บทที่ 21 หลุมพรางดักหนูตัวใหญ่
บทที่ 21 หลุมพรางดักหนูตัวใหญ่
บทที่ 21 หลุมพรางดักหนูตัวใหญ่
เมิ่งเสวี่ยเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นแววตาของเฉินสวี่อันที่ใสกระจ่างและจ้องมองเขากลับตรงๆ โดยไม่มีท่าทีหลบเลี่ยง เขาจึงก้มหน้าลงเขียนเนื้อความต่อไป
เมื่อหนังสือรับรองทั้งสี่ฉบับเขียนเสร็จสิ้น ทุกคนต่างประทับลายนิ้วมือลงไป เรื่องราวในวันนี้จึงถือว่าจบลงเพียงเท่านี้ หลังจากคนสุดท้ายเดินออกจากบ้านตระกูลหวง หวงเหมินก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ลมภูเขาที่พัดโชยมาทำให้เขาตัวสั่นสะท้าน ถึงได้เพิ่งรู้สึกตัวว่าเหงื่อไหลโชกไปทั้งตัว ยามนี้เขาไม่มีความคิดที่จะล้างแค้นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ในใจคิดเพียงว่าหมู่บ้านซานฝูแห่งนี้เป็นสถานที่อัปมงคลที่ไม่อาจอยู่ต่อได้อีก
เขาจึงรีบเรียกหวงต้าจ้วงมาสั่งการให้ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อจัดการขายบ้านและที่ดิน และรีบย้ายออกไปให้เร็วที่สุด ทางด้านลู่ตงซานก็นำกลุ่มเจ้าหน้าที่กลับมาถึงบ้าน
เมื่อก้าวเข้าประตูไปเขาก็พบว่ารั้วไม้ไผ่ที่ประตูหน้าพังเสียหาย คาดว่าน่าจะเป็นช่วงที่ชาวบ้านช่วยกันดับไฟแล้วพลั้งมือทำพัง เพิงหญ้าในบ้านถูกไฟไหม้จนเสียรูปทรง ดูท่าแล้วตอนไฟลุกโชนคงจะรุนแรงไม่น้อย
เคราะห์ดีที่ช่วยกันดับไว้ทัน ฟืนจึงยังไม่ถูกเผาจนหมด และตัวบ้านก็ไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงผนังครัวด้านหนึ่งที่ถูกรมจนดำเป็นตอตะโก โชคดีที่เปลวไฟไม่ได้ลามขึ้นไปถึงหลังคา มิฉะนั้นหลังคาหญ้าแฝกคงถูกเผาวอด และห้องครัวย่อมรักษาไว้ไม่ได้แน่นอน
เมื่อเห็นสภาพความเสียหายของบ้านตระกูลลู่ สีหน้าของพวกเฟิงไห่ก็เคร่งขรึมลงไม่น้อย ก่อนหน้านี้พวกเขายังแอบคิดว่าเฉินสวี่อันนั้นใจแคบและใจดำเกินไป
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่านางช่างเป็นคนที่มีเมตตาเหลือเกิน หากบ้านของพวกเขาถูกทำลายถึงขนาดนี้ พวกเขาคงจะเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ถึงตายกันไปข้างหนึ่งแน่ เฉินสวี่อันไม่ได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาคิด นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ฟ้ามืดค่ำแล้ว บ้านก็ยังอยู่ในสภาพเช่นนี้ คงต้องขอให้พวกท่านทนลำบากไปพักที่ห้องของท่านแม่สามีชั่วคราวก่อนเจ้าค่ะ วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าวของข้างในมีครบถ้วนและสะอาดแน่นอน เพียงแต่อาจจะแคบไปเสียหน่อย”
