LNCrawler

บทที่ 197 สมุดรายชื่อสาวงาม ที่อ่านแล้วถึงกับ...

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 197 สมุดรายชื่อสาวงาม ที่อ่านแล้วถึงกับ...

บทที่ 197 สมุดรายชื่อสาวงาม ที่อ่านแล้วถึงกับ…

 

คำพูดนี้ทำให้เฉินสวี่อันหน้าแดงระเรื่อ นางค้อนมองเขาแวบหนึ่งอย่างแง่งอน แล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

“ปากดีขึ้นทุกวันแล้ว! ระวังจะทำตัวเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับลูกชาย! จริงด้วย ท่านรู้เรื่องที่หยวนเปาสอบได้เป็นถงเซิงแล้วหรือยัง” ลู่ตงซานพยักหน้ารับ รอยยิ้มเบิกบานยิ่ง 

“ฉางคุนบอกข้าแล้ว ทั้งยังบอกว่าหยวนเปาเข้าสำนักศึกษาม่านซานแล้ว คราวนี้ข้าคงต้องขอบคุณตาเฒ่าจี้อย่างจริงจัง วันพรุ่งนี้ข้าจะหิ้วของขวัญชุดใหญ่ไปที่เรือนข้างๆ สักหน่อย”

“ท่านอย่าหาเรื่องเหนื่อยเลย อาจารย์จี้เดินทางไกลไปตั้งนานแล้ว ยามนี้เรือนข้างๆ ไม่มีคนอยู่ ก่อนอาจารย์จี้จะไปได้มอบกุญแจไว้ให้หยวนเปา บอกว่าหากเขามีเวลาว่างก็ให้แวะไปปัดกวาดเช็ดถูบ้าง” เฉินสวี่อันเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ลู่ตงซานค่อนข้างประหลาดใจ 

“เดินทางไกลงั้นหรือ แปลกประหลาดแท้ ข้ารู้จักกับเขามาตั้งนานยังไม่เคยเห็นเขาออกไปไหนเลย นึกว่าตอนที่เขาตามข้ากลับไปที่ตัวอำเภอจะนับเป็นการเดินทางไกลที่สุดแล้วเสียอีก อะไรกัน หรือว่าเขาจะเที่ยวจนติดลมไปแล้ว” ​เฉินสวี่อันส่ายหน้าไม่เข้าใจเช่นกัน 

“ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไปเยี่ยมเยียนญาติสนิหรือทมิตรสหายก็ได้!” ลู่ตงซานตกอยู่ในความคิด 

“อาจจะใช่ หลายปีมานี้ไม่เคยเห็นครอบครัวของเขาเลย ข้านึกว่าเขาตัวคนเดียวเสียอีก! ก่อนหน้านี้เคยพูดล้อเล่นว่าจะหาฮูหยินให้เขาซักคน ผลลัพธ์กลับโดนเขาถากถางกลับมาเยี่ยงสุนัข หลังจากนั้นข้าก็ไม่กล้าเอ่ยถึงอีกเลย” ​เฉินสวี่อันไร้วาจาจะเอ่ย 

“ท่านยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขาเลยก็จะไปหาคู่หมั้นคู่หมายให้เขา ไม่แน่ว่าเขาอาจแต่งงานมีครอบครัวแล้ว! หรือไม่แน่ว่าภรรยาและลูกของเขาอาจจะอยู่ต่างถิ่น! 

ทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว! ดีเท่าไหร่แล้วที่อาจารย์จี้ไม่ถือสาหาความกับท่าน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ไม่แน่ว่าคงผิดใจจนกลายเป็นศัตรูกันไปตั้งนานแล้ว”

“เจ่ากล่าวได้ถูกต้องที่สุด!” ลู่ตงซานพยักหน้ารับอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทว่าวาจาที่เอ่ยออกมากลับยังคงไม่คิดอะไรมาก 

“แสดงว่าตาเฒ่าจี้เห็นข้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานจริงๆ! คนกันเองข้าคงไม่ทำตัวห่างเหินกับเขาแล้ว ของขวัญก็ไม่ต้องซื้อแล้วล่ะ”

