LNCrawler

บทที่ 196 การกลับมาของผู้เป็นสามี

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 196 การกลับมาของผู้เป็นสามี

บทที่ 196 การกลับมาของผู้เป็นสามี

 

การวิเคราะห์ของเฉินสวี่อันนั้นมีเหตุมีผลและมีหลักฐานรองรับ จนแม้แต่ลู่หยวนเปาที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองยังยอมรับนับถือจากใจจริง นับประสาอะไรกับสองพี่น้องอย่างลู่หยวนเซิน 

​ยามนี้ทั้งสองคนมองเฉินสวี่อันด้วยสายตาที่เป็นประกายระยิบระยับ ลู่หยวนเปาสะดุ้งโหยง รีบหันไปมองเฉินสวี่อัน 

“ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้พวกเราทำเป็นไม่รู้เรื่องจะดีกว่า วันนี้ท่านอาจารย์พาข้าไปพบท่านเจ้าสำนักที่สำนักศึกษาม่านซาน ท่านเจ้าสำนักก็เตือนข้ามาคำหนึ่งว่าเมืองมณฑลแห่งนี้ซ่อนมังกรหมอบพยัคฆ์ซุ่ม

ผู้คนในสำนักศึกษามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนโยงใย แม้แต่ศิษย์ที่ดูมีภูมิหลังธรรมดาทั่วไป เบื้องหลังก็อาจจะมีเส้นสายที่ร้ายกาจบางอย่างอยู่ จึงเตือนไม่ให้ข้าไปล่วงเกินใครโดยง่าย และอย่าหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่จำเป็น ​

ทางที่ดีที่สุดคือสองหูไม่ฟังเรื่องนอกหน้าต่าง ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่ตำราของปราชญ์ หากเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจค่อยไปถามท่าน โชคดีที่ข้าได้พักอยู่ในเรือนของท่านเจ้าสำนัก ขอเพียงไม่รนหาที่ออกไปหาเรื่องใส่ตัว คนอื่นก็คงไม่มาสร้างความลำบากให้ข้าหรอก” ลู่หยวนเซินได้ฟังก็ส่ายหน้าเป็นพัลวัน 

“พี่ใหญ่ พี่เล่นเดินเข้าประตูหลังอย่างโจ่งแจ้ง แถมยังได้รับความดูแลจากท่านเจ้าสำนักขนาดนี้ คนอื่นจะไม่ริษยาพี่แย่เหรอ”

“จะมาริษยาอะไรข้าล่ะ ท่านเจ้าสำนักบอกกับอาจารย์คนอื่นๆ แล้วว่า ข้าเป็นลูกศิษย์ของสหายเก่าของท่าน แค่มาขออาศัยร่วมเรียนด้วยชั่วคราวในสำนักศึกษาเท่านั้น 

ไม่ได้บอกว่าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของสำนักศึกษาเสียหน่อย คนอื่นจะทำอะไรข้าได้ อีกอย่าง ด้วยนิสัยของท่านเจ้าสำนัก คนที่ท่านคุ้มกะลาหัวอยู่ คนอื่นก็ไม่กล้าคิดแผนชั่วอะไรใส่หรอก”

ลู่หยวนเปานึกถึงสิ่งที่ได้พบเห็นมาในวันนี้ สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนจนยากจะอธิบาย

“ท่านเจ้าสำนักเป็นคนเอาแต่ใจมากเลยหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนจงถามด้วยความไร้เดียงสา ลู่หยวนเปาถอนหายใจ 

“มันไม่ใช่แค่เอาแต่ใจน่ะสิ โบราณว่าไว้สิ่งใดเหมือนกันย่อมรวมอยู่ด้วยกัน คนประเภทเดียวกันย่อมคบหาเป็นกลุ่มก้อน คนที่จะเป็นสหายสนิทกับอาจารย์จี้ได้ จะเป็นคนปกติธรรมดาได้อย่างไร

วันนี้เพิ่งจะเจอหน้ากันแวบแรก ข้าเกือบจะโดนท่านเจ้าสำนักชกเข้าให้แล้ว ใครจะไปคิดว่าท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษาม่านซานผู้ยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วจะเป็นพวกบ้าพลังชอบฝึกวรยุทธ์! ​เอะอะก็ชกมวยร่ำสุราอยู่ในเรือนของตัวเอง 

แถมยังใช้ชามใบใหญ่โตรสชาติแบบชายชาตรี ความใจนักเลงไม่ยึดติดธรรมเนียมก็ช่างเถอะ แต่ยังพูดจาหยาบคายสบถคำด่าออกมาไม่หยุด ตอนนั้นข้านึกว่าตัวเองกำลังเห็นเจียงอี้เฉิงอีกคนเสียอีก 

แต่ผลลัพธ์คือพอชายผู้นั้นก้าวเท้าออกจากเรือนปุ๊บ ก็เปลี่ยนเป็นอีกหน้ากากหนึ่งทันที ดูสุภาพเรียบร้อย สง่างามผ่าเผย พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวล อ้างตำราขงจื๊อเล่าจื๊อ ข้านี่อ้าปากค้างจนคางแทบหลุด มึนงงไปทั้งวันเลย ​

