LNCrawler

บทที่ 219 จดหมายที่ทำให้จิตใจไม่สงบ

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 219 จดหมายที่ทำให้จิตใจไม่สงบ

บทที่ 219 จดหมายที่ทำให้จิตใจไม่สงบ

 

หญิงรับใช้ชราถึงกับอึ้งไป ภายในใจนึกกังขาอยู่บ้าง ตัวอำเภอออกจะกว้างใหญ่ปานนี้ แม่นางจากตระกูลที่ดีก็มีอยู่ไม่น้อย ฐานะทางบ้านที่เสมอกันกับตระกูลเฟิงก็มีอยู่ดาษดื่น เหตุใดถึงไร้ซึ่งบุคคลที่คู่ควรเล่า 

ทว่าเมื่อหวนกลับมาขบคิดอีกแง่หนึ่ง แม้กระทั่งแม่นางจากตระกูลลูฮูหยินเฟิงก็ยังคงมองข้ามดูแคลน ตระกูลที่จะสามารถเข้าตาของนางได้คงมีไม่มากนักจริงๆ 

ก็นับว่าโชคดีที่ท่านนายอำเภอไม่ได้มีน้องสาวหรือบุตรสาวในวัยที่พร้อมออกเรือน ไม่เช่นนั้นฮูหยินเฟิงก็คงไม่ต้องมานั่งกลัดกลุ้มใจปานนี้ ​ในตอนที่หญิงรับใช้ชรากำลังใจลอยอยู่นั้น ฮูหยินเฟิงก็เอ่ยปากถาม

“เฉิงอวี่ได้บอกกล่าวไว้หรือไม่ว่าจะเดินทางกลับมาเมื่อใด ข้าจะต้องเอ่ยปากถามเขาให้ดี หากทางฝั่งเมืองมณฑลมีแม่นางที่เขาพึงตาต้องใจอยู่บ้าง ก็พอจะเก็บมาขบคิดพิจารณาดูสักหน่อย” หญิงรับใช้ชราเอ่ยตอบอย่างแห้งแล้ง

“ฮูหยิน ท่านคงไม่ได้หลงลืมไปกระมังเจ้าคะ เมื่อครู่นี้นายท่านเพิ่งจะเอ่ยบอกว่าเรื่องการเกี่ยวดองกับตระกูลลู่นั้นเป็นความต้องการของคุณชายใหญ่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้คุณชายใหญ่จะมีแม่นางที่พึงใจอยู่ที่เมืองมณฑลได้อย่างไรกันเจ้าคะ” ​เมื่อเอ่ยถึงตระกูลลู่ สีหน้าของฮูหยินเฟิงก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงในทันที

“เหอะ! เรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ย่อมเป็นไปตามคำสั่งของบิดามารดาและคำพูดของแม่สื่อ หาใช่เรื่องที่เขาจะมากำหนดเองตามใจชอบได้! ทว่าอย่างไรเสียก็ยังคงต้องตัดความหวังของเขาให้สิ้นซากเสียก่อน!”

ฮูหยินเฟิงลอบวางแผนการอยู่ภายในใจตนเอง ​ฝ่ายลู่ตงซานที่ก้าวเท้าออกจากตระกูลเฟิงมาแล้ว สีหน้าก็ค่อยๆ เย็นชาลง เขาหันกลับไปปรายสายตามองดูเรือนตระกูลเฟิงครั้งหนึ่ง ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวออกมาอย่างไร้เสียง 

วันหน้าความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลเกรงว่าคงต้องค่อยๆ ห่างเหินกันไปเสียแล้ว ทว่าเรื่องราวนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเพียรพยายามอยู่ฝ่ายเดียวแล้วจะสำเร็จได้ ช่างเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนี้แล้วกัน

ลู่ตงซานเกิดความกังวลใจอยู่เพียงครู่เดียว ก็สลัดเรื่องราวนี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง ก้าวฉับๆ มุ่งหน้าเดินทางกลับบ้าน และในวันต่อมายามที่ท้องฟ้ายั่งไม่ทันสว่างดี เขาก็จัดการนำขบวนคาราวานสินค้าออกเดินทางไปทันที