“ไม่เป็นไร พวกข้าติดตามท่านนายอำเภอออกไปทำงานข้างนอกบ่อยๆ แม้แต่กลางป่าเขาก็เคยนอนมาแล้ว ไม่ต้องเกรงใจเรื่องพวกนี้หรอก” เฟิงไห่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
เฉินสวี่อันและลู่ตงซานต่างก็โล่งใจ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทุกคนจึงเริ่มอ่อนล้า ลู่ตงซานจึงเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวข้าจะไปกู้ไซที่แม่น้ำยงดูหน่อยว่ามีอะไรติดมาบ้าง เจ้าก็จุดไฟเตรียมทำกับข้าวเถอะ ข้าจะรีบไปรีบมา”
เฉินสวี่อันพยักหน้าแล้วรีบก้าวมือก้าวเท้าเข้าครัว นางนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังมีเนื้อรมควันเหลืออยู่ชิ้นหนึ่ง แม้นางจะไม่ค่อยชอบรสชาติของมันนัก
แต่นางจางซื่อหวงแหนมันมากและไม่ยอมเอาออกมากินง่ายๆ แต่วันนี้มีแขกมาบ้านและหาซื้อเนื้อสดไม่ทัน จึงจำต้องตัดแบ่งออกมาทำกับข้าวไปก่อน
เมื่อนางจัดการเนื้อรมควันเสร็จ ลู่ตงซานก็กลับมาพอดี เฉินสวี่อันเห็นเขาถือไซดักปลาตรงเข้าครัวมาจึงถามทันที
“ได้อะไรมาบ้างเจ้าคะ” ลู่ตงซานพยักหน้าหงึกหงัก
“มีกุ้งฝอยที่เจ้าชอบ แล้วก็มีปลาขนาดกลางอีกสองตัว” เฉินสวี่อันจึงตัดสินใจทันที
“ต้มรวมกันให้หมดเลยเจ้าค่ะ ทำเป็นโจ๊กทรงเครื่อง”
“ได้เลย!”
ลู่ตงซานรีบออกไปจัดการล้างปลาและกุ้งด้วยความกระตือรือร้น ส่วนเฉินสวี่อันได้แต่ถอนหายใจยาวพลางยิ้มขื่น ด้วยฐานะของตระกูลลู่ยามนี้ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็หนีไม่พ้นเมนูโจ๊กอยู่ดี
ต่างกันแค่จะเป็นน้ำโจ๊กใสๆ หรือจะเพิ่มเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะทำให้เด็กๆ ได้กินอิ่มหนำสำราญ และเลี้ยงดูพวกเขาจนขาวอวบมีน้ำมีนวลได้เสียที เด็กๆ ทั้งห้าคนที่เฉินสวี่อันกำลังนึกถึง ยามนี้กำลังนอนเบียดกันอยู่บนเตียงและกระซิบกระซาบคุยกัน
“พี่ใหญ่ ดีจังเลย ต่อไปไม่ต้องเจอหน้าหวงต้าจ้วงกับหวงเอ้อจ้วงที่น่ารำคาญพวกนั้นแล้ว ข้าจะได้กล้าออกไปเล่นข้างนอกได้อย่างสบายใจเสียที”
ลู่หยวนเซินตื่นเต้นจนโบกไม้โบกมือไปมา หากไม่ใช่เพราะรู้ว่ามีแขกอยู่ที่บ้านนางคงอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ แล้ว ลู่หยวนเว่ยซึ่งเป็นเหมือนเงาตามตัวของพี่สาวรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่ๆ ต่อไปไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะมารังแกพวกเราแล้ว!” ลู่หยวนเปาแสร้งทำเป็นนิ่งขรึม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพลางแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างทระนง
“นี่เป็นความลับระหว่างข้ากับท่านแม่นะ ถ้าท่านแม่ไม่ฉลาด หวงเหมินก็คงทำสำเร็จไปแล้ว!”
