LNCrawler

บทที่ 17 ที่ที่ดูไร้ประโยชน์ อาจมีประโยชน์ในวันหน้า

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 17 ที่ที่ดูไร้ประโยชน์ อาจมีประโยชน์ในวันหน้า

บทที่ 17 ที่ที่ดูไร้ประโยชน์ อาจมีประโยชน์ในวันหน้า

 

เสิ่นโหย่วกระแอมไอเบาๆ แววตาฉายรอยรู้สึกผิดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงนัก 

“แม่นางลู เรื่องไร่ทะเลนี้เป็นความผิดของข้าเองที่คิดไม่รอบคอบ ตอนนี้ข้ากับที่ปรึกษาลองศึกษาร่วมกันตามที่เจ้าขอแล้ว พวกเราพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านซานฝูอย่างละเอียด พบว่าการจะไปถึงชายทะเลที่ใกล้ที่สุดมีอยู่สามเส้นทาง”

“ทางแรกคือเดินตามถนนหลวงปกติ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งวันเต็ม ทางที่สองคือทางน้ำ โดยอาศัยแม่น้ำยงที่ไหลผ่านหมู่บ้านซานฝู หากหาเรือประมงได้และล่องไปตามแม่น้ำยงจนถึงชายทะเลจะใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดเวลาที่สุด 

แต่แถวบ้านพวกเจ้าดูเหมือนจะไม่มีชาวประมงอาศัยอยู่เลย ไม่รู้ว่าเส้นทางน้ำนี้จะสะดวกหรือไม่ ส่วนทางที่สามคือการข้ามเขา ข้าดูสภาพรอบๆ หมู่บ้านซานฝูแล้ว ที่นั่นถูกล้อมด้วยภูเขาสามด้าน มีทางออกเพียงทางเดียว 

แต่หากข้ามภูเขาหลังหมู่บ้านไปสี่ลูกก็จะเห็นชายฝั่ง ทว่าฝั่งนั้นเป็นหน้าผาสูงชัน ด้านล่างถึงจะเป็นชายหาด เกรงว่าต้องใช้เวลาเดินกว่าครึ่งค่อนวัน อีกทั้งแถวนั้นไร้ผู้คนอาศัย ย่อมมีอันตรายมากกว่าเส้นทางอื่น”

​เฉินสวี่อันขมวดคิ้วครุ่นคิด ในชาติก่อนยามที่นางหนีเอาตัวรอดกลับมาที่อำเภอชิงอัน นางเคยอาศัยอยู่ที่นี่และหลบซ่อนตัวอยู่พักใหญ่ จึงพอจะรู้ว่าสามเส้นทางที่เสิ่นโหย่วกล่าวถึงนั้นนำไปสู่ชายหาดคนละแห่งกัน 

หากเดินตามทางหลวงคงจะไปถึงหมู่บ้านชาวประมงที่ใกล้ที่สุด หากไปทางแม่น้ำยงก็จะไปโผล่ที่ปากอ่าวซึ่งเป็นจุดที่เรือประมงสัญจรพลุกพล่าน ทว่าแม่น้ำยงกระแสน้ำเชี่ยว 

ลู่ตงซานไม่ใช่ชาวประมง ทุกครั้งที่ลงน้ำย่อมมีความเสี่ยง มันจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ส่วนทางเลือกที่สามนั้น... ​เฉินสวี่อันลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มบางให้เสิ่นโหย่ว

“ผู้น้อยขอเลือกทางที่สามเจ้าค่ะ สามีของผู้น้อยเข้าป่าเป็นประจำ ค่อนข้างคุ้นเคยกับสภาพในป่า ขอเพียงใต้เท้าส่งคนไปร่วมเดินทางกับเขาด้วยสักครั้ง 

หลังจากนั้นเขาย่อมเดินทางไปเองได้ อีกทั้งใต้เท้าจะได้ถือโอกาสวัดขนาดและระบุตำแหน่งของไร่ทะเลไปพร้อมกันเลยเจ้าค่ะ”