​เฉินสวี่อันคิดในใจ โชคดีที่นางได้มอบของตอบแทนไปเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้เป็นไปตามความของลู่ตงซาน ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ว่าอาจจะตัดญาติขาดมิตรกับเขาไปแล้วก็ได้

“ในเมื่อหยวนเปาไปอยู่ที่สำนักศึกษาแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องเป็นกังวล เรื่องราวหลังจากนี้คงต้องดูความสามารถของเขาเอง ไม่ว่าการสอบระดับมณฑลในปีหน้าจะผ่านหรือไม่ผ่าน พวกเราก็ต้องเริ่มมองหาหญิงสาวที่เหมาะสมให้เขาได้แล้ว” ลู่ตงซานมองเฉินสวี่อันด้วยความกระตือรือร้น พลางหักข้อนิ้วเตรียมตัวลงมือทำศึกใหญ่ ​เฉินสวี่อันได้ฟังก็ขำจนนึกฉุน 

“อะไรกัน เห็นท่าทางของท่านแล้ว นึกว่าอยากจะเลียนแบบฮ่องเต้เฒ่าจัดพิธีคัดเลือกสนมให้ลูกชายเสียอีก”

“เรื่องนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้! ครอบครัวพวกเราไม่มีความสามารถปานนั้น หากแพร่งพรายออกไปคงกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน เพียงแต่ก่อนหน้านี้มีผู้คนมากมายมาทาบทามเรื่องแต่งงานของหยวนเปากับข้า 

วาจาที่เอ่ยออกมาล้วนมีเจตนาอยากจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ซึ่งข้าก็ได้ปฏิเสธไปหมดแล้ว ยามนี้จึงอยากจะหารือกับเจ้าดู ในบรรดาแม่นางเหล่านั้น หลายคนก็ยังไม่ได้หมั้นหมายกับผู้ใด 

พวกเราจะลองเก็บมาพิจารณาดูหน่อยดีไหม ​หากสามารถตบแต่งแม่นางในเมืองมณฑลกลับไปได้ ครอบครัวพวกเราย่อมมีหน้ามีตาไปด้วยใช่หรือไม่ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าต้องพึงใจ และเจ้าใหญ่มันต้องถูกตาต้องใจด้วยถึงจะใช้ได้”

​ประโยคสุดท้ายล้วนเป็นเพียงการเอ่ยเสริมขึ้นมา ลู่ตงซานเอ่ยอย่างตามใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นำความคิดเห็นของลู่หยวนเปามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ​เฉินสวี่อันยังรู้สึกเวทนาแทนบุตรชาย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น

“เรื่องลูกสะใภ้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ข้าสามารถค่อยๆ มองดูไปได้ ทว่าการแต่งงานต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของฐานะตระกูล ยอมตบแต่งสตรีที่ฐานะต่ำกว่า ดีกว่าเอื้อมปีนป่ายตระกูลที่สูงส่งกว่า 

ข้าเองก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของแม่นางเหล่านั้นที่ท่านเอ่ยถึงมีความเป็นมาอย่างไร มิสู้ท่านส่งคนไปสืบดูให้ละเอียดถี่ถ้วน แล้วทำเป็นรายชื่อมาให้ข้าดีกว่า”

“ตกลง! เอาตามนี้แหละ” ลู่ตงซานตบโต๊ะตัดสินใจ

​สามีภรรยาพึ่งจะหารือกันเสร็จ สองพี่น้องลู่หยวนเซินก็ยกอาหารก้าวเข้าประตูมา พอดีกับที่ลู่หยวนเซินยังได้นำพริกเทศติดมือมาด้วย รอจนกระทั่งลู่ตงซานกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว นางถึงได้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ท่านพ่อเจ้าคะ ภรรยาของฉางคุนบอกว่าสิ่งนี้ท่านเป็นคนสั่งให้นางปลูก มันคืออะไรกันแน่เจ้าคะ ทั้งแสบตา แสบจมูก แสบปาก ทำเอาพวกเราจามไม่หยุด ของแบบนี้จะกินเข้าไปได้อย่างไรกัน”

ลู่ตงซานนำสิ่งของนั้นมาส่องดูใต้แสงเทียนอย่างละเอียด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก 

