บทที่ 16 เปลี่ยนไร่ทะเลอันห่างไกล เป็นที่มีอยู่ใกล้ๆ
บทที่ 16 เปลี่ยนไร่ทะเลอันห่างไกล เป็นที่มีอยู่ใกล้ๆ
บทที่ 16 เปลี่ยนไร่ทะเลอันห่่างไกล เป็นที่มีอยู่ใกล้ๆ
เมื่อลู่ตงซานเห็นว่าเฉินสวี่อันพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรอบคอบเช่นนี้ เขาก็รีบตอบตกลงทันที ชายหนุ่มแบกข้าวของพะรุงพะรังเดินนำหน้าไป โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าสองแม่ลูกที่เดินตามหลังมานั้นกำลังกระซิบกระซาบกันอย่างมีลับลมคมใน
แม้ว่าหากยืนอยู่ตรงรั้วไม้ไผ่ของบ้านตระกูลลู่จะมองเห็นบ้านตระกูลฝูที่อยู่ตีนเขาได้อย่างชัดเจน แต่พอเอาเข้าจริงกลับต้องใช้เวลาเดินถึงชั่วจิบชากว่าจะถึงที่หมาย
อีกทั้งทางเดินบนเขาก็ขรุขระไม่ราบเรียบ บางครั้งยังมีสัตว์ป่าตัวเล็กๆ พุ่งพรวดออกมาจากพงหญ้าจนน่าตกใจ ทำให้ต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
ระว่างทางเฉินสวี่อันมองเห็นไก่ป่าไม่ต่ำกว่าสองสามตัว หากไม่ใช่เพราะลู่ตงซานแบกของไว้บนหลังและอุ้มลูกไว้ข้างหน้า เขาคงไม่ปล่อยให้เจ้าพวกหน้าขนจอมเซ่อเหล่านี้รอดมือไปแน่ๆ
เมื่อกลุ่มคนมาถึงบ้านตระกูลฝูและแจ้งความประสงค์แล้ว นางเติ้งจึงตบหน้าอกรับประกันอย่างแข็งขัน
“พวกเจ้าไปเถิด ฝากเด็กๆ ไว้ที่บ้านข้านี่แหละ เสบียงอาหารอะไรนั่นไม่ต้องเอามาหรอก แค่ข้าวปลาอาหารวันเดียว ป้าคนนี้ยังมีปัญญาเลี้ยงได้”
นางเติ้งรู้สึกยินดีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของเฉินสวี่อัน นางจึงเต็มใจช่วยเหลืออย่างยิ่ง แต่นางเติ้งจะใจกว้างอย่างไร เฉินสวี่อันก็ไม่อาจเอาเปรียบผู้อื่นได้ นางดึงดันจะเอาเสบียงไปวางไว้ในครัว พร้อมเอ่ยกับนางเติ้ง
“บ้านท่านป้าก็มีคนกินข้าวไม่ใช่น้อย หากพวกเราฝากแค่คนสองคนก็ว่าไปอย่าง แต่วันนี้มีเด็กถึงห้าคนมาฝากท้อง จะไม่ส่งเสบียงให้ได้อย่างไรเจ้าคะ
อ้อ แล้วท่านป้ามีอะไรอยากให้พวกเราช่วยซื้อมาจากในเมืองให้ไหม หรือมีอะไรจะฝากขายก็ให้ตงซานจัดการไปพร้อมกันเลยนะเจ้าคะ”
นางเติ้งจ้องมองเฉินสวี่อันครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจริงใจและเป็นกันเอง ใบหน้าของนางจึงพลันปรากฏรอยยิ้มพอใจอันหาได้ยาก
“ของฝากซื้อน่ะไม่ต้องหรอก ก่อนหน้านี้ตงซานก็เพิ่งช่วยข้าขายไข่ไปตั้งเยอะ ตอนนี้ที่บ้านสะสมไว้ยังไม่มากพอ เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะ”
เฉินสวี่อันไม่ได้ดึงดันต่อ ก่อนจะจากไปนางยังแอบกระซิบกระซาบกับลู่หยวนเปาอยู่นาน ลู่ตงซานรู้สึกอยู่ตลอดว่าแม่ลูกคู่นี้มีความลับต่อกัน แต่ในเมื่อทั้งสองไม่มีท่าทีจะบอกเขา เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย
อย่างไรเสียเห็นแม่ลูกสนิทสนมกันเขาก็มีความสุขแล้ว สองสามีภรรยาเดินทางมาถึงตัวเมืองก็เกือบจะเที่ยงวันแล้ว ลู่ตงซานอยากพาเฉินสวี่อันไปหาอะไรกิน แต่นางส่ายหน้า
“ธุระสำคัญกว่าเจ้าค่ะ พวกเราไปที่ว่าการอำเภอกันก่อน ไปดูว่าทางนั้นจะว่าอย่างไร”
ลู่ตงซานจนปัญญา เขารู้ดีว่านางเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น จึงได้แต่ซื้อหมั่นโถวแป้งหยาบ มาสองลูก เดินกินไปพลางมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอไปพลาง
ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปข้างใน เสิ่นโหย่วก็กำลังนำกลุ่มคนกลับเข้าที่ว่าการพอดี ดูจากสภาพที่เหงื่อท่วมตัวแล้ว ดูเหมือนเขาเพิ่งไปจัดการเรื่องสำคัญบางอย่างมา เฉินสวี่อันย่อตัวคารวะอย่างนอบน้อม
“ผู้น้อยขอกราบคารวะท่านใต้เท้าเสิ่นเจ้าค่ะ”
เสิ่นโหย่วเดิมทีไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ยินเสียงของเฉินสวี่อันเขาก็ชะงักฝีเท้าหันมามอง แล้วทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกออก
“แม่นางบ้านลู่หรือ เมื่อครู่ข้าเกือบจำเจ้าไม่ได้แน่ะ”
ช่วงเดือนกว่ามานี้เฉินสวี่อันได้รับการบำรุงอย่างดี ไม่เพียงแต่ร่างกายจะฟื้นฟูแล้ว ใบหน้ายังมีน้ำมีนวลขึ้นประกอบกับลู่ตงซานไม่ยอมให้นางทำงานหนัก ผิวพรรณจึงกลับมาขาวเนียนผุดผ่อง ดูไม่ออกเลยว่าเคยมีสภาพซูบโทรมเพียงใด เฉินสวี่อันคลี่ยิ้มบางๆ
“เป็นเพราะความเมตตาของท่านใต้เท้าและฮูหยิน ผู้น้อยถึงได้ฟื้นตัวดีเช่นนี้เจ้าค่ะ” เสิ่นโหย่วพอใจในความรู้ความเข้าใจของนางมาก เขาลูบหนวดพลางถามขึ้นลอยๆ
“ว่าอย่างไร มาที่ว่าการเพราะเรื่องตระกูลติ้งยังจัดการไม่เสร็จสิ้นหรือ”
ปกติคนทั่วไปถ้าไม่มีเรื่องย่อมไม่มาที่นี่ ประกอบกับบ้านลู่ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง เสิ่นโหย่วตรองดูครู่เดียวก็เดาเรื่องราวได้คร่าวๆ เฉินสวี่อันพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเริ่มดูหนักใจ
“ข้าไม่อาจปิดบังท่านใต้เท้าได้จริงๆ ก่อนหน้านี้ท่านตัดสินให้ตระกูลติ้งชดเชยเงินให้ผู้น้อยยี่สิบตำลึง แต่ตระกูลติ้งไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงนำไร่ทะเลมาค้ำประกันชดเชยแทนเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ข้ารู้ เรื่องไร่ทะเลนั่นข้าก็เป็นผู้อนุมัติเอง หรือว่าพวกเจ้าไม่พอใจในไร่ทะเลผืนนั้น” เสิ่นโหย่วนึกถึงสภาพของตระกูลติ้ง จึงกล่าวอย่างจริงจัง
“แม้ติ้งเหล่าซานและลูกชายจะมีจิตใจโหดเหี้ยม แต่คนแก่และเด็กๆ ในบ้านนั้นถือเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อขาดเสาหลักไปชีวิตก็ลำบากมากแล้ว หากบังคับขายที่ดินตระกูลติ้งมาชดเชยให้พวกเจ้า ครอบครัวที่เหลืออยู่คงไม่อาจประคองชีวิตต่อไปได้ แม่นางลู่ก็เป็นคนมีเมตตา คงไม่อยากต้อนผู้อื่นให้จนมุมถึงเพียงนั้นหรอกใช่ไหม”