ลู่หยวนเซินและลู่หยวนเว่ยพยายามรบเร้าถามว่าความลับคืออะไร แต่เขากลับไม่ยอมบอก และทำท่าทางเป็นผู้รอบรู้เริ่มหัดคัดลายมือต่อไป เมื่อโจ๊กต้มเสร็จแล้ว เฉินสวี่อันก็ยกหม้อใบใหญ่เข้ามาในห้อง จัดแจงแบ่งถ้วยชามให้เด็กๆ พลางกำชับเสียงเบา
“วันนี้มีแขกมาบ้าน พวกเราก็กินกันในห้องนี้แหละ แม่กลัวว่าพวกเจ้ายังเด็กจะแกะก้างปลาไม่เก่ง เลยไม่ได้ตักเนื้อปลาให้ แต่แม่ใส่ไข่ต้มให้พวกเจ้าคนละสองฟองนะ ทางฝั่งท่านพ่อกับแขกไม่มีหรอก รีบกินตอนร้อนๆ เถอะลูก”
เด็กๆ ได้ยินว่าไม่มีเนื้อปลาก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเห็นไข่ไก่ ความผิดหวังนั้นก็มลายหายไปและแทนที่ด้วยความดีใจทันที ในขณะที่แม่ลูกกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ในห้องโถงพวกเฟิงไห่ต่างก็พากันพยักหน้าชื่นชม
“คิดไม่ถึงเลยว่าฝีมือการทำอาหารของแม่นางลู่จะยอดเยี่ยมขนาดนี้ แค่โจ๊กธรรมดาๆ ชามเดียวกลับทำออกมาได้โอชารสถึงเพียงนี้”
“ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกขอรับ ก็แค่ต้มไปตามมีตามเกิด ที่บ้านขัดสนเลยมีอะไรก็ใส่ลงไปเท่านั้นเอง”
ลู่ตงซานเอ่ยอย่างถ่อมตัว แต่ปากแทบจะฉีกไปถึงรูหู ท่าทางดูภูมิใจราวกับคนที่ถูกชมนั้นเป็นตัวเขาเองเสียอย่างนั้น
หลังมื้อค่ำพวกเฟิงไห่ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ลู่ตงซานจึงเข้ามาในห้อง เขาพบว่าบนเตียงมีศีรษะเล็กๆ นอนเรียงกันเป็นแถว ในห้องเงียบสงัด
มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กๆ ส่วนเฉินสวี่อันนั่งอยู่ข้างแสงเทียนกำลังเย็บเสื้อผ้าอยู่ ลู่ตงซานรีบเดินเข้าไปหาพลางกระซิบด้วยความสงสาร
“วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมามากแล้ว เจ้าเองก็เลิกเย็บเถอะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ท่านต้องเข้าป่าแล้ว ข้าจะทำสนับแข้งไว้ให้ท่านใส่ป้องกันขาเสียหน่อย”
เฉินสวี่อันกล่าวไปพลางมือก็ยังขยับเข็มอย่างรวดเร็วไม่หยุดพัก ลู่ตงซานซาบซึ้งใจจนบรรยายไม่ถูก เขาจึงนั่งลงรอข้างๆ แล้วถามเสียงเบา
“เมียจ๋า เรื่องการจัดการกับหวงเหมินวันนี้ เจ้าพอใจหรือไม่”
“ทำไมถึงถามเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” มือของเฉินสวี่อันชะงักไปครู่หนึ่ง นางเหลือบมองสามีด้วยความฉงน ลู่ตงซานยิ้มแห้งๆ
“ก็... ข้ากังวลว่าเจ้าจะฝืนใจยอมความเพราะคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านน่ะ ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านท่านก็ลำบากจริงๆ หลายปีมานี้ท่านทุ่มเทเพื่อหมู่บ้านมามาก และปกติก็คอยช่วยเหลือบ้านเราอยู่เสมอ
ดังนั้นเมียจ๋าอย่าโกรธไปเลยนะจ๊ะ หากเจ้ายังไม่พอใจ รอตอนหวงเหมินออกจากหมู่บ้านไป ข้าจะไปดักซ้อมมันให้หนำใจอีกสักรอบก็ได้” ลู่ตงซานกำหมัดแน่น แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันทันที เฉินสวี่อันหลุดหัวเราะคิก