​ในครั้งนี้สถานที่ที่เขาจะเดินทางไปก็คือเมืองเว่ยโจว ซึ่งมีทิศทางตรงกันข้ามกับเมืองอี้โจว เนื่องด้วยสินค้าที่นำติดตัวออกมามีปริมาณไม่มากนัก จำนวนผู้คนจึงลดน้อยลงไปโข ส่งผลให้ความเร็วในการเดินทางรวดเร็วขึ้นมากทีเดียว

​เฟิงไห่เดิมทีตั้งใจว่าในวันต่อมา ยามที่ฤทธิ์สุราเลือนหายไปบ้างแล้วจะแวะเวียนมาเอ่ยปากขออภัยต่อลู่ตงซาน ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าผู้อื่นจะออกเดินทางจากไปตั้งแต่มืดค่ำแล้ว จึงทำได้เพียงปล่อยให้เรื่องราวเลยตามเลย

​ส่วนเฟิงเฉิงอวี่ที่อยู่ห่างไกลออกไปถึงเมืองมณฑลก็ได้รับจดหมายที่บิดามารดาเขียนส่งมาให้ โดยเขาเลือกเปิดอ่านจดหมายของบิดาก่อน ด้านในเนื้อความเขียนบอกเล่าเพียงแค่เรื่องที่ตนเองเอ่ยปากทาบทามเรื่องการแต่งงานกับลู่ตงซาน 

ทว่าฮูหยินเฟิงกลับเอ่ยปากคัดค้านขึ้นมาในตอนนั้น สุดท้ายจึงต้องแยกย้ายจากกันด้วยความไม่เป็นที่น่าพอใจ ​ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค กลับทำให้เฟิงเฉิงอวี่เกิดความโกรธเคืองขึ้นมาในใจฉับพลัน จนแทบจะสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีมาในอดีตไปสิ้น 

สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนสลับไปมา เมื่อเปิดจดหมายของฮูหยินเฟิงออกอ่าน ด้านบนเนื้อความนอกเหนือจากเอ่ยปากถามไถ่ว่าเขาจะเดินทางกลับมาเมื่อใดแล้ว ก็คือการเอ่ยกำชับให้เขาคอยสอดส่องมองหาแม่นางจากตระกูลที่ดีภายในเมืองมณฑล 

ถ้อยคำทั้งในและนอกประโยคล้วนบีบคั้นคิดอยากจะให้เขาแต่งงานดองกับผู้คนในเมืองมณฑลแห่งนี้ ฝานจู๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นคุณชายของตนมีใบหน้าเขียวคล้ำ 

ใจก็พลันเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัว ผ่านพ้นไปครู่ใหญ่ก็เห็นคุณชายของตนใช้ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะหนังสืออย่างแรงครั้งหนึ่ง พลางเอ่ยสบถด่าทอด้วยความโกรธแค้นจนเหลืออด

“โง่เขลายิ่งนัก!”

​“คุณชาย ท่านโปรดใจเย็นลงก่อนเถอะขอรับ อย่าเพิ่งเกิดความโกรธเคืองเลย” 

ฝานจู๋ตื่นตระหนกตกใจยิ่งนัก ด้านหนึ่งเอ่ยปากปลอบประโลมเฟิงเฉิงอวี่ อีกด้านหนึ่งก็ทอดสายตามองไปยังจดหมายบนโต๊ะ ยามเมื่อเพ่งมองดู เขาก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่าเหตุใดคุณชายของตนถึงได้เกิดความโมโหปานนี้ 

เพียงแต่เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่บ่าวไพร่เช่นเขาจะบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ตามใจชอบได้ ​ทว่าเฟิงเฉิงอวี่กลับเกิดความโศกเศร้าเสียใจและผิดหวังยิ่งนัก เขาจรดพู่กันเขียนระบายความในใจออกมาอย่างพรั่งพรูยาวเหยียด หลังจากระบายความอัดอั้นเสร็จ ทั่วทั้งร่างก็คล้ายกับไม่มีเรี่ยวแรงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางเอ่ย

“นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งเสีย” ฝานจู๋ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ 

“คุณชาย ท่านอย่าได้วู่วามเลยขอรับ ฮูหยินนาง... นางไม่เข้าใจเรื่องราวอะไร ต่อให้ท่านจะเกิดความโกรธเคืองปานใดมันก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น ไม่สู้ถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน รอให้การสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายผ่านไปแล้วค่อยเดินทางกลับไปที่ตัวอำเภอเพื่อเอ่ยปากพูดกับฮูหยินจะดีกว่าไหมขอรับ”

​เฟิงเฉิงอวี่ไม่ได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ ฝานจู๋จึงถือวิสาสะจัดการเก็บรวบรวมจดหมายฉบับนั้นเอาไว้ นำไปวางไว้ด้านข้าง โดยไม่ได้มีเจตนาจะนำส่งออกไปแต่อย่างใด

​ทางฝั่งของลู่หยวนเปาเองก็ได้รับจดหมายที่ลู่ตงซานเขียนส่งมาให้เช่นกัน ด้านในเนื้อความเพียงแต่เอ่ยกำชับให้เขาตั้งหน้าตั้งตาพากเพียรพยายาม เพื่อกู้หน้าตาและสร้างเกียรติยศให้แก่ตระกูลลู่ ส่วนเรื่องอื่นใดล้วนไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

​ทว่าลู่หยวนเปากลับมีความเฉียบแหลมพอที่จะรับรู้ได้ถึงอารมณ์อันผิดปกติของบิดา จึงเอ่ยปากถามไถ่คนรับใช้ที่นำจดหมายมาส่ง

“ทางฝั่งตัวอำเภอเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นหรือเปล่า” ​ผู้มาเยือนส่ายหน้า พลางเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม

“ทางฝั่งตัวอำเภอทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ ก่อนที่นายท่านจะออกเดินทางยังแวะเวียนไปร่วมดื่มสุรากับมือปราบเฟิงที่ตระกูลเฟิง เพียงแต่ยามที่ก้าวเท้าออกมาสีหน้าดูผิดปกติอยู่บ้าง ในค่ำคืนนั้นนายท่านจึงเขียนจดหมายสั่งการให้ข้าน้อยรีบนำส่งมาให้ขอรับ”

​“ตระกูลเฟิง...” ลู่หยวนเปาพึมพำเสียงเบา แรงบีบที่ฝ่ามือขยับแน่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หลุบสายตาลงต่ำพลางเอ่ย

“ข้ารู้แล้ว เจ้าเดินทางกลับไปก่อนเถอะ”

​“ขอรับ”

​ผู้มาเยือนรีบร้อนก้าวเข้ามา และรีบร้อนหันหลังเดินจากไป ​นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลู่หยวนเปาก็ยิ่งเพิ่มความพากเพียรพยายามมากขึ้นไปอีกขั้น ท่าทางอันตรากตรำมุ่งมั่นตั้งใจถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลกปานนั้น 

ทำเอาไป๋หลี่ถิงและเสิ่นเเทียนมองดูด้วยความมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก คนที่ไม่ล่วงรู้เรื่องราวคงจะคิดว่าลู่หยวนเปากำลังเตรียมตัวเข้าสอบหน้าพระที่นั่งเสียอีก!

​การที่เขาตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาตนเองปานนี้ ส่งผลบีบให้พวกเขาก็ไม่อาจใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้สาระได้อีกต่อไป ทั้งสองคนถึงขั้นเริ่มหันมาจับตำราอ่านหนังสืออย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

​ด้วยเหตุนี้จั๋วฟ่านทงจึงเกิดความปลาบปลื้มใจยิ่งนัก แม้กระทั่งคนเสเพลไม่เอาถ่านทั้งสองคนนี้ยังล่วงรู้ได้ถึงความก้าวหน้า แล้วภายในสำนักศึกษาแห่งนี้ยังจะมีคนดื้อรั้นผู้ใดกล้าใช้ชีวิตไปวันๆ อีกเล่า

