บทที่ 18 วางเพลิงพลาด ติดกับดักถึงคราวซวย
บทที่ 18 วางเพลิงพลาด ติดกับดักถึงคราวซวย
บทที่ 18 วางเพลิงพลาด ติดกับดักถึงคราวซวย
สองสามีภรรยาเดิมทีตั้งใจจะไปรับลูกที่บ้านตระกูลฝูก่อน แต่คิดไม่ถึงว่าทันทีที่ลงจากรถม้าจะเห็นลู่หยวนเปาวิ่งพรวดออกมาจากลานบ้านตระกูลฝู พลางโผเข้าหาพวกเขาแล้วร้องตะโกน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ บ้านเราไฟไหม้แล้วขอรับ!”
“อะไรนะ!”
ลู่ตงซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง และรีบร้อนจะกลับไปดูบ้านทันที โชคดีที่ฝูกวงปรากฏตัวได้ทันท่วงที จึงได้รีบดึงตัวเขาไว้
“น้องตงซานฟังข้าก่อนอย่าเพิ่งร้อนใจไป แม้จะมีไฟไหม้แต่พวกเราช่วยกันดับได้ทัน และทันเวลาพอดี ที่ไหม้ไปมีแค่เพิงเก็บฟืนเท่านั้น ส่วนเรือนหลังอื่นยังปลอดภัยดีอยู่”
ลู่ตงซานได้ยินแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะถามด้วยความร้อนรนต่อ
“อยู่ดีๆ ไฟจะไหม้ได้อย่างไร”
ช่วงนี้ยังไม่เข้าฤดูร้อน อากาศก็ไม่ร้อนจัด อีกทั้งทั้งครอบครัวต่างก็ออกจากบ้านไปแต่เช้าเลยไม่มีคนอยู่บ้าน ตามหลักแล้วก็ไม่น่าจะเกิดไฟไหม้ได้เลย เมื่อเขาถามเช่นนี้ สีหน้าของฝูกวงก็เคร่งขรึมลงทันทีพลางด่าทอด้วยโทสะ
“ก็เพราะเจ้าหวงเหมินคนถ่อยนั่นน่ะสิ! เมื่อวานน้องสะใภ้ซ้อมนางโจวไป ส่วนหยวนเปาก็ฟาดไม้ใส่หวงต้าจ้วงไปหลายที ครอบครัวนั้นมีหรือจะยอมเสียเปรียบง่ายๆ
เรื่องของเรื่องคือวันนี้มันได้ยินว่าบ้านเจ้าไม่มีคนอยู่ หวงเหมินเลยลอบเข้าไปวางเพลิง สงสัยมันคงกลัวว่าถ้าเดินออกทางประตูหน้าชาวบ้านจะเห็นเข้า เลยคิดจะปีนรั้วหนีออกทางด้านหลัง
แต่ใครจะรู้ว่ามันกลับพลาดตกหลุมพรางจนดูเหมือนจะบาดเจ็บด้วย พวกเราได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจึงรีบวิ่งไปดู ถึงได้พบว่าบ้านเจ้าไฟไหม้ ส่วนเจ้าหวงเหมินก็นอนเจ็บอยู่ในคูน้ำข้างบ้านเจ้านั่นแหละ”
บ้านตระกูลลู่ตั้งอยู่บนกึ่งกลางเขา เดิมทีพื้นที่ก็ไม่ราบเรียบอยู่แล้ว เป็นท่านพ่อและท่านปู่ของลู่ตงซานที่ใช้เวลาหลายปีปรับหน้าดินจนเป็นที่ราบพอจะสร้างบ้านได้
รั้วไม้ไผ่ด้านหนึ่งคือลานบ้าน ส่วนอีกด้านคือซอกเขาที่ลาดชัน แม้จะไม่ลึกมากแต่ก็เดินขึ้นลงไม่ได้ หากตกลงไปต่อให้ไม่ตายก็ต้องเจ็บเจียนตาย
“หวงเหมิน!”