“ท่านคิดว่าข้าเป็นคนประเภทที่จะยอมปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างนั้นหรือเจ้าคะ วางใจเถอะ! ข้ารู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ตั้งแต่แรกข้าก็ไม่ได้กะจะส่งคนเข้าที่ว่าการอยู่แล้ว
เพียงแต่ถ้าไม่ขู่เช่นนั้นจะไล่พวกเขาออกไปจากหมู่บ้านได้อย่างไร และมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้ายังไม่ได้บอกท่าน”
“เมื่อวานข้าเดาไว้แล้วว่าบ้านหวงคงไม่เลิกราง่ายๆ ข้าเลยเตรียมตัวไว้บ้าง นอกจากรั้วไม้ไผ่ที่ประตูหน้าแล้ว บริเวณรอบๆ บ้านที่เหลือ ข้าสั่งให้หยวนเปาขุดหลุมพรางและปักไม้ไผ่แหลมไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ
ไม่เพียงแต่จะกันขโมยได้เท่านั้น แต่ยังดักสัตว์ได้ด้วยนะเจ้าคะ และดูสิ... วันนี้เรายังดัก ‘หนูตัวใหญ่’ ได้ตัวหนึ่งเชียว!”
ลู่ตงซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาแอบย่องออกจากห้องเพื่อไปสำรวจดู แม้ท่ามกลางความมืดมิดจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางให้เขาอุทานในใจว่าครั้งนี้ดักจับหนูตัวใหญ่ได้จริงๆ แถมยังเป็นขนาดพิเศษเสียด้วย!
แต่แบบนี้ก็นับว่าดีไม่น้อย เมื่อมีหลุมพรางเหล่านี้อย่างน้อยที่บ้านก็ปลอดภัยขึ้นมาก ยิ่งบวกกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ ต่อไปคนในหมู่บ้านหากคิดจะรังแกผู้หญิงและเด็กในบ้านเขา ก็คงต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน
ค่ำคืนที่ไร้ความฝันผ่านพ้นไป เช้าวันรุ่งขึ้นจู่ๆ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา ท้องฟ้ามืดครึ้มหม่นหมอง หลังจากเฉินสวี่อันทำมื้อเช้าเสร็จ นางก็เอ่ยกับเฟิงไห่ด้วยความกังวลเล็กน้อย
“หัวหน้ามือปราบเฟิงเจ้าคะ ดูเหมือนอากาศจะไม่ค่อยดี พวกท่านยังจะเข้าป่ากันอยู่อีกหรือเจ้าคะ”
เฟิงไห่รู้สึกหงุดหงิดระคนอึดอัด ทั้งที่หลายวันที่ผ่านมาอากาศดีมาโดยตลอด ไฉนจู่ๆ ฝนถึงมาตกเอาได้ ทว่านี่เป็นภารกิจที่ท่านนายอำเภอมอบหมายมา ต่อให้ลูกเห็บตกเขาก็ไม่อาจประวิงเวลาได้
“ไปสิ! ก็แค่ฝนตกนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคหรอก!” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินสวี่อันจึงไม่ห้ามปรามต่อ นางหันไปสั่งลู่ตงซาน
“ไปยืมชุดกันฝนจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านมาสักสองสามชุดเถอะเจ้าค่ะ แล้วก็เอาสนับแข้งที่ข้าทำมอบให้พี่ๆ เจ้าหน้าที่คนละคู่ด้วย ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากเส้นทางไปไม่ได้จริงๆ ก็ให้ยกเลิกเสียนะเจ้าคะ”
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถอะ”
ลู่ตงซานยิ้มกว้าง เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของภรรยา ในใจเขาก็รู้สึกเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก แต่งงานกันมาหลายปี ในที่สุดเขาก็สามารถทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งของนางอบอุ่นขึ้นได้เสียที