกคนภายในเรือนต่างพากันแอบลอบคิดไปเองว่ามีเหล่านางเซียนตัวน้อยสององค์ก้าวเท้าเดินลอยละลิ่วลงมาจากสรวงสวรรค์เสียแล้ว!
เถาฮวาและเถาจื่อมักจะได้พบปะกับสองพี่น้องตระกูลลู่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ยามเมื่อพบเจอร่างของพวกนางจึงยังคงแสดงท่าทางอันสง่างามและผ่าเผย ไร้ความเกรงกลัวอันใด ทั้งไม่ได้มีการทอดสายตาจับจ้องมองไปที่พวกเครื่องประดับอัญมณีเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ทว่าพวกคนอื่นๆ กลับแปรเปลี่ยนเป็นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ลูกตาดำของพวกนางแทบจะอยากโผนทะยานเข้าไปเกาะติดอยู่บนเครื่องประดับปิ่นปักผมไข่มุกอันประณีตงดงามเหล่านั้นจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว
ภายในใจของลู่หยวนเซินพลันเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจยิ่งนัก ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีการแสดงออกอันใดให้ผู้คนจับสังเกตพบเจอได้เลย นางยังคงประดับรอยยิ้มอันแสนงดงามและเหมาะสม พลางเอ่ยปากบอกกับกลุ่มผู้คน
“อากาศหนาวเหน็บยิ่ง ท่านแม่ย่อมไม่อนุญาตให้พวกเราก้าวเท้าออกจากประตูเรือน พวกเราจึงทำได้เพียงอ่านตำรับตำราและฝึกปรือวาดภาพทิวทัศน์อยู่แต่ภายในห้องนอนเท่านั้น
นึกไม่ถึงเลยว่าภายในเรือนของพวกเราในวันนี้จะมีความคึกคักครึกครื้นถึงเพียงนี้ การเดินทางมาอย่างล่าช้าในครั้งนี้ ขอพวกท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตาและอย่าได้นึกถือสาเอาความเลยนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยอันแสนแผ่วเบาไพเราะราวกับกระแสน้ำพุใสเย็น คอยเอ่ยถ้อยคำที่ดูหรูหราและมีการศึกษาถึงเพียงนี้ สร้างความประหลาดใจให้แก่พวกหลี่ชุนเซียงจนพวกนางไม่มีปัญญาจะเอ่ยปากพูดจาโต้ตอบกลับคืนไป ทว่าเป็นจ้าวเหลียนที่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพลางเอ่ยตอบ
“จะไปถือสาหาความพวกเจ้าด้วยเหตุใดกันเล่า! อากาศหนาวจัดปานนี้ตัวข้าเองก็ไม่อยากจะก้าวเท้าออกจากประตูเรือนเหมือนกัน อย่าว่าแต่เดินทางออกจากลานเรือนเลย
เพียงแค่จะย่างฝ่าเท้าก้าวพ้นเตียงนอนในห้องนอนออกมาก็ยังต้องคอยทำใจตั้งนานสองนาน ช่างลำบากพวกเจ้าเหลือเกินที่ต้องขยับกายเดินมาเพื่อต้อนรับขับสู้ดูแลพวกเราเช่นนี้”
ปากเอ่ยว่าไม่ชมชอบการเดินทางออกจากลานเรือน ทว่าในช่วงเวลาเช่นนี้กลับขยับกายเดินทางมาเยือนถึงเรือนตระกูลลู่ได้ คนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมเพียงแค่ได้รับฟังก็ย่อมมีความล่วงรู้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วทันที
ทว่าก็น่าเสียดายยิ่งนักที่พวกหลี่ชุนเซียงหาใช่ผู้ที่มีสติปัญญาแต่อย่างใด แม้กระทั่งซุนซื่อเองก็ไม่มีปัญญาจะรับฟังจนเข้าใจล่วงรู้ถึงเบื้องหลังและนัยแฝงเร้นในน้ำเสียงคำพูดของจ้าวเหลียนเลย นางยังคงเอ่ยปากถามออกมาด้วยความประหลาดใจ