เฉินสวี่อันลอบขมวดคิ้วในใจ ท่านเล่นพูดดักคอทั้งทางดีทางเสีย แถมยังเอาคุณธรรมมาบีบนางขนาดนี้ นางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร ทว่านางไม่ได้มาเพื่อโต้แย้งเรื่องนั้น เมื่อนึกถึงจุดประสงค์หลัก นางจึงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจและเอ่ยเสียงเบา
“ท่านใต้เท้าเสิ่นกล่าวได้มีเหตุผลเจ้าค่ะ ผู้น้อยย่อมไม่โกรธแค้นผู้บริสุทธิ์ เพียงแต่ท่านทราบหรือไม่เจ้าคะว่าไร่ทะเลที่ตระกูลติ้งนำมาชดเชยนั้นอยู่ที่ใด”
“ย่อมทราบสิ” เสิ่นโหย่วลูบหนวดถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางยิ้มตอบ
“เช่นนั้นท่านทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าหมู่บ้านจงสุ่ยกับหมู่บ้านซานฝูนั้นอยู่ห่างกันเพียงใด” เฉินสวี่อันเบิกตาถามด้วยความสงสัย
เสิ่นโหย่วชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยศึกษารายละเอียดเรื่องนี้มาก่อน หรือต้องบอกว่าเขาไม่เคยตรวจสอบเลยว่าหมู่บ้านซานฝูตั้งอยู่ที่ใดกันแน่ เมื่อเห็นท่าทางของเขา เฉินสวี่อันจึงยิ้มขื่นแล้วเอ่ย
“ใต้เท้า ให้ผู้น้อยเรียนตามตรงเถอะเจ้าค่ะ ผู้น้อยกับสามีต้องออกจากหมู่บ้านซานฝูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาถึงตัวเมืองในยามเที่ยง ส่วนหมู่บ้านจงสุ่ยนั้นไกลยิ่งกว่า อีกทั้งเส้นทางส่วนใหญ่ยังเป็นทางขึ้นเขา
เกรงว่าวันเดียวคงไม่อาจเดินทางไปกลับได้ ครอบครัวของผู้น้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ลำพังที่ดินทำกินผืนเล็กๆ ในมือก็ดูแลแทบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว แล้วจะให้เดินทางไปกลับหมู่บ้านจงสุ่ยบ่อยๆ ได้อย่างไรเจ้าคะ”
สีหน้าของเสิ่นโหย่วค่อยๆ เคร่งขรึมลง เขาหันไปมองคนสนิทข้างกาย ซึ่งคนผู้นั้นก็รีบกล่าวอย่างเฉลียวฉลาด
“ใต้เท้า สิ่งที่แม่นางลู่กล่าวมาคือความจริงขอรับ หมู่บ้านซานฝูอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอชิงอัน ส่วนหมู่บ้านจงสุ่ยอยู่ทางทิศใต้ ระยะทางเหนือใต้เช่นนี้ อย่าว่าแต่ชาวบ้านธรรมดาเลย แม้แต่พวกพ่อค้าวานิชก็ยังยากจะเดินทางรอนแรมไปมาเช่นนั้นได้ขอรับ”
เมื่อเฉินสวี่อันเห็นเสิ่นโหย่วขมวดคิ้วแน่นด้วยท่าทางลำบากใจระคนครุ่นคิด นางจึงเอ่ยอย่างรู้ความ
“ใต้เท้าโปรดอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ ที่ผู้น้อยมาในวันนี้ไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความลำบากใจให้ท่าน เพียงแต่อยากจะถามว่าพอจะเปลี่ยนไร่ทะเลผืนอื่นให้เราแทนได้หรือไม่ พวกเราทราบดีว่าไร่ทะเลนั้นหาได้ยาก