ลู่ตงซานกำหมัดแน่น เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาสองคำ เสียงของเขาเรียกให้ชาวบ้านระแวกนั้นพากันออกมาดู เฟิงไห่เห็นเขากำลังโกรธจนแทบขาดสติ จึงก้าวเข้าไปตบบ่าลู่ตงซานแรงๆ แล้วเอ่ยเสียงหนัก
“น้องชายอย่าได้วู่วาม ในเมื่อพวกเรามาถึงที่นี่และได้พบเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เราย่อมจะให้ความเป็นธรรมแก่พวกเจ้าแน่นอน ตอนนี้พวกเราไปบ้านเจ้าหวงเหมินนั่นเสียเถอะ คนอำมหิตเช่นนี้จะปล่อยไปไม่ได้”
คำพูดของเฟิงไห่ราวกับน้ำเย็นที่ราดลงบนศีรษะของลู่ตงซาน ทำให้เขาได้สติในทันที ลู่ตงซานไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงแต่โค้งคำนับเฟิงไห่อย่างนอบน้อม แล้วเดินนำทางพวกเขาไป
คนบ้านตระกูลฝูที่วิ่งออกมาต่างพากันมองหน้ากันด้วยความมึนงง หลี่ซื่อจึงได้ถามอย่างเลื่อนลอย
“น้องสะใภ้ คนพวกนั้นคือใครกัน” เฉินสวี่อันหลุบตาลงพลางยิ้มตอบเสียงเบา
“เจ้าหน้าที่ทางการจ่ะ!”
“เฮือก!”
ทุกคนต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ต่อให้ตีให้ตายพวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าลู่ตงซานจะรู้จักเจ้าหน้าที่ทางการ แถมยังพาตัวมาถึงหมู่บ้าน หรือว่าเขาจะล่วงรู้แต่แรกว่าหวงเหมินจะมาแก้แค้น เมื่อเห็นทุกคนทำท่าทางสงสัยใคร่รู้ เฉินสวี่อันาจึงอธิบาย
“พวกท่านอย่าได้เดาสุ่มไปเลย พี่ๆ เจ้าหน้าที่เหล่านี้เพียงแค่อยากให้ตงซานนำทางเข้าป่าไปทำธุระให้ทางการเท่านั้น ประจวบเหมาะมาถึงพอดี ต้องบอกว่าทำชั่วเอาไว้มากกระทั่งสวรรค์ยังทนดูไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องมันจะประจวบเหมาะขนาดนี้ได้อย่างไร”
เฉินสวี่อันพูดจริงบ้างเท็จบ้างแต่ก็เพียงพอให้ชาวบ้านไปจินตนาการต่อเอง ยุคสมัยนี้ชาวบ้านธรรมดาจะมีโอกาสรู้จักเจ้าหน้าที่ทางการได้อย่างไร การที่ลู่ตงซานรู้จักคนเหล่านี้ย่อมแสดงว่าเขามีเส้นสายไม่ธรรมดา
แต่หวงเหมินกลับรนหาที่ตายไปล่วงเกินเขาเข้าเสียแล้ว ต่อไปเกรงว่าคงจะอยู่ในหมู่บ้านซานฝูได้ยาก เมื่อคิดได้แบบนั้น ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็พยักหน้าหงึกหงัก คิดในใจว่าเป็นเวรกรรมตามทันจริงๆ!
ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่ทางการที่ไม่เคยโผล่มาหลายปีจะมาเข้าหมู่บ้านในวันนี้ได้อย่างไร เจ้าหวงเหมินนั่นล่วงเกินใครไม่ล่วงเกิน ดันไปล่วงเกินลู่ตงซานที่มีเส้นสายในที่ว่าการ คราวนี้เห็นทีคงจะพินาศย่อยยับแน่
เมื่อเข้าใจจุดสำคัญแล้ว ทุกคนต่างก็หอบเอาความตื่นเต้นกระหายรู้มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหวงทันที เพราะกลัวว่าหากช้าไปเพียงก้าวเดียวจะพลาดชมบทละครดีๆ แต่ก็มีบางคนแอบปลีกตัวออกไปวิ่งมุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง
มาทางด้านบ้านตระกูลหวง หลังจากหวงเหมินถูกแบกกลับมาเขาก็อยู่ในสภาพร่อแร่จวนเจียนจะตาย จนกระทั่งฟ้าเกือบมืดถึงได้สติฟื้นขึ้นมา เขาเอาแต่นอนครวญครางอยู่บนเตียงสลับกับด่าทอออกมาไม่หยุด
พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันก็แค้นใจจนอกแทบระเบิด งานยุ่งในนาเพิ่งจะผ่านพ้นไป ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็เริ่มว่างเวียนกันแล้ว
เมื่อเช้านี้หลังจากกินข้าวเสร็จเขาก็ตั้งใจจะออกไปเดินเตร่ดูว่าพอจะลักเล็กขโมยน้อยหรือหาประโยชน์อะไรได้บ้าง ระหว่างที่เดินไปก็บังเอิญเจอเข้ากับลูกชายทั้งสองคนของตน จึงได้รู้จากปากพวกเด็กๆ ว่าบ้านตระกูลลู่ไม่มีคนอยู่
เดิมทีหวงต้าจ้วงตั้งใจจะให้หวงเหมินไปดักตีลู่หยวนเปาให้สักทีเพื่อระบายแค้น แต่หวงเหมินกลับคิดไปไกลกว่านั้น เขาไม่ได้ลืมเรื่องที่ต้องเสียเปรียบอย่างเจ็บใจเมื่อวานนี้ ในเมื่อตอนนี้บ้านตระกูลลู่ไร้คนอยู่ นี่่ไม่ใช่โอกาสทองหรอกหรือ
เขาหลอกให้หวงต้าจ้วงกลับไปก่อนแล้วตัวเองก็ขึ้นเขาไปคนเดียว ทว่าบ้านตระกูลลู่ตั้งอยู่บนกึ่งกลางเขา ไร้สิ่งบดบังใดๆ หากเขาเดินดุ่มๆ เข้าไปคงไม่พ้นต้องถูกใครเห็นเข้าแน่
หลังจากที่เขาพยายามลอบเข้าบ้านตระกูลลู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนสำเร็จ เขาถึงได้พบว่าห้องทุกห้องในบ้านตระกูลลู่ต่างก็ลงกลอนไว้ แถมยังใช้แม่กุญแจถึงสองตัว สีหน้าของหวงเหมินจึงพลันมืดมนลงทันที
หากเป็นเวลาปกติเขาย่อมไม่เห็นแม่กุญแจเหล่านี้อยู่ในสายตา แค่เอาหินทุบไม่กี่ทีก็พังแล้ว แต่ตอนนี้งานในนาเพิ่งเสร็จ ชาวบ้านที่ขึ้นเขามีไม่น้อย หากเขาทุบไม้ทุบหินแล้วเรียกคนมาจะทำอย่างไร
ทว่าแม้จะกังวล เขาก็ยังไม่อาจต้านทานความโลภในทรัพย์สินได้ แต่น่าเสียดายที่ทันทีที่เขาทุบแม่กุญแจพังไปได้หนึ่งตัว ก็แว่วเสียงตะโกนดังมาจากหน้าลานบ้าน ทำเอาเขาตกใจจนรีบหันหลังหนี
ทว่าหากจะจากไปมือเปล่าเขาก็ไม่ยินยอม ดังนั้นก่อนจะหนีเขาจึงได้จุดไฟเผาเสียหนึ่งกอง เดิมทีเขาตั้งใจจะเผาห้องครัว แต่น่าเสียดายที่ข้างในนั้นไม่มีแม้แต่ฟืนสักกอง แถมเวลายังกระชั้นชิด เขาจึงจำใจจุดไฟที่เพิ่งเก็บฟืนมาเองแทน
แล้วปีนรั้วไม้ไผ่ข้างหลังเพิงหนีไป เขาหลงนึกว่าทำเช่นนี้จะไม่มีใครพบเห็นตัวได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าใต้รั้วไม้ไผ่ตรงนั้นจะมีหลุมขนาดใหญ่ และข้างในยังมีไม้ไผ่แหลมคมปักอยู่หลายซี่ ทิ่มแทงทะลุร่างของเขาในทันที
นางโจวเดินเข้ามาในห้องพร้อมถือชามยาด้วยใบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมู นางเอ่ยด่าทออย่างไม่สบอารมณ์
“ใช้ให้เจ้าไปหาเรื่องบ้านตระกูลลู่ แต่เจ้ากลับทำตัวให้น่าสมเพชถึงขนาดนี้ กลับมาในสภาพปางตาย ประโยชน์ก็ไม่ได้สักอย่าง แถมพวกเรายังต้องเสียเงินค่ายาไปตั้งหลายร้อยอีแปะ ชีวิตข้าทำไมถึงได้รันทดเช่นนี้! ฮือๆๆ แม้แต่บ้านยาจกพรรค์นั้นเจ้ายังจัดการไม่ได้ เจ้ามันคนไร้ค่า...”