อาจเป็นเพราะข้าบังเอิญไปเห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของท่านอาจารย์เข้า ท่านก็เลยกักตัวข้าไว้ในเรือนของท่านเสียเลย ไม่ยอมให้ข้าออกไปเดินทอดน่องซี้ซั้ว แน่นอนว่าต้องกลัวข้าไปเปิดโปงความลับของท่านแน่ๆ”

ลู่หยวนเปายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นแน่ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าของอาจารย์จี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะโดนฆ่าปิดปากไปแล้วก็ได้ ​เมื่อเห็นเขาคิดเองเออเองจนน่ากลัวใบหน้าซีดเผือด เฉินสวี่อันก็หลุดหัวเราะออกมาจนน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล 

จากคำพูดสั้นๆ ไม่กี่ประโยคของลู่หยวนเปา นางก็พอจะเดาออกแล้วว่าท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษาม่านซานผู้นี้คือใคร ชายผู้นั้นเป็นวิญญูชนอย่างแท้จริง ทั้งยังใจคอกว้างขวาง ไม่มีทางลงมือทำเรื่องสกปรกต่ำช้าแบบนั้นได้หรอก

“ท่านแม่! พี่ใหญ่เป็นถึงขนาดนี้แล้ว ท่านยังหัวเราะออกมาได้อีก” ลู่หยวนเซินเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่ง ​เฉินสวี่อันส่ายหน้าพลางเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม 

“การที่จะรั้งตำแหน่งเจ้าสำนักได้ ย่อมแสดงว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แล้วพี่ใหญ่ของเจ้าเป็นตัวตนยิ่งใหญ่มาจากไหน ฝ่ายตรงข้ามถึงต้องวางแผนระแวดระวังขนาดนั้น

ตั้งใจอ่านตำราไปเถอะ ทว่าในเมื่อได้พักอยู่ในเรือนของท่านเจ้าสำนักก็นับว่าใกล้ชิดฝั่งน้ำย่อมได้เห็นจันทร์ก่อน (อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ) เจ้าต้องไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี ฟังให้มาก ดูให้มาก พูดให้น้อย คาดว่าคงจะได้รับผลเก็บเกี่ยวอันยิ่งใหญ่”

​หลังจากได้รับคำปลอบโยนจากเฉินสวี่อันเช่นนี้ ลู่หยวนเปาถึงค่อยๆ วางใจลงได้ ​วันต่อมาลู่หยวนเปาจัดการเก็บข้าวของสัมภาระแต่เช้าตรู่เพื่อย้ายไปอยู่ที่สำนักศึกษาม่านซาน เรือนตระกูลลู่จึงยิ่งเงียบเหงาลงไปอีก

​เมื่อต้องมาเจอเรื่องราวของตระกูลหลิวคราวนั้น เด็กสาวทั้งสองคนก็รู้สึกขวัญเสียอยู่บ้าง จึงไม่ได้รบเร้าจะออกไปเดินเที่ยวตลาด ขังตัวเองอยู่ในเรือนอยู่พักใหญ่ โชคดีที่มีสวนหลังบ้านให้พวกนางได้เพลิดเพลิน ไม่อย่างนั้นวันเวลาคงจะผ่านไปอย่างยากลำบากน่าดู

​สามแม่ลูกซ่อนตัวอยู่ในเรือน ปักผ้า อ่านตำรา วาดภาพ วันเวลาผ่านไปอย่างเกียจคร้านและผ่อนคลาย จนกระทั่งลู่ตงซานพากองคาราวานสินค้าเดินทางกลับมา

ลู่ตงซานเดินทางกลับมาถึงเรือนพักตากอากาศในยามเย็น เมื่อล่วงรู้จากฉางคุนว่าเฉินสวี่อันและบุตรสาวมาที่นี่ เขาก็รีบเร่งเดินทางกลับเข้าเมืองทันทีโดยไม่รีรอแม้แต่น้อย

​ในยามนั้นเฉินสวี่อันและบุตรสาวทั้งสองกำลังนั่งกินขนมชมแสงจันทร์อยู่ในศาลาอย่างสบายอารมณ์ ป้าติงพาลู่ตงซานรีบเร่งเดินเข้ามา เสียงเรียกเมียจ๋าคำหนึ่งพังทลายความสงบนิ่งในใจของเฉินสวี่อันลงทันควัน 

นางลุกขึ้นยืนพรวด ยกชายกระโปรงขึ้นแล้วสาวเท้าก้าวลงจากศาลาอย่างรวดเร็ว ข้ามสะพานเล็กๆ บนสระน้ำ แล้ววิ่งตรงดิ่งไปหาลู่ตงซาน ลู่ตงซานวิ่งเร็วกว่านางเสียอีก เขาตะโกนบอกด้วยความตื่นตระหนกและเป็นห่วง

“เมียจ๋าระวังหน่อย ฟ้ามืดทางลื่น เดี๋ยวจะสะดุดล้มเอาได้”