​เสิ่นโหย่วคาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะเลือกทางนี้ ในบรรดาสามทางเลือก ทางสุดท้ายคือทางที่ไม่มีใครมั่นใจที่สุด หากที่นั่นไม่เหมาะจะทำไร่ทะเลเล่า

หากที่นั่นเป็นหน้าผาสูงชันจนลงไปไม่ได้เล่า หรือหากในป่ามีสัตว์ร้ายจะทำอย่างไร เขาครุ่นคิดอยู่นานจนไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด สุดท้ายจึงเอ่ยเพียง

“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วก็เอาตามนั้นเถิด เดี๋ยวข้าจะส่งคนตามพวกเจ้ากลับไป แล้วค่อยดูตามสถานการณ์อีกที”

“ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันรีบกล่าวพลางย่อตัวคำนับราวกับกลัวว่าเสิ่นโหย่วจะเปลี่ยนใจ แล้วจึงขอตัวลาออกมาทันที

​เมื่อสองสามีภรรยาเดินออกมาจากที่ว่าการ เฉินสวี่อันก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ฝีเท้าดูเบาสบายขึ้นมาก นางจูงมือลู่ตงซานมุ่งหน้าไปยังตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน ​เมื่อเดินมาไกลพอแล้ว ลู่ตงซานจึงกระซิบถามเสียงเบา 

“เมียจ๋า ทำไมเจ้าถึงเลือกทางนั้นล่ะ ป่าหลังหมู่บ้านข้าไปบ่อยก็จริงแต่ไม่เคยไปไกลถึงขนาดนั้น ในป่ามีทั้งงูเงี้ยวเขี้ยวขอ แมลงพิษ แถมยังมีสัตว์ร้ายอย่างหมูป่าอีก แล้วเจ้าจะไปได้อย่างไร”

​เมื่อพูดถึงสภาพในป่า คิ้วของลู่ตงซานก็ขมวดปมจนแทบจะแก้ไม่ออก ​เฉินสวี่อันยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ 

“กลัวอะไรกันเจ้าคะ ก็มีท่านอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ อีกอย่างใต้เท้าเสิ่นก็บอกแล้วว่าให้ไปสำรวจดูก่อน หากไม่ได้จริงๆ ทางการคงหาทางอื่นให้เราเอง หรืออย่างแย่ที่สุดพวกเราก็แค่ขายไร่ทะเลคืนให้ที่ว่าการแลกเป็นเงินก็ได้”

“จริงด้วยๆ แลกเป็นเงินน่ะดีที่สุด”

ลู่ตงซานรีบสำทับ ทว่าพอเหลือบมองเฉินสวี่อันแล้วเห็นนางนิ่งเงียบ เขาก็รู้ทันทีว่านางไม่เห็นด้วย จึงได้แต่ลอบถอนหายใจ ​เฉินสวี่อันจนใจจึงต้องอธิบายให้ฟัง 

“ท่านที่ปรึกษาเคยบอกท่านแล้วว่าไร่ทะเลของตระกูลติ้งมีมูลค่ามากกว่าสิบตำลึงเงิน ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นถึงไม่ขายแลกเป็นเงินเสียตั้งแต่แรก ในเมื่อตระกูลติ้งไม่ได้เสนอขายแต่ยอมชดใช้ด้วยที่ดิน 

ข้าย่อมไม่เป็นฝ่ายเปิดปากพูดเรื่องเงินเด็ดขาด หากแลกเป็นเงินแล้วส่วนต่างที่เหลือจะทำอย่างไร จะให้ข้าคืนตระกูลติ้งข้าก็ทำใจไม่ได้ แต่ถ้าจะเอาไว้ทั้งหมด ใต้เท้าเสิ่นย่อมมองว่าข้าเป็นคนโลภ ภาพพจน์ที่มีต่อข้าคงย่อมเสียไป ซึ่งไม่มีผลดีกับเราเลย 