“น่าจะเป็นพริกเทศ ข้าเองก็ลืมไปแล้ว ก่อนหน้านี้มีกองคาราวานสินค้าขนาดใหญ่มาที่เมืองมณฑล ในนั้นมีคนที่หน้าตารูปร่างแปลกประหลาด ของที่นำมาก็แปลกประหลาดเช่นกัน 

เขาบอกว่าคนที่นี่ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งนี้ ของของเขาจึงขายไม่ออก นึกเสียใจที่ตอนอยู่เมืองหลวงไม่ได้ขายออกไปให้หมด ยามนี้ทำได้เพียงอยากจะขายเลหลังในราคาต่ำ ขอแค่ไม่ขาดทุนก็พอแล้ว 

​ข้าเห็นว่าสิ่งของเหล่านั้นไม่เคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งคนที่เดินทางมาพร้อมกับเขาก็ถูกตาต้องใจผ้าไหมและของแห้งของพวกเรา แม้แต่ห่านย่างอบแห้งก็ยังกวาดซื้อไปจนหมด ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนซื่อสัตย์ 

ทั้งยังรับประกันกับชายผู้นั้นว่า หากซื้อไปแล้วสามารถปลูกมันขึ้นมาได้ย่อมไม่ขาดทุนแน่นอน ข้าคิดว่าราคาก็ไม่ได้มากมายอะไรจึงซื้อมันมา หากขาดทุนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าปลูกมันขึ้นมาได้สำเร็จจริงย่อมหมายถึงผลกำไร ​

จริงด้วย ฝ่ายตรงข้ามยังได้มอบสมุดเล่มเล็กมาให้ข้าเล่มหนึ่ง บอกว่ากลัวข้าจะลืม เรียกว่าอะไรนะ... คู่มือการใช้งาน ข้านำกลับมาแล้วก็ไม่ได้สนใจมันอีก พอดีเลย สิ่งของเหล่านั้นอยู่ที่เรือนพักตากอากาศ วันหลังข้าจะไปหยิบมาให้พวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่มีอะไรทำก็ลองศึกษาดูได้”

​วันต่อมาลู่ตงซานพาภรรยาและบุตรสาวเดินทางไปที่เรือนพักตากอากาศอีกครั้ง แล้วขนสิ่งของมากมายเข้าเมือง ​วันที่สามครอบครัวตระกูลลู่เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวชมธรรมชาติในเมืองมณฑล 

วันนี้ไปไหว้พระที่วัดแถบชานเมือง วันพรุ่งนี้ไปเดินทอดน่องที่ตลาดโต้รุ่ง วันมะรืนไปลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของเมืองมณฑล วันถัดไป... ​สองพี่น้องลู่หยวนเซินเที่ยวเล่นจนสนุกสนานลืมบ้าน ถึงขั้นไม่อยากเดินทางกลับบ้านแล้ว 

หลังจากเที่ยวเล่นเช่นนี้อยู่แปดเก้าวัน พวกนางถึงค่อยสงบเสงี่ยมลงได้ ​ในช่วงเวลานั้นลู่ตงซานก็ได้จัดการขายสินค้าที่ควรขายออกไปจนหมดสิ้น ทั้งยังนำสมุดรายชื่อหนาเตอะเล่มหนึ่งกลับมามอบให้แก่เฉินสวี่อัน

ในขณะที่เฉินสวี่อันกำลังมองดูสมุดเล่มนั้นด้วยความมึนงง ลู่ตงซานก็เอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

“นี่คือของที่ข้าใช้เส้นสายในเมืองให้ช่วยกันสืบหามาเลยนะ โดยมีพวกจินเหมินและจินหยวนคอยรวบรวมข้อมูล ความเป็นมาตื้นลึกหนาบางรวมถึงนิสัยใจคอของแม่นางแต่ละคนล้วนสืบมาอย่างแจ่มแจ้งยิ่ง เจ้าค่อยๆ พิจารณาดูได้เลย”

“เนื้อหาข้างในนี้ท่านได้ดูบ้างหรือยัง” เฉินสวี่อันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลู่ตงซานส่ายหน้าตามตรง 