สิ้นเสียงคำพูด เขาก็อ้าแขนรับร่างของคนรักที่โผเข้ามาในอ้อมแขน พลางกอดเอาไว้แน่นทันที สีหน้าความยินดีฉายชัดจนปิดไม่มิด หากไม่ใช่เพราะบุตรสาวทั้งสองคนยังอยู่ตรงนี้ เขาคงจะอุ้มร่างนางกลับห้องไปแล้วเป็นแน่

“ทำไมถึงกะทันหันแบบนี้เล่า เดินทางมาพร้อมกับอาจารย์จี้และหยวนเปาใช่ไหม” 

ลู่ตงซานเอ่ยพลาวกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นเจ้าลูกชายตัวดีอย่างลู่หยวนเปา คิ้วก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย ลู่หยวนเซินและลู่หยวนจงที่วิ่งตามมา ขนาบข้างสามีภรรยาทั้งซ้ายขวาพลางแย่งกันเอ่ยขึ้น

“ท่านพ่อ ท่านกลับมาเสียที! ถ้ายังไม่กลับมา ข้ากับท่านแม่คงได้อุดอู้อยู่แต่ในเรือนจนตัวขึ้นราแน่ๆ เจ้าค่ะ”

“ฮ่าๆๆ” ลู่ตงซานหัวเราะลั่น เขาปล่อยมือจากเฉินสวี่อันแล้วลูบหัวบุตรสาวทั้งสองคนพลางเอ่ยเย้า

“ไหนดูสิ ลูกสาวบ้านข้ามีตรงไหนขึ้นรากัน ข้าจะได้เอาไปซักไปตากแดด จะได้ดูว่ายังพาไปเจอผู้คนได้อยู่อีกไหม”

​เด็กสาวทั้งสองคนหัวเราะจนตัวงอ ​เฉินสวี่อันกลัวว่าพวกนางจะหัวเราะกันมากเกินไปจนนอนไม่หลับในตอนกลางคืน จึงค้อนมองลู่ตงซานแวบหนึ่ง 

“เอาละ เลิกเล่นกันได้แล้ว ป้าติง สั่งการลงไปให้เตรียมน้ำอุ่นและอาหารไว้ให้นายท่านด้วย”

​ทุกคนย้ายจากสวนหลังบ้านเข้ามายังเรือนหลัก ​เมื่ออาศัยแสงเทียนอันสว่างไสว เฉินสวี่อันถึงได้พบว่าลู่ตงซานไม่เพียงแต่ผอมลง ทว่ายังดำขึ้นอีกด้วย เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง เส้นผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง 

หยาดเหงื่ออุ่นๆ ไหลหยดลงมาตามหนวดเคราที่ขึ้นรุงรังบนใบหน้า ผิวพรรณที่คล้ำแดดยังดูสะท้อนแสงแวววาว สภาพความสมบุกสมบันเช่นนี้ทำให้เฉินสวี่อันรู้สึกสงสารจับใจจนขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ

​เมื่อก่อนถึงแม้ลู่ตงซานจะทำงานลำบากตรากตรำ ทว่านั่นเป็นเพราะได้เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความเปลี่ยนแปลงของเขาในสายตานางจึงไม่ได้เด่นชัดนัก ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกัน ออกไปข้างนอกตั้งหลายเดือนถึงได้พบหน้ากันสักครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนางก็สามารถมองขยายใหญ่โตได้ นับประสาอะไรกับฤดูหนาวที่ผ่านมานางเพิ่งจะบำรุงให้ลู่ตงซานขาวอวบขึ้นมาตั้งไม่น้อย ทว่าออกไปข้างนอกเพียงไม่กี่เดือน ความขาวและความอวบก็ไม่มีเค้าโครงหลงเหลืออยู่เลย

​เด็กสาวทั้งสองคนย่อมสังเกตเห็นเช่นกัน จึงไม่กล้าดึงดันเล่นซนกับบิดาอีก คนหนึ่งรีบไปรินน้ำชามาให้ ส่วนอีกคนก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัวบอกว่าจะทำอาหารให้บิดาได้กิน ​เฉินสวี่อันปล่อยให้พวกนางจัดการไป ส่วนนางก็เอ่ยถามลู่ตงซานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา

“กลับมาคราวนี้ สามารถอยู่ที่เมืองมณฑลได้นานเท่าใดหรือ” ลู่ตงซานฉีกยิ้มทะเล้น 

“หากเจ้าและลูกๆ ไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าคงอยู่ได้เต็มที่แค่เจ็ดแปดวัน ขายสินค้าหมดก็คงออกเดินทางกลับบ้านแล้ว ทว่ายามนี้ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นแล้ว ข้าสามารถอยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้าเพิ่มอีกสักหลายวันแล้วค่อยกลับ”

อย่างไรเสียที่เขารู้สึกใจจดใจจ่ออยากจะกลับบ้านปานศรธนูก็เป็นเพราะยอดดวงใจที่เขาคิดถึงอยู่นั่น ยามนี้คนก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะยังต้องรีบร้อนไปใย