สู้พวกเราใช้แผนถอยเพื่อรุกเปลี่ยนที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินรกร้าง แม้จะยังใช้งานไม่ได้ในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียมันก็คือทรัพย์สินที่ไม่มีวันหายไปไหน จริงไหมเจ้าคะ” ลู่ตงซานรู้สึกเหมือนดวงตาเห็นธรรม เขาพยักหน้าหงึกหงักพลางชื่นชม 

“เมียจ๋าฉลาดเหลือเกิน หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงคิดไม่ถึงเรื่องพวกนี้แน่ๆ”

“เอาละ เลิกเยินยอได้แล้วเจ้าค่ะ รีบเอาของไปขายเถอะ พวกเราต้องรีบกลับ คาดว่าอีกเดี๋ยวคนที่ใต้เท้าส่งมาคงจะรอเราอยู่ที่ประตูเมืองแล้ว” เฉินสวี่อันเร่ง

​ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังร้านยาเพื่อขายดีงู จากนั้นจึงไปที่เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงอันเพื่อขายสัตว์ป่าอื่นๆ ได้เงินมาประมาณห้าร้อยอีแปะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากดีงูที่มีค่ามหาศาล

​เมื่อมีเงินอยู่ในมือ ลู่ตงซานก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก แม้แต่เรื่องไร่ทะเลที่น่าปวดหัวก็ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ​ทั้งคู่แวะไปที่ร้านขายธัญพืช เมื่อสอบถามราคาข้าวสาร 

ลู่ตงซานก็รู้สึกว่าเงินที่เพิ่งได้มาจนอุ่นมือนั้นกำลังจะปลิวหายไป แป้งหมี่ขาวราคาสูงถึงจินละ 40 อีแปะ แม้แต่แป้งหยาบที่คุณภาพต่ำที่สุดยังราคาจินละ 25 อีแปะ 

ส่วนข้าวสารหยาบที่บ้านพวกเขากินกันปกติราคาจินละ 22 อีแปะ หากเป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว เงินจำนวนนี้สามารถซื้อได้ถึงสองจินเลยทีเดียว

​จนกระทั่งเดินออกจากประตูเมือง ลู่ตงซานยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จนเมื่อเห็นรถม้าที่มารอรับเขาถึงสลัดความกังวลทิ้งแล้วเข้าไปทักทายเหล่าเจ้าหน้าที่

​เหล่าเจ้าหน้าที่รู้ดีว่าเสิ่นโหย่วให้ความสำคัญกับสองสามีภรรยาคู่นี้ จึงไม่กล้าวางท่าใส่เหมือนที่ทำกับชาวบ้านทั่วไป เพียงครู่เดียวลู่ตงซานก็เริ่มสนิทสนมกับพวกเขา

​เฉินสวี่อันจึงได้รู้ว่าหัวหน้าเจ้าหน้าที่ชื่อเฟิงไห่ ทำงานในที่ว่าการมาเจ็ดแปดปีแล้ว ถือเป็นรุ่นใหญ่และยังเป็นหัวหน้ามือปราบที่มีฝีมือไม่เลว อีกคนชื่อหวังเชาเป็นลูกน้องที่เฟิงไห่ที่ดึงเข้ามาทำงานด้วย 

ส่วนเจ้าหน้าที่อีกสองคนเป็นคนที่เสิ่นโหย่วพามาตอนมารับตำแหน่ง คนหนึ่งชื่อหยงเหอ อีกคนชื่อเมิ่งเสวี่ย เฉินสวี่อันสังเกตเห็นท่วงท่าที่ไม่ธรรมดาของทั้งคู่ 

จึงคาดเดาว่าพวกเขาน่าจะเป็นองครักษ์หรือนักสู้ที่มีฝีมือเหนือกว่าเฟิงไห่เสียอีก เพียงแต่พวกเขาวางตัวต่ำต้อยจนแทบไร้ตัวตน

