บทที่ 19 เฉินสวี่อันเอาจริง!
บทที่ 19 เฉินสวี่อันเอาจริง!
บทที่ 19 เฉินสวี่อันเอาจริง!
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็เตรียมตัวจะเข้าไปช่วยคน ทว่าเฟิงไห่ที่อยู่ในห้องสีหน้ามืดมนลงทันที เขาตวาดลั่นด้วยความโกรธ
“หุบปาก! หวงเหมินวางเพลิงทำร้ายผู้อื่นแล้วยังไม่สำนึกผิด ยามนี้ข้าในฐานะหัวหน้ามือปราบจะจับกุมเขากลับไปสอบสวน ใครกล้าขัดขวางจะถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและถูกจับกุมไปด้วย!”
ชาวบ้านที่ตั้งใจจะเข้ามาช่วยถึงกับขวัญผวาจนแทบจะฉี่ราด ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พว... พวกท่านคือเจ้าหน้าที่ทางการหรือ”
หยงเหอที่ยืนอยู่ในลานบ้านหยิบป้ายประจำตัวออกมา แม้ชาวบ้านจะไม่รู้หนังสือ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความรู้สึกหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ บางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นทันที
บางคนร้องไห้ฟูมฟายยกมือขึ้นเหนือหัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ส่วนบางคนก็โกยแน่บหนีไปทันควัน ลานบ้านตระกูลหวงวุ่นวายโกลาหล เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังสนั่นหวั่นไหว
ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเข้ามามุงดูใกล้ๆ อีก ชาวบ้านไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ทางการบุกมาจับคนในหมู่บ้านมาก่อน ต่างก็พากันหวาดกลัวจนวิญญาณแทบออกจากร่าง คิดว่ากลับไปดับไฟนอนเงียบๆ เสียน่าจะปลอดภัยที่สุด
เฟิงไห่เห็นชาวบ้านเริ่มรู้ความจึงแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะสั่งการหวังเชาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“มัดตัวเขาไว้! พรุ่งนี้เช้าคุมตัวกลับไปให้ท่านนายอำเภอตัดสิน ท่านนายอำเภอเกลียดนักพวกคนชั่วที่บังอาจมาทำลายความสงบสุขของราษฎรในปกครองของท่าน รับรองว่าไม่มีทางละเว้นโทษเขาแน่!”
คำพูดนี้จงใจเอ่ยให้หวงเหมินฟัง และตั้งใจให้ลู่ตงซานได้รับรู้ด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือการตีวัวกระทบคลาด เพื่อข่มขวัญพวกที่แอบมีความคิดชั่วร้ายในใจคนอื่นๆ ไม่ให้กล้าลงมือทำอะไรสิ้นคิด
เป็นอย่างที่คาด ชาวบ้านที่เหลืออยู่ต่างกริ่งเกรงจนนิ่งเงียบราวกับจิ้งหรีดหน้าหนาว แม้แต่เสียงตดยังไม่กล้าปล่อยออกมา บรรยากาศในลานบ้านตระกูลหวงเงียบสงัดอย่างประหลาด
มีเพียงหวงเหมินในห้องที่ดิ้นรนร้องขอชีวิตจนน้ำตาพ่นน้ำมูกไหลยืดเต็มหน้า แถมยังตกใจจนฉี่ราดกางเกง ส่วนนางโจวได้แต่ร้องไห้โฮไม่หยุด ใจหนึ่งอยากจะเข้าไปขวางแต่อีกใจก็กลัวจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดจนต้องถูกจับไปด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาท่ามกลางกลุ่มชาวบ้าน เมื่อเห็นชาวบ้านยืนตัวสั่นด้วยความกลัว และเห็นท่าทางน่าเกรงขามของหยงเหอและพวก สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยทักทายอย่างพินอบพิเทา
“ท่านเจ้าหน้าที่ทุกท่านเดินทางมาไกล ช่างลำบากพวกท่านเหลือเกินขอรับ!”
“จะลำบากได้อย่างไร หากข้าไม่มาจะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าในเขตปกครองของท่านนายอำเภอ ยังมีคนบังอาจท้าทายกฎหมายได้ถึงเพียงนี้!” เฟิงไห่เดินอาดๆ ออกมาจากห้องด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
เมื่อเห็นเครื่องแบบและท่าทางเช่นนั้น หัวหน้าหมู่บ้านก็ยิ่งดูถ่อมตัวมากขึ้น เขาหัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน พลางพยักหน้าเออออตาม สายตาเหลือบไปเห็นหวงเหมินที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างก็รู้สึกอึดอัดแน่นอก
หากไม่ใช่เพราะหวงเหมินเขาก็คงไม่ต้องมาทำตัวต่ำต้อยเช่นนี้ น่าแค้นใจนักที่ยามนี้เขายังต้องพยายามช่วยมัน เมื่อคิดได้ดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจึงถอนหายใจยาว เอ่ยกับลู่ตงซาน
“ตงซานเอ๋ย เรื่องที่บ้านเจ้าข้ารู้เรื่องหมดแล้ว นับว่าโชคดีที่ช่วยกันดับไฟทัน นอกจากฟืนพวกนั้นแล้วก็ไม่มีความเสียหายอื่นใด เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจจะลงโทษหวงเหมินอย่างหนักอยู่แล้ว
แต่ข้าเห็นว่าเขาบาดเจ็บจนลุกจากเตียงไม่ได้เลยกะว่าจะรอไปก่อน เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้ปู่หัวหน้าหมู่บ้านจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าเอง จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเสียเปรียบเด็ดขาด เพียงแต่...” หัวหน้าหมู่บ้านมองเฟิงไห่และพวกอย่างลำบากใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล
“เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป เกรงว่าชื่อเสียงหมู่บ้านเราจะป่นปี้เอาได้ เจ้าเห็นแก่คนในหมู่บ้าน ยอมตกลงยอมความกันเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
ชาวบ้านก่อนหน้านี้บอกหัวหน้าหมู่บ้านแล้วว่า เจ้าหน้าที่พวกนี้ลู่ตงซานเป็นคนพามา หัวหน้าหมู่บ้านจนปัญญาจึงได้แต่ขอร้องลู่ตงซานเท่านั้น หากเป็นคนอื่นเอ่ยปาก
ลู่ตงซานคงปฏิเสธไปตรงๆ ทว่านี่คือหัวหน้าหมู่บ้านเขาจึงต้องคิดหนัก เพราะครอบครัวเขายังต้องอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซานฝู ต่อไปในภายหน้ายังต้องพึ่งพาหัวหน้าหมู่บ้านอีกมาก เฟิงไห่เห็นลู่ตงซานนิ่งเงียบ จึงได้ถามขึ้น
“แล้วทางหัวหน้าหมู่บ้านคิดจะจัดการกับหวงเหมินอย่างไรล่ะ” หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินว่ามีช่องทางให้เจรจา ก็รีบกล่าวอย่างนอบน้อมทันที
“ผู้เฒ่าตั้งใจจะให้หวงเหมินชดใช้ความเสียหายให้บ้านลู่เป็นสองเท่า และต้องมากล่าวขอโทษบ้านลู่ต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน พร้อมกับเขียนหนังสือรับรองว่าจะไม่ล่วงเกินกันอีก แน่นอนว่าลู่ตงซานคิดว่ายังไม่เพียงพอ ก็สามารถเรียกร้องเพิ่มได้เลย”
ยามนี้จุดสำคัญคือการกดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด หัวหน้าหมู่บ้านจึงไม่สนใจความรู้สึกของคนบ้านหวงเลยแม้แต่นิดเดียว แน่นอนว่าหวงเหมินเองก็ไม่กล้าปริปากบ่น ก่อนหน้านี้เขายังคิดจะเรียกร้องค่าเสียหายจากบ้านลู่อยู่เลย
ยามนี้ความแค้นเคืองมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวตัวสั่น เฟิงไห่เห็นว่าการจัดการของหัวหน้าหมู่บ้านก็นับว่ายุติธรรมดี จึงพยักหน้าเล็กน้อยและกำลังจะเอ่ยปากตกลง ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน
“ช้าก่อน!”
เฉินสวี่อันจูงมือลู่หยวนเปาเดินเข้ามาในลานบ้าน นางไม่ได้เกรงกลัวสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมาเลยแม้แต่น้อย นางย่อตัวคำนับเฟิงไห่และหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเยือกเย็นก่อนจะเอ่ย
“ท่านหัวหน้ามือปราบเฟิง ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน คำพูดเมื่อครู่ข้าได้ยินหมดแล้วเจ้าค่ะ แต่ข้า... ไม่ขอตกลงยอมความเป็นการส่วนตัว”
สิ้นคำพูดทุกคนต่างพากันตกตะลึง หัวหน้าหมู่บ้านใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม มองเฉินสวี่อันด้วยสายตาไม่พอใจ ทว่าต่อหน้าเฟิงไห่เขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากดุด่า ส่วนเฟิงไห่ขมวดคิ้วถามด้วยความฉงน
“แม่นางลู่ เหตุใดถึงไม่ตกลงล่ะ”
เฟิงไห่รู้ดีว่าเฉินสวี่อันเป็นคนที่ท่านนายอำเภอจดจำได้ เขาจึงปฏิบัติต่อนาอย่างเกรงใจ หัวหน้าหมู่บ้านที่พอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มมองเฉินสี่อันด้วยสายตาสำรวจมากขึ้น เฉินสวี่อันไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร นางยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
“เรื่องมันเรียบง่ายมากเจ้าค่ะ ความผิดของหวงเหมินไม่ได้มีเพียงแค่วางเพลิงทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น แต่ข้าจะฟ้องร้องเขาในข้อหาบุกรุกเคหสถานเพื่อลักทรัพย์ด้วยเจ้าค่ะ!”
เฮือก! ทุกคนต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ก่อนจะจ้องมองหวงเหมินที่นอนอยู่บนพื้นสลับกับเฉินสวี่อันอย่างไม่เชื่อสายตา สมองแทบจะประมวลผลไม่ทัน หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วมุ่น
“นางติ้ง คำพูดเช่นนี้จะกล่าวพล่อยๆ มิได้นะ”
“กล่าวพล่อยๆ หรือเจ้าคะ” เฉินสวี่อันแค่นหัวเราะเยาะ
“จะเป็นการกล่าวพล่อยๆ หรือไม่ ท่านหัวหน้ามือปราบเฟิงเพียงส่งคนไปดูที่บ้านข้าก็จะได้คำตอบเจ้าค่ะ ตอนที่พวกเราออกจากบ้านเมื่อเช้า ทุกห้องถูกล็อกด้วยแม่กุญแจถึงสองตัว
ทว่าเมื่อครู่ข้ากลับไปดู พบว่าแม่กุญแจที่ประตูห้องนอนใหญ่ถูกคนเอาหินทุบจนพังเสียหาย ท่านดูเถิด... ก็คืออันนี้เจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันชูแม่กุญแจออกมาแล้วเอ่ยด้วยโทสะ
“นี่หากไม่ใช่การบุกรุกเพื่อลักทรัพย์แล้วจะเรียกว่าอะไรเจ้าคะ หรือท่านจะบอกว่าเป็นฝีมือของชาวบ้านที่เข้าไปช่วยดับไฟกันล่ะ” ชาวบ้านที่มุงอยู่ได้ยินแบบนั้นต่างก็พากันส่ายหน้าหวืดเป็นพัลวัน
“ไม่มีนะๆ ตอนพวกเราไปถึงก็มัวแต่วุ่นอยู่กับการดับไฟ ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย พวกเราเป็นพยานให้กันได้นะ!”
“ใช่ๆ ตอนนั้นประตูห้องยังปิดสนิทอยู่เลย พวกเราเห็นว่ามีกุญแจล็อกอยู่ก็ไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงไม่มีใครสังเกตเห็นกันล่ะ” ทุกคนต่างพากันแก้ตัวจ้าละหวั่น เฉินสวี่อันกล่าวอย่างจริงใจ
“ทุกท่านมีน้ำใจช่วยเหลือ ข้ากับสามีย่อมไม่สงสัยในตัวพวกท่านแน่นอนเจ้าค่ะ ยกเว้นเพียงแต่... หวงเหมิน! จะใช่หรือไม่ใช่เพียงแค่คุมตัวเขาไปที่ว่าการแล้วสอบสวนให้หนักก็ย่อมกระจ่าง
ข้าเองก็ไม่ใช่คนที่จะใส่ร้ายคนดีส่งเด็ด หากสืบสวนจนชัดเจนแล้วพบว่าพวกเราเข้าใจผิด ข้ายินดีทำพิธี ‘สามกราบเก้าคำนับ’ เพื่อขอขมาต่อหวงเหมินแน่นอน เรื่องชดใช้เงินทองก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหวงเหมิ่นเป็นคนทำจริงๆ ล่ะก็...”
“หากเขาทำจริงๆ เจ้าจะว่าอย่างไร” หัวหน้าหมู่บ้านถามย้ำ เฉินสวี่อันรวบรวมสมาธิ กัดฟันเอ่ยด้วยความเหี้ยมเกรียม
“หากเขาทำจริงๆ ข้าก็จะขอจองล้างจองผลาญกับเขา ไม่จบสิ้นกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง!”
เฮือก! ทุกคนต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เป็นเพราะถูกแววตาของเฉินสวี่อันทำให้หวาดกลัว แม้แต่พวกเฟิงไห่เองก็ยังขมวดคิ้วมุ่น คนที่ไม่รู้ความนัยคงนึกว่าเฉินสวี่อันกับหวงเหมินมีหนี้แค้นฝังลึกต่อกันอย่างใหญ่หลวง
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็คาดไม่ถึงว่าเฉินสวี่อันจะมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ เมื่อดูจากท่าทางของนางแล้ว นางดูจะเกลียดชังหวงเหมินเข้ากระดูกดำจริงๆ เรื่องนี้ชักจะจัดการยากเสียแล้ว!