พื้นที่ที่มีความต้องการสูงพวกเราก็ไม่กล้าอาจเอื้อม เพียงอยากขอให้ท่านช่วยดูว่าพอจะมีชายหาดรกร้างที่ไร้เจ้าของและอยู่ใกล้หมู่บ้านซานฝูบ้างหรือไม่ ขอเพียงเปลี่ยนเป็นที่ดินตรงนั้นให้เรา แล้วพวกเราจะลงแรงเปิดหน้าดินทำไร่เองเจ้าค่ะ”
ทุกคนในที่นั้นต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นโหย่วคลายคิ้วที่ขมวดลงพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หากทำเช่นนั้น พวกเจ้าก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบสิ”
คนอื่นๆ ต่างก็คิดเช่นนั้น หมู่บ้านจงสุ่ยเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ทุกคนรู้จักดี บางครั้งยังมีพ่อค้าเดินทางไปรับซื้อของถึงที่ ชาวประมงจะเลี้ยงอะไรในไร่ทะเลหรือจะปล่อยให้เช่าก็ทำได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ไร่ทะเลผืนนั้นจึงมีมูลค่าสูง
หากเปลี่ยนเป็นที่ดินรกร้างที่ยังไม่ได้บุกเบิก เกรงว่าจะมีมูลค่าไม่ถึงสิบตำลึงเงินด้วยซ้ำ และเท่าที่พวกเขารู้ แถวหมู่บ้านซานฝูก็ดูเหมือนจะไม่มีหมู่บ้านชาวประมงตั้งอยู่เลย เพียงแต่คำพูดเหล่านี้พวกเขาไม่สามารถพูดออกมาตรงๆ ได้
เสิ่นโหย่วไม่ได้ล่วงรู้ความคิดของคนข้างหลังเลย เมื่อได้ยินเฉินสวี่อันกล่าวเช่นนั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ จึงพาพวกเขาเดินเข้าไปในที่ว่าการด้วยตนเอง พร้อมทั้งสั่งให้ที่ปรึกษาไปหยิบแผนที่อำเภอชิงอันออกมา
ที่ปรึกษาทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็หอบม้วนแผนที่และสมุดบันทึกออกมา ระหว่างที่พวกเขากำลังศึกษากัน เฉินสวี่อันก็นั่งจิบชาอยู่ด้านนอกด้วยท่าทีสงบนิ่ง ผิดกับลู่ตงซานที่นั่งตัวเกร็งราวกับนั่งบนเข็ม เฉินสวี่อันเหลือบมองเขาแล้วกระซิบเบาๆ
“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอน”
นางค่อนข้างรู้จักนิสัยใจคอของเสิ่นโหย่วดี แม้เขาจะมีความหัวโบราณอยู่บ้าง แต่ก็เป็นขุนนางที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อราษฎรอย่างแท้จริง และไม่มีท่าทางวางโตกับชาวบ้าน
หากไม่ใช่เพราะนิสัยเช่นนี้ ในชาติก่อนเขาคงไม่ส่งคนมาคุ้มกันนางที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันไปจนถึงเมืองหลวงหรอก ต้องรู้ว่าจากอำเภอชิงอันถึงเมืองหลวงนั้นไกลหลายพันลี้
เดินทางด้วยเท้าก็ต้องใช้เวลาถึงสองเดือน และตัวเขาเองในท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงเพราะพยายามทวงความเป็นธรรมให้กับราษฎร เมื่อนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อน
เฉินสวี่อันก็เผลอเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสิ่นโหย่วและที่ปรึกษาเดินออกมา นางกับลู่ตงซานจึงลุกขึ้นยืนแล้วย่อตัวคำนับทั้งสองคนอย่างนอบน้อม