“ข้าจะดูของพวกนี้ไปทำไมกัน เจ้าดูเองก็พอแล้ว อย่างไรเสียข้าก็คงไม่ได้เป็นคนบุกไปทาบทามสู่ขอให้ลูกชายด้วยตัวเองอยู่แล้ว จริงด้วย 

ในนี้มีรายชื่อของคนในเมืองมณฑล ส่วนทางฝั่งตัวอำเภอนั้นข้าก็แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว อีกสักพักจินเฉวียนคงจะนำสมุดรายชื่อกลับไปส่งให้เจ้าที่บ้าน”

​เฉินสวี่อันรู้สึกเหนื่อยใจแทนเขาเหลือเกิน ทว่านานๆ ทีลู่ตงซานจะใส่ใจเรื่องการแต่งงานของบุตรชายขนาดนี้ นางจึงไม่อยากตัดรอนน้ำใจ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้เอ่ยขัดอะไร ทำเพียงเปิดอ่านดูผ่านๆ หน้าหนึ่ง และพบว่าข้อความแรกบนนั้นเขียนไว้

“บุตรสาวตระกูลหู รูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้า รูปร่างอรชราอ้อนแอ้น กิริยาท่าทางสง่าผ่าเผย เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ทั้งสี่ บิดาและพี่ชายล้วนประกอบอาชีพค้าขาย ฐานะทางบ้านมั่งคั่งร่ำรวย พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ครอบครัวปรองดองเป็นสุข”

​เขียนชื่นชมเสียจนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำเอาเฉินสวี่อันอ่านแล้วยังรู้สึกว่านี่คือตัวเลือกสะใภ้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทว่าผลลัพธ์คือพออ่านข้อความถัดมากลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

“ตามที่เพื่อนบ้านบอกเล่า บุตรสาวตระกูลหูเป็นคนใจแคบทั้งยังชอบฉวยโอกาสเอาเปรียบ มักจะทะเลาะตบตีกับพี่น้องเพียงเพราะเรื่องเศษผ้าและของกินอยู่บ่อยครั้ง ส่วนหูเหนียงจื่อก็ลำเอียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด รักหลงแต่บุตรชายหญิงคนเล็กคู่เดียว ภายในบ้านจึงวุ่นวายโกลาหลจนสุนัขบินไก่กระโดด...”

เฉินสวี่อันถึงกับพ่นน้ำที่กำลังดื่มอยู่ออกมาทันที ข้อความด้านล่างไม่จำเป็นต้องอ่านต่อแล้ว แค่ข้อความนี้ข้อความเดียวนางก็สามารถจินตนาการภาพของบุตรสาวตระกูลหูในสมองได้แล้ว แม่นางแบบนี้ต่อให้นางจะเข้าไปข้องแวะด้วยก็ยังไม่อยากเลย ​พอเปิดไปอีกหน้าหนึ่ง 

“บุตรสาวตระกูลชวี่ อายุสิบสี่ปี หน้าตาสะสวยน่ารัก ปากหวานช่างคิดช่างทำ เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบรรดาผู้ใหญ่ยิ่งนัก” ​ส่วนด้านล่างกลับเขียน

“บุตรสาวตระกูลชวี่ หน้าเนื้อใจเสือ มักจะขุดหลุมพรางดักเล่นงานผู้อื่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชอบยุแยงตะแคงรั่วเป็นที่สุด หน้าอย่างหลังอย่าง เย่อหยิ่งเอาแต่ใจ และชอบรังแกพี่ชายพี่สะใภ้” ​นี่มันเรื่องเหลวไหลไร้สาระอะไรกันเนี่ย เฉินสวี่อันหมดความสนใจที่จะอ่านต่อในทันที 

“ท่านไปสืบถามมาจากคนประเภทไหนกัน” ลู่ตงซานเอ่ยตอบตามตรง 

“บางส่วนก็ถามมาจากแม่สื่อ บางส่วนก็ถามมาจากพวกขอทานที่จับกลุ่มอยู่ตามตรอกซอกซอย และบางส่วนก็สืบถามมาจากพวกชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้น”