​ในตอนนี้เฉินสวี่อันต้องนับถือลู่ตงซาน แม้เขาจะดูไม่มีความรู้กว้างขวางนักแต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบไว เพียงพูดคุยไม่กี่คำเขาก็รู้ว่าหยงเหอและเมิ่งเสวี่ยไม่ธรรมดา 

จึงได้ปฏิบัติกับพวกเขาอย่างเกรงใจ ผิดกับตอนคุยกับเฟิงไห่ที่ดูเป็นกันเองมากกว่า จนกระทั่งยังไม่ทันถึงตำบลซานตง ทั้งคู่ก็คุยกันถูกคอไปสารพัดเรื่อง

“เฮ้อ... หัวหน้าเฟิง ท่านว่าทำไมราคาข้าวปลาอาหารมันถึงได้แพงขึ้นจนน่าตกใจแบบนี้ล่ะ” ลู่ตงซานเอ่ยอย่างทอดถอนใจ

“นั่นสิ! พวกเจ้ายังนับว่าดีที่มีที่ดินปลูกข้าวกินเอง ไม่เหมือนพวกเราที่อยู่ในเมือง ทุกคำที่เข้าปากต้องใช้เงินซื้อทั้งนั้น พอราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น หลายคนต้องรัดเข็มขัดใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากเลยทีเดียว” เฟิงไห่ถอนหายใจซ้ำๆ

​เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ บรรยากาศในกลุ่มก็เคร่งขรึมลงไม่น้อย ​เฉินสวี่อันเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางรำพึงรำพันเบาๆ 

“เกรงว่าคงจะมีที่ไหนสักแห่งประสบภัยธรรมชาติอีกแล้วกระมังเจ้าคะ”

​หยงเหอและเมิ่งเสวี่ยเหลือบมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะบังคับรถม้าต่อไปอย่างนิ่งเฉย ผิดกับเฟิงไห่ที่หันมามองเฉินสวี่อันด้วยความประหลาดใจ 

“แม่นางลู่ช่างเก่งกาจนัก พูดถูกเผงเลยเชียว ปีนี้ตั้งแต่เข้าฤดูใบไม้ผลิ ทางเจียงหนานก็ฝนตกไม่หยุด เป็นฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องหลายวันจนนาข้าวถูกน้ำท่วมขังไปหมด งานหว่านไถยังเริ่มไม่ได้เลย ราคาข้าวจะไม่พุ่งได้อย่างไร! ไม่รู้เหมือนกันว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่”

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจียงหนานเป็นแหล่งผลิตธัญพืชที่สำคัญ เมื่อทางเจียงหนานไม่สามารถเริ่มงานหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิได้ เกรงว่าราคาข้าวปลาอาหารในปีนี้คงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

​เมื่อคิดได้อย่างนั้น ลู่ตงซานก็ยิ่งรู้สึกร้อนใจยิ่งขึ้น เพียงแต่เขาไม่ได้แสดงอาการออกมาต่อหน้าพวกเฟิงไห่เท่านั้น ​ตลอดการเดินทางหลังจากนั้นไม่มีใครเอ่ยปากพูดจาอะไรกันอีก 

จนกระทั่งใกล้จะถึงตำบลซานตง ลู่ตงซานจึงเริ่มบอกทางแก่หยงเหอและเมิ่งเสวี่ยที่ทำหน้าที่บังคับรถม้า เส้นทางบนเขาที่มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซานฝูนั้นเดินลำบากยิ่งนัก แม้จะเป็นรถม้าก็ยังโคลงเคลงไปมาอย่างรุนแรง 

ทว่าก็นับว่าช่วยประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าถึงหมู่บ้าน ดวงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว ทว่าบนท้องฟ้ายังคงมีแสงสลัวหลงเหลือพอให้มองเห็นเส้นทางภายในหมู่บ้านได้อยู่บ้าง