บทที่ 20 คนพาลต้องออกจากหมู่บ้าน
บทที่ 20 คนพาลต้องออกจากหมู่บ้าน
บทที่ 20 คนพาลต้องออกจากหมู่บ้าน
หวงเหมินคาดไม่ถึงเลยว่านางติ้งที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาจะเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้ ถึงขั้นตั้งใจจะส่งเขาเข้าคุกจริงๆ เขาตกใจจนลนลานทำอะไรไม่ถูก ได้แต่โผเข้ากอดขาหัวหน้าหมู่บ้านพลางร้องไห้อ้อนวอนไม่หยุด
“หัวหน้าหมู่บ้านช่วยข้าด้วย ข้าสาบาน ข้าจะไม่กล้าทำอีกแล้วจริงๆ!”
เมื่อเห็นหวงเหมินร้องไห้อย่างน่าเวทนาเช่นนั้น ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มเกิดความสงสารขึ้นมา เพียงแต่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการหลายท่านจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
ลู่ตงซานแม้จะโกรธแค้นหวงเหมิน แต่ความคิดของเขาเป็นเพียงการสั่งสอนด้วยหมัดมวยให้เข็ดหลาบหรือข่มขวัญให้กลัวเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะส่งคนเข้าที่ว่าการจริงๆ
เพราะหากทำเช่นนั้น ในอนาคตเกรงว่าคนในหมู่บ้านคงไม่มีใครกล้าไปมาหาสู่กับบ้านเขาอีก ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปาก เฉินสวี่อันก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“หวงเหมิ่นคนนี้ใจคอคับแคบ คิดจะจองเวรตลอดเวลา เรื่องเมื่อวานก็เป็นฝ่ายบ้านเขาที่เริ่มหาเรื่องก่อน พอต่อหน้าสู้ด้วยเหตุผลไม่ได้ วันนี้ก็เลยลอบกัดใช้วิธีชั่วร้าย วันนี้ถือว่าบ้านข้าดวงดีที่เด็กๆ ไม่อยู่บ้าน
แต่ถ้าเขากำลังลงมือแล้วลูกข้าบังเอิญมาเห็นเข้าพอดี โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่แถวนั้น พวกท่านคิดว่าเขาจะทำอย่างไรกับลูกข้า อีกอย่างเรื่องนี้ใครเป็นคนงัดแงะแม่กุญแจทุกคนก็รู้แก่ใจกันดี
การปล่อยคนประเภทนี้ไว้ในหมู่บ้านพวกท่านจะใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขได้อย่างนั้นหรือ วันนี้ขโมยของไม่สำเร็จก็วางเพลิง วันหน้าขโมยไม่สำเร็จจะถึงขั้นฆ่าคนเลยหรือไม่”
คำพูดของนางราวกับน้ำเย็นที่ราดรดจนชาวบ้านทุกคนได้สติ ปกติที่ต้องพบหน้ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นิสัยใจคอของหวงเหมินเป็นอย่างไรพวกเขาย่อมรู้ดีที่สุด
และจริงอย่างที่นางว่า หากวันนี้ที่บ้านตระกูลลู่มีเด็กอยู่จริงๆ เกรงว่าคงจะพบกับคราวเคราะห์เป็นแน่ หัวหน้าหมู่บ้านสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของชาวบ้าน ใจของเขาก็ยิ่งจมดิ่งลง
“นี่... นางติ้ง ต่อให้เรื่องที่บ้านเจ้าจะเป็นฝีมือของหวงเหมินจริง แต่เจ้าจะมาคาดเดาไปไกลขนาดนั้นไม่ได้ เรื่องมันยังไม่เกิดขึ้นเสียหน่อย”
หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะหนีบแมลงวันตายได้ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดสายตามองไปทั่วลานบ้านก็เห็นแต่ลู่ตงซานคนเดียวเท่านั้นที่พอจะกำราบเฉินสวี่อันได้
จึงพยายามส่งสายตาให้ลู่ตงซานไม่หยุด ทว่าลู่ตงซานกลับมัวแต่เหม่อลอย ไม่แม้แต่จะปรายตามามองเขา ทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกอึดอัดคับแค้นใจยิ่งนัก เฟิงไห่เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาขยิบตาให้หวังเชา
“คุมตัวไป”
“หัวหน้าหมู่บ้าน...” คนบ้านหวงต่างโหยหวนขึ้นพร้อมกัน เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านร่างโงนเงน โชคดีที่มีคนข้างหลังช่วยพยุงไว้จึงไม่ล้มลง เมื่อเห็นหวงเหมินกำลังจะถูกลากออกจากลานบ้าน เขาก็รีบตะโกนด้วยความร้อนรน
“ช้าก่อน! ช้าก่อน!”