​จวบจนบัดนี้ สำนักศึกษาม่านซานก็ผ่านเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความมุ่งมั่นพากเพียรพยายามอันหาได้ยากยิ่ง บรรดาท่านอาจารย์แต่ละท่านนอกเหนือจากความปลาบปลื้มใจแล้ว ยิ่งพากันเค้นเรี่ยวแรงความสามารถทั้งหมดคอยป้อนความรู้ให้แก่พวกเขาอย่างเต็มที่

​แน่นอนว่าภายในบรรดาผู้คนเหล่านี้ก็ยังคงมีบางคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และเฟิงเฉิงอวี่ก็คือหนึ่งในนั้น ภายในใจของเขามีเรื่องเก็บงำเอาไว้ เมื่ออ่านตำราจึงไม่อาจสงบจิตสงบใจลงได้ 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกท่านอาจารย์ตำหนิติติงไปถึงสองครั้ง และสุดท้ายก็ถูกท่านอาจารย์เรียกตัวเข้าไปสนทนาปรับทุกข์ภายในห้องหนังสือ ฝานจู๋เฝ้ามองดูพลางรู้สึกว่าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แน่ จึงรีบเขียนจดหมายส่งกลับไปทางฝั่งตัวอำเภอทันที

​เฟิงไห่ที่ได้รับข่าวสารพลันพุ่งตัวเข้ามาในห้องด้วยความโกรธเกรี้ยวอีกครั้ง ก่อนเปิดฉากสบถด่าทอใส่ฮูหยินเฟิงอย่างไม่ไว้หน้า 

“ทำการสิ่งใดก็ไม่สำเร็จคอยแต่จะทำลายเรื่องราว เฉิงอวี่ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกเจ้าทำลายจนย่อยยับแน่!”

ฮูหยินเฟิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่ยอมอีกต่อไป จะเอ่ยประณามนางเรื่องใดก็ย่อมได้ ทว่าไม่อาจเอ่ยหาว่านางเป็นคนทำร้ายบุตรชายเด็ดขาด 

“ข้าเป็นอันใดไป ข้าทำสิ่งใดลงไปงั้นหรือ ยามนี้ท่านมองข้ามดูแคลนข้าแล้ว คิดจะสาดโคลนทุกสิ่งทุกอย่างมาครอบบนศีรษะของข้าใช่หรือไม่” ​เฟิงไห่ได้ยินอย่างนั้นโทสะก็ยิ่งพลุ่งพล่าน แผดเสียงคำรามลั่น

“ตนเองทำสิ่งใดลงไปภายในใจไม่รู้ตัวบ้างหรืออย่างไร เจ้าเขียนจดหมายไปบอกกล่าวคำใดแก่เฉิงอวี่ ฝานจู๋ส่งจดหมายมารายงานว่าหลังจากหเฉิงอวี่อ่านจดหมายของเจ้าแล้วก็อ่านตำราไม่เข้าหัวอีกเลย 

ทั้งยังถูกท่านอาจารย์ตำหนิไปถึงสองครั้ง ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ เจ้ายังคงหวังจะให้เขาผ่านการสอบระดับมณฑลขั้นสุดท้ายได้เป็นซิ่วไฉอีกงั้นหรือ จงกลับไปฝันกลางวันของเจ้าเสียเถอะ!”

ฮูหยินเฟิงเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ ทั่วทั้งร่างคล้ายกับถูกทำให้โง่งมด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ร่างกายสั่นคลอนโยกเยกแทบจะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่ และในตอนที่เฟิงไห่ก้าวเท้าออกจากห้องไป เสียงดัง ‘ตึง’ ก็เกิดขึ้น ฮูหยินเฟิงล้มพับหมดสติไปในทันที

หญิงรับใช้ชราที่ได้ยินความเคลื่อนไหวรีบก้าวเข้าประตูมามุ่งดู พลันเรือนหลังของตระกูลเฟิงก็ตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาอีกระลอกครั้งหนึ่ง