“พอได้แล้ว! ปิดปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย!”
หวงเหมินแยกเขี้ยวใส่ด้วยท่าทางดุร้ายจนนางโจวตกใจจนตัวสั่น นางโจวที่กำลังบ่นไม่หยุดจึงรีบปิดปากเงียบทันที หวงเหมินถึงได้ถ่มน้ำลายออกมาอย่างแรงแล้วด่าต่อ
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าจะบาดเจ็บแบบนี้ไหม ขนาดผู้หญิงผอมแห้งปานกิ่งไม้คนเดียวเจ้ายังสู้ไม่ได้ ยังจะมีหน้ามาว่าข้าอีกหรือ เร็วเข้า! เอายาของข้ามานี่!”
นางโจวฝืนกล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจส่งชามยาให้ หวงเหมินดื่มรวดเดียวหมดจนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่น ก่อนจะสบถออกมาอย่างเคียดแค้น
“เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆ แน่ บ้านตระกูลลู่กล้าขุดหลุมพรางดักทำร้ายข้า ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้จนไม่มีที่ซุกหัวนอน! คอยดูเถอะ!”
“เจ้าอยากจะให้ใครต้องชดใช้จนไม่มีที่ซุกหัวนอนหรือ”
ปัง! เสียงประตูถูกถีบจนเปิดออกโครมใหญ่ สองสามีภรรยาตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ต่างจ้องมองกลุ่มของลู่ตงซานที่ยืนอยู่ที่หน้าประตูเป็นตาเดียว
ลู่ตงซานตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่ทว่าเฟิงไห่คว้าตัวไว้ได้ทัน เฟิงไห่กวาดสายตาคมกริบสำรวจหวงเหมินและนางโจวอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะสั่งการหวังเชาที่อยู่ข้างหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“จับตัวมันซะ นำกลับไปสอบสวนยังที่ว่าการ”
“พวกเจ้าจะทำอะไรน่ะ” นางโจวถดตัวหนีไปที่มุมห้องด้วยความหวาดกลัวพลางแผดเสียงร้องสุดเสียง
“ช่วยด้วย! มีคนฆ่ากัน! ช่วยด้วย มีคนถูกฆ่าแล้ว!”
เสียงหวีดร้องของนางโจวเรียกให้ชาวบ้านระแวกนั้นพากันกรูเข้ามา พวกเขาเพิ่งจะได้ยินข่าวลือเรื่องบ้านตระกูลลู่ไฟไหม้มาบ้าง พอได้ยินเสียงนางโจวร้องโวยวาย
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือลู่ตงซานบุกมาฆ่าคนถึงบ้าน ทว่าพอทุกคนพุ่งเข้าไปในบ้านตระกูลหวง กลับพบคนแปลกหน้าอยู่หลายคน หรือว่าลู่ตงซานจะไปตามพรรคพวกมาช่วย