หวังเชาชะงักฝีเท้าแล้วหันไปมองเฟิงไห่ ในจังหวะนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็รุดมาอยู่ตรงหน้าเฉินสวี่อัน ทำท่าราวกับจะคุกเข่าลง เฉินสวี่อันรีบเบี่ยงกายหลบ ลู่หยวนเปาผู้เฉลียวฉลาดรีบก้าวเข้าไปพยุงชายชราไว้
“ปู่หัวหน้าหมู่บ้านขอรับ หวงเหมินไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนของท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย อีกอย่างถ้าเก็บเขาไว้ ต่อไปพวกเราก็คงใช้ชีวิตอย่างไม่สงบสุขหรอกขอรับ”
สิ้นคำพูดของเด็กชาย ทุกคนต่างมองลู่หยวนเปาราวกับเห็นผี คาดไม่ถึงว่าคำพูดเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของเด็ก หัวหน้าหมู่บ้านน้ำตาไหลพราก เขาเคาะไม้เท้าลงพื้นอย่างแรงด้วยความอัดอั้น
“เหตุผลน่ะขนาดเด็กยังเข้าใจ แต่คนบางคนกลับทำตัวโง่เขลาขวางโลก น่าแค้นนักที่ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านซานฝู หากหวงเหมินถูกจับเข้าที่ว่าการจริงๆ ชื่อเสียงหมู่บ้านเราก็คงป่นปี้ หมู่บ้านอื่นจะดูถูกพวกเรา
ต่อไปออกไปไหนใครก็คงเหยียบย่ำได้ แม้แต่จะไปสู่ขอหญิงสาวจากบ้านดีๆ มาแต่งงานก็คงยาก ข้าจะปล่อยให้หมู่บ้านซานฝูต้องพังพินาศในมือข้าไม่ได้!”
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านร้องไห้ออกมา ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย แน่นอนว่าเรื่องนี้จะโทษบ้านตระกูลลู่ก็ไม่ได้ จึงพากันระเบิดโทสะไปที่หวงเหมินแทน สายตาที่มองเขาก็ยิ่งดูรังเกียจและไม่เป็นมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ
หวงเหมินยามนี้คิดเพียงอย่างเดียวคือการเอาตัวรอด เขาไม่สนใจหรอกว่าใครจะมองเขาอย่างไร พอได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านพูดเช่นนั้นก็เหมือนเห็นแสงแห่งความหวัง เขาจึงรีบตะเกียกตะกายยึดรั้วไม้ไผ่ไว้แน่นพลางดิ้นรน
“หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าสาบานๆ ข้าไม่กล้าทำแล้วจริงๆ ข้า... ข้าชดใช้เงินให้ก็ได้ ชดใช้เงิน”
“แม่นางลู่ เรื่องนี้เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
เฟิงไห่หันไปถามความเห็นจากเฉินสวี่อัน ความจริงเขาก็แค่ต้องการข่มขวัญหวงเหมินเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะคุมตัวไปที่ว่าการอำเภอจริงๆ เพราะหากทำเช่นนั้น บ้านตระกูลลู่ย่อมได้รับความเป็นธรรมและหวงเหมินก็คงต้องรับโทษหนักแน่
แต่หมู่บ้านซานฝูจะกลายเป็นที่โจษจันในทางที่เสื่อมเสีย ในระยะสั้นอาจไม่มีอะไร แต่พอนานวันเข้าชาวบ้านย่อมจะพาลมาโกรธแค้นบ้านตระกูลลู่แทน ในสายตาของเฟิงไห่นี่ถือเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก
เฉินสวี่อันมองเฟิงไห่ด้วยความซาบซึ้งใจ นางยอมลงตามบันไดที่เขาพาดมาให้พลางกล่าวเสียงเรียบ
“ในเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวมาถึงเพียงนี้ ข้าย่อมไม่อาจสวมบทคนชั่วที่ทำลายหมู่บ้านได้ ทว่าความผิดสถานหนักนั้นเลี่ยงได้แต่ความผิดสถานเบาก็ต้องได้รับโทษ
คนประเภทนี้จะเก็บไว้ในหมู่บ้านไม่ได้ หากหวงเหมินยินดีพาครอบครัวย้ายออกจากอำเภอชิงอันไปเสีย และเขียนหนังสือรับรองว่าจะไม่ก้าวเหยียบเข้ามาในอำเภอชิงอันอีก เรื่องนี้ก็ถือว่าจบกันไป”
“อะไรนะ!” นางโจวแผดเสียงแหลมจ้องมองเฉินสวี่อันราวกับจะฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ
“ด้วยเหตุผลอะไร นี่คือบ้านข้า ต่อให้ตายข้าก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
“ยังไม่สำนึกอีก! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ รบกวนหัวหน้ามือปราบเฟิงจัดการตามกฎหมายเถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ผู้น้อยจะไปที่ที่ว่าการเพื่อเป็นพยานชี้ตัวให้เอง”
เฉินสวี่อันเหลือบมองนางโจวแวบหนึ่งโดยไม่เห็นอยู่ในสายตา ด้วยนิสัยอย่างหวงเหมิน มีหรือที่จะยอมทิ้งโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวนี้ไป เป็นอย่างที่คาด เฉินสวี่อันเพิ่งจะพูดจบ หวงเหมินก็แผดเสียงลั่น
“ข้าย้าย! ข้าย้ายเดี๋ยวนี้เลย! ข้าขอสาบานว่าต่อไปจะไม่ก้าวเข้ามาในอำเภอชิงอันอีกแม้แต่ก้าวเดียว!”
“จริงหรือ” เฉินสวี่อันถามด้วยน้ำเสียงกังขา หวงเหมินพยักหน้าหงึกหงักอย่างเอาเป็นเอาตาย
“จริงๆ! จริงยิ่งกว่าทองคำเสียอีก!”
“คำพูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน ลงนามในหนังสือรับรองเสียเดี๋ยวนี้ ทำเป็นสี่ฉบับ ฝ่ายท่านฉบับหนึ่ง ฝ่ายข้าฉบับหนึ่ง อีกฉบับมอบให้หัวหน้าหมู่บ้านเก็บรักษาไว้ และส่วนฉบับสุดท้ายรบกวนหัวหน้ามือปราบเฟิงนำกลับไปบันทึกไว้ยังที่ว่าการ
เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทที่ไม่จำเป็นในภายหลัง แน่นอนว่าในเมื่อพวกท่านยินดีที่จะย้ายออกไปทั้งครอบครัว ข้าก็จะไม่บีบคั้นจนถึงที่สุด เงินชดเชยนั้นข้ายกให้ก็ได้” เฉินสวี่อันหันไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน
“หัวหน้าหมู่บ้านเจ้าคะ ในหมู่บ้านพอจะมีพู่กันและหมึกบ้างหรือไม่” หัวหน้าหมู่บ้านได้สติรีบสั่งการลูกชายที่อยู่ข้างกายทันที
“รีบกลับไปเอาพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาเร็วเข้า!” ในระหว่างที่รอ เฉินสวี่อันมองไปที่นางโจวพลางเอ่ยเยาะ
“เจ้าไปเก็บข้าวของได้แล้วล่ะ”
“เจ้า... เจ้ามัน...” นางโจวชี้หน้าเฉินสวี่อันด้วยความแค้นปนตระหนก ก่อนจะตาเหลือกแล้วล้มพับสลบเหมือดไปทันที!
ชาวบ้านพากันตกใจรีบเรียกหญิงชาวบ้านสองคนมาช่วยกันหามนางเข้าไปในห้อง ในระหว่างนั้นหวงเหมินไม่ได้เอ่ยถามถึงนางเลยแม้แต่คำเดียว ทุกคนเห็นแล้วก็อดที่จะรู้สึกหนาวใจไม่ได้
เดิมทีบางคนยังคิดว่านางติ้งบีบบังคับคนเกินไปที่ไล่พวกเขาออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางติ้งจะเป็นคนมองการณ์ไกล คนที่ไร้น้ำใจและพาลเกเรเช่นนี้หากเก็บไว้ในหมู่บ้านต่อไปย่อมเป็นภัยพิบัติไม่จบสิ้น
ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาอย่างรวดเร็ว เฉินสวี่อันจึงเอ่ยถามเฟิงไห่
“หัวหน้ามือปราบเฟิง ท่านพอจะช่วยเขียนหนังสือรับรองให้หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
เฉินสวี่อันไม่ได้คิดจะเปิดเผยเรื่องที่นางรู้หนังสือ ส่วนหัวหน้าหมู่บ้านก็มีความรู้เพียงงูๆ ปลาๆ พอจะเขียนเรื่องง่ายๆ ได้บ้าง แต่การจะให้เขียนหนังสือรับรองที่เป็นทางการเช่นนี้ก็นับว่าลำบากเกินไปสำหรับเขา
เมื่อตรองดูแล้วนางจึงเห็นว่ามีเพียงขอความช่วยเหลือจากเฟิงไห่เท่านั้น บนใบหน้าของเฟิงไห่ฉายรอยความกระดากอายวูบหนึ่ง เพราะเขาเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเชิงอักษรนัก
ทว่ากลับเป็นเมิ่งเสวี่ยที่อาสาก้าวออกมา เขาจับพู่กันเริ่มเขียนทันทีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เฉินสวี่อันจึงเอ่ยบอกเนื้อหาอยู่ข้างๆ
“เนื้อหาหลักคือระบุรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างชัดเจน และหวงเหมินยินดีพาครอบครัวย้ายออกจากอำเภอชิงอันด้วยความสมัครใจ พร้อมทั้งรับรองว่าคนในตระกูลหวงภายในสามชั่วอายุคนห้ามก้าวเท้าเข้าสู่อำเภอชิงอันแม้แต่ก้าวเดียวเจ้